ความหลุดพ้น 3 ขั้นตอน (Three Step of Salvation)

20 พ.ค.

บทเรียนพระคัมภีร์

เรื่องความหลุดพ้น 3 ขั้นตอน

(Three steps of salvation)

เขียนโดยบรรพต เวชกามา (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน 2012 เวลา 15:20 น.


ความหลุดพ้น (salvation) นี้ โดยทั่วไปคริสเตียนจะเรียกว่า “ความรอด” เพราะคำว่าความรอดเป็นภาษาเฉพาะของคริสเตียน ไม่สื่อความหมายกับคนไทยทั่วไป ในบทเรียนนี้ จึงขอใช้คำว่า “ความหลุดพ้น” เพราะเป็นคำที่คนไทยทั่วไปรู้จัก และต้องการการหลุดพ้น

ความหลุดพ้นนี้ เริ่มต้นที่พระเจ้า ส่วนมนุษย์นั้นรับเอาได้โดยความเชื่อและการกลับใจใหม่ และความหลุดพ้นนี้เกี่ยวข้องกับ “บารมีพระเจ้า” (คริสเตียนทั่วไปใช้ว่า “ข่าวประเสริฐ”) ซึ่งได้แก่การกระทำของพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์ ดังที่เปาโลกล่าวไว้ใน โรม 1:16 ว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องบารมีของพระเจ้า เพราะว่าบารมีของพระเจ้านั้นเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความหลุดพ้น พวกยิวก่อน แล้วพวกกรีกด้วย”

ดังนั้น ความหลุดพ้นนี้จึงเป็นการที่พระเจ้าประทานชีวิตใหม่ให้กับเราโดยไม่คิดมูลค่าผ่านทางพระเยซูคริสต์ แต่การที่เราจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมดว่าชีวิตใหม่ อันเป็นชีวิตเข้าสู่นิพพานนั้น (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “ชีวิตนิรันดร์”) เกิดขึ้นกับเราได้อย่างไรนั้น เราจำเป็นจะต้องกลับใจใหม่คือหันจากการพึ่งตัวเอง กลับมาพึ่งพระเจ้า และทำการศึกษาบทเรียนต่อไปนี้ ซึ่งจะชี้แจงให้เห็นว่า ความหลุดพ้นนั้นคืออะไร และจะหลุดพ้นได้อย่างไร เมื่อหลุดพ้นแล้วจะตองทำอย่างไร บทเรียนชุดนี้เราจะวิเคราะห์ถึงถึงความหมายที่เกี่ยวของกับความหลุดพ้นดังต่อไปนี้

1. ความหลุดพ้น (Salvation) ที่ได้มาจากการกระทำของพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งเราจะรับเอาได้ด้วยความเชื่อโดยการเกิดใหม่

2. การถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) หรือบางทีก็เรียกว่า การที่พระเจ้านับว่าเราเป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่ง เป็นการกระทำของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ได้มาใช้หนี้ค่าของความบาปให้แก่เรา และเรากลายเป็นคนบุญที่อาศัยอยู่ในร่างของคนบาป

3. การถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) เป็นการกระทำของพระเจ้าโดยพระธรรมของพระองค์ (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์”) ที่ทำการชำระให้เราบริสุทธิ์ทุกๆวัน โดยการที่เมื่อเราทำผิดบาปต่อพระเจ้า เราก็สารภาพบาปไปเรื่อยๆ และเราก็จะบริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อยๆ คำสอนนี้ ไม่ได้ส่งเสริมให้คนทำบาป แต่ชี้แจงเห็นความจริงว่า เราจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไร

4. การเสริมสร้างกันในชุมชนของพระเจ้า (Edification) เป็นการเสริมสร้างซึ่งกันและกันในขุมชนของพระเจ้า เพราะพระองค์ไม่ได้เรียกเราให้มาเป็น “ปัจเจกบุคคล” แต่เรียกให้มารวมกลุ่ม ซึ่งเรียกว่า “ชุมชนของพระเจ้า” (คริสเตียนทั่วไปเรียกว่า “คริสตจักร”)

5. การเข้าสู่สง่าราศีในความหลุดพ้นขั้นที่ 3 (Glorification) เป็นความหลุดพ้นขั้นที่สมบูรณ์ เพราะเมื่อเราได้รับความหลุดพ้นในขั้นที่ 1-2 แล้ว เรายังอาศัยอยู่ในร่างกายของคนบาป เมื่อเราจากร่างกายของคนบาปแล้ว เราจะเข้าสู่ “ร่างกายใหม่” ซึ่งปราศจากบาป พระเยซูจะเป็นผู้ประทานให้ ในตอนนี้ เราจะกล่าวถึงความหลุดพ้น 3 ขั้นตอน ส่วนเรื่องอื่น เราจะค่อยศึกษาไปตามลำดับ

ความหมายของความหลุดพ้น (The Meaning of Salvation)

ความหลุดพ้น ในภาษากรีกคือ soteria มีความหมายว่า “การปล่อย” “ช่วยให้ปลอดภัย” “ป้องกันจากอันตราย”

พระเจ้าได้ทรงสำแดงพระองค์ตั้งแต่ในพระคัมภีร์เดิมว่า พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่จะทรงช่วยเหลือประชากรของพระองค์ให้หลุดพ้นจากความบาปและผลของมันได้ (สดด 27:1,88:1;62:1;ฉธบ 26:8;)

พระคัมภีร์ใหม่ได้อธิบายความหลุดพ้นว่าเป็นหนทางที่นำชีวิตไปสู่การมีความสัมพันธ์กับพระเจ้านิรันดร์ในสวรรค์ (มธ 7:14;มก 12:14;ยน 14:6;กจ 16:17;2 ปต 2:2;2:21;กจ 9:2,22:4;ฮบ 10:20)

หนทางแห่งความหลุดพ้นนี้ เริ่มต้นด้วยการกลับใจใหม่เชื่อในพระเจ้า ได้รับการยอมรับให้เข้าเป็นบุตรของพระองค์ แล้วเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง เราสามารถอธิบายได้ว่า “ความหลุดพ้น” นี้มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่พระเจ้า มนุษย์จะหลุดพ้นได้โดยตอบสนองต่อการนำเสนอของพระองค์เท่านั้น ไม่มีทางอื่นใดที่มนุษย์จะสร้างความหลุดพ้นขึ้นมาได้ด้วยตนเอง และความหลุดพ้นนั้นมีอยู่ 3 ขั้นตอน

1. แหล่งกำเนิดของความหลุดพ้น

พระเจ้าเป็นแหล่งกำเนิดของความหลุดพ้น และพระเยซูคริสต์เป็นทางไปสู่พระเจ้าพระบิดา ดังที่พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน 14:6,กจ 4:12) ดังนั้นทางหลุดพ้นจึงมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น

พระเจ้าเป็นผู้เตรียมทางหลุดพ้นไว้เพื่อเราโดยพระคุณของพระองค์ พระองค์เริ่มโดยการทำพันธสัญญากับอับราฮัม ว่าจะประทานความหลุดพ้นให้ และจะส่ง “พระสัญญา” นั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ และมาเป็นพระเยซูคริสต์ ความหลุดพ้นนี้เกี่ยวข้องกับความตาย การเป็นขึ้นมาจากความตาย และการอธิษฐานวิงวอนเพื่อผู้เชื่ออย่างต่อเนื่องของพระองค์ ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “แต่พระเจ้าทรงมีพระคุณให้เขาเป็นคนบุญโดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป โดยพระโลหิตของพระองค์ ความเชื่อจึงได้ผล ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นบุญของพระเจ้าในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น” (รม 3:24-25,5:8,10;ฮบ 7:25)

2. วิธีการที่จะได้รับความหลุดพ้น มนุษย์จะหลุดพ้นได้โดยตอบสนองต่อการนำเสนอของพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้เสนอความหลุดพ้นมา มนุษย์เป็นผู้รับเอาโดยความเชื่อ

-ความหลุดพ้นนั้น มนุษย์จะได้รับโดยพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางความเชื่อในพระคริสต์ (รม 3:22,24-25,28)

-นั่นคือความหลุดพ้นเป็นไปได้เพราะพระคุณของพระเจ้า และการตอบสนองของมนุษย์โดยความเชื่อเท่านั้น (กจ 16:31;รม 1:17;อฟ 1:15;2:8) เมื่อพระเจ้ายืนไมตรีมา โดยให้มนุษย์หลุดพ้นโดยพระคุณ และมนุษย์จะรับเอาความหลุดพ้นโดยพระคุณนั้นเพราะความเชื่อ

3. ขั้นตอนของความหลุดพ้น ความหลุดพ้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ขั้นตอน (Three steps of salvation) คือ

3.1 ความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (The first step of salvation)

ความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) นี้ เป็นการถูกชำระให้เป็นคนบุญ (พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับปี 1971 แปลว่า “คนชอบธรรม” ส่วนพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานปี 2011 แปลว่า “ถูกชำระให้เป็นคนชอบธรร”) เป็นการที่พระเจ้าได้ชำระหรือใช้หนี้บาปให้กับเรา พระองค์นับว่าเป็นคนบุญ ซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่เราได้รับการอภัยในฐานะผู้เชื่อ และได้ผ่านพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณไปสู่การมีชีวิตฝ่ายวิญญาณ จากฤทธิ์อำนาจของบาปไปสู่ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า จากการปกครองของซาตานไปสู่การปกครองของพระเจ้า (กจ 10:43,26:18;รม 4:6-8,6:17-23;1ยน 3:14)

ความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) ที่เราถูกชำระให้เป็นคนบุญนี้ ได้นำเราให้มีความสัมพันธ์ใหม่ส่วนตัวกับพระเจ้า และพระองค์ช่วยเหลือเราให้พ้นจากการลงโทษเนื่องจากผลของบาป กล่าวโดยสรุป ความหลุดพ้นในขั้นที่ 1 นี้ คือหลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ของบาปนั่นเอง (ยน 1:12;รม 1:16;1คร 1:18) “ด้วยว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือ ชีวิตเข้าสู่นิพพาน ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (รม 6:23) ดังนั้น เราจึงกลายเป็น คนบุญ (คือเป็นคนที่ไม่มีค่าของความบาปอีก) ที่ยังอาศัยอยู่ในร่างของ คนบาป ผู้เชื่อในพระเจ้าจึงมีธรรมชาติสองอย่าง คือธรรมชาติเก่า และธรรมชาติใหม่

ความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) ที่เราถูกชำระให้เป็นคนบุญนี้ เราได้มีสันติภาพกับพระเจ้า คือการคืนดีกับพระเจ้า ไม่เป็นศัตรูกับพระองค์อีกต่อไป (พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับปี 1971 แปลว่า “สันติสุขในพระเจ้า” พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานปี 2011 แปลว่า “อยู่อย่างสงบสุขเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า”) และเรายังได้ยืนอยู่ในร่มพระคุณของพระองค์ ชื่นชมยินดีในความหวังว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า และชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากลำบาก เพราะความทุกข์ยากลำบากทำให้เกิดความอดทน (รม 5:1-3)

3.2 ความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (The Second Step of salvation)

ความหลุดพ้นในขั้นที่ 2 (Sanctification) นี้ คือการที่เราถูกชำระให้บริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเรา พระเจ้าจะช่วยเราให้พ้นจากการทำบาป และการครอบงำของบาป และช่วยให้เราทำตามพระธรรม และจะสำแดงผลแห่งพระธรรมออกมาในชีวิตของเรา (กท 5:22-24)

ความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) คือการที่ผู้เชื่อในพระองค์ถูกชำระให้บริสุทธิ์จากพระเจ้าทุกๆวัน และยังได้รับสิ่งต่อไปนี้:

(1) เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษในการมีความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวกับพระเจ้าในฐานที่พระองค์เป็นพระบิดา “แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ พระองค์ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า (ยน 1:12) และมีความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ในฐานะที่พระองค์เป็นจอมเจ้านายและพระผู้ช่วยให้หลุดพ้น (ยน 14:18-23)

(2) เป็นผู้ที่ได้ตายต่อบาปแล้ว และยังเป็นผู้ที่ยอมจำนนต่อการทรงนำของพระธรรมและพระคำของพระเจ้า (ยน 8:31,14:21;รม 6:1-14;8:1-17;2ทธ 3:15-16)

(3) เป็นผู้ที่ได้รับพระธรรมและเต็มเปี่ยมไปด้วยผลของพระพระธรรม และจะต้องรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ (กจ 2:33-39;อฟ 5:18)

(4) เป็นผู้ที่จะต้องได้แยกตัวจากบาป และพงศ์พันธุ์ที่คดโกงในยุคปัจจุบัน (กจ 2:40;รม 6:1-14; 2 คร 6:17)

(5) เป็นผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้ต่อสู้เพื่ออาณาจักรของพระเจ้า โดยต่อสู้กับซาตานและสมุนของมัน (2 คร 10:4-5;อฟ 6:11,6:16;1 ปต 5:8)

กล่าวโดยสรุป ความหลุดพ้นในขั้นที่ 2 คือความหลุดพ้นจากอำนาจของบาปโดยพระคุณของพระเจ้า ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นคนดีขึ้นในทุกๆวัน โดยการช่วยเหลือของพระเจ้า

3.3 ความหลุดพ้นขั้นที่ 3 (The third Step of salvation)

ความหลุดพ้นขั้นที่ 3 (Glorification) ได้แก่การเข้าสู่ศักดิ์ศรีในพระเจ้า: (รม 13:11-12;1 ธส 5:8-9;1ปต 1:5) เป็นการรับร่างกายใหม่ เป็นความครบบริบูรณ์ของความหลุดพ้นขั้นที่ 1 และ 2 ที่เราได้รับแล้วนั้น ซึ่งเราจะได้รับสิ่งต่อไปนี้

(1) การปลดปล่อยจากพระพิโรธของพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง (รม 5:9;1คร 3:15,5:5;1 ธส 1:10,5:9)

(2) การมีส่วนร่วมในพระสง่าราศีของพระเจ้า และได้รับกายใหม่ (รม 8:29;1คร 15:49,15:52)

(3) การได้รับบำเหน็จรางวัลในฐานะผู้มีชัยชนะ (วว 2:7)

-กล่าวโดยสรุป ความหลุดพ้นขั้นที่ 3 นี้ คือความหลุดพ้นจากการมีอยู่ของบาป ซึ่งหมายถึงในอนาคตจะไม่มีบาปหลงเหลืออยู่ในชีวิตของเราอีกเลย

ความหลุดพ้นพ้นขั้นที่ 3 นี้ เป็นเป้าหมายของผู้เชื่อในพระเจ้าทุกคนที่จะต้องต่อสู้เพื่อไปให้ถึง ตอนนี้เราได้รับความหลุดพ้นมาแล้ว 2 ขั้นตอน คือความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) ที่เราถูกชำระให้เป็นคนบุญ (ที่อาศัยในร่างของคนบาป) และความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ที่เราถูกชำระให้บริสุทธิ์ เราจำเป็นต้องต่อสู้ในสงครามฝ่ายจิตวิญญาณทุกวันเพื่อไปให้ถึงความหลุดพ้นในขั้นที่ 3 (Glorification) ซึ่งเป็นความหลุดพ้นในขึ้นสุดท้าย (1 คร 9:24-27;ฟป 3:8-14)

-ในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันนี้ พระเจ้าแนะนำตักเตือนให้เราดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง เราจะรับคำแนะนำของพระองค์ได้จากการอ่านพระคัมภีร์ เราจะต้องปรับปรุงแก้ไขชีวิตของเราให้ดีขึ้น เพราะเมื่อเราอยู่ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 แล้ว เราจะมีพลังอำนาจของพระเจ้า ช่วยให้เราเป็นคนดีขึ้น ถ้าไม่เช่นนั้น เราอาจจะได้รับโทษหากไม่เชื่อฟังพระเจ้าได้ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือเราไม่ให้พลาดไปจากความหลุดพ้นในขั้นที่สาม (Glorification) ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต (1คร 5:1-13;9:24-27;ฟป 2:12,16;2ปต 1:5-11

-ความหลุดพ้นทั้งสามขั้นตอนนี้ เป็นไปตามหลักการของพระคัมภีร์ และสอดคล้องกับหลักคำสอนอื่นๆในพระคัมภีร์ คือ เราได้รับแล้ว และยังไม่ได้รับอย่างครบบริบูรณ์ ถ้าถามว่า เราหลุดพ้นแล้วหรือยัง ก็จะตอบทั้ง “Yes” (ได้รับแล้ว) และ “No” (ยังไม่ได้รับ) ได้รับแล้ว คือได้รับแล้วในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) คือ ถูกชำระให้เป็นคนบุญ เพราะพระคุณของพระเจ้าโดยความเชื่อ และการถูกชำระให้เป็นคนบริสุทธิ์โดยพระคุณเพราะความเชื่อในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ส่วนที่ยังไม่ได้รับนั้น คือ ความหลุดพ้นขั้นที่ 3 (Glorification) ได้แก่การเข้าสู่ศักดิ์ศรี การได้รับร่างกายใหม่ เรื่องอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน เช่นเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าที่บางครั้งพระเยซูก็ตรัสว่ามาแล้ว และบางครั้งก็ตรัสว่ายังมาไม่ถึง

-การศึกษาถึงคำสอนของพระคัมภีร์ที่ว่าด้วยความหลุดพ้นนี้ มีความจำเป็น เป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้เราขจัดข้อสงสัยและข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องความหลุดพ้น ว่าเราหลุดพ้นหรือยัง กล่าวโดยสรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าเราเข้าใจในคำสอนของพระคัมภีร์แล้ว เราจะเห็นว่า ความหลุดพ้นมีอยู่ 3 ขั้นตอน

1. ความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) คือความหลุดพ้นที่พระเจ้าประทานให้ “คนบาป” กลายเป็น “คนบุญ” เป็นความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เป็นความหลุดพ้นที่ได้จากการตอบสนองต่อพระคุณของพระเจ้าโดยความเชื่อ เป็นการกระทำของพระเจ้าเพื่อมนุษย์คนบาป และเป็นการตอบสนองของมนุษย์ต่อพระคุณนั้นที่รับเอาโดยความเชื่อ เป็นการกระทำของพระเจ้าในพระเยซูเพื่อคนบาป นั่นคือ พระองค์มาทำตามหนังสือหมวดธรรมบัญญัติ และหนังสือหมวดของคนทรงของพระเจ้า และพระองค์ได้ตาย และเป็นขึ้นมาจากความตายเพื่อคนบาป

2. ความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) เป็นความหลุดพ้นขั้นที่เชื่อมต่อจากความหลุดพ้นขั้นที่ 1 คือเราจะต้องดำเนินชีวิตโดยการถูกชำระให้บริสุทธิ์จากพระเจ้าในชีวิตประจำวันของเรา ด้วยการสำนึกผิด และสารภาพบาป เมื่อมีการทำผิดพลาดพลั้งไป “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยน 1:9) กล่าวคือ เราจะต้องดำเนินชีวิตตามความประสงค์ของพระเจ้า ไม่ใช่ดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง ซึ่งได้แก่ กิเลส ราคะ ตัณหาของเนื้อหนัง

3. ความหลุดพ้นขั้นที่ 3 (Glorification) เป็นความหลุดพ้นขั้นที่สาม เป็นความสมบูรณ์ของความหลุดพ้นทั้งสองขั้นตอนที่ได้รับแล้วนั้น เราจะได้รับเมื่อเราไปอยู่กับพระองค์ หรือเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาครั้งที่สอง ความหลุดพ้นโดยพระคุณ เพราะความเชื่อนี้ มั่นคง เราไม่วันที่เราจะหล่นหายไปจากพระคุณของพระเจ้าได้เลย ไม่ต้องกลัวว่า ทำสิ่งนี้ผิดจะไม่หลุดพ้น ทำสิ่งนั้นผิดจะไม่หลุดพ้น

-เพราะพระคำของพระเจ้ากล่าวไว้ว่า “แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “ความรัก”) ของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ…หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากพรหมวิหารสี่ของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้” (รม 8:35,39)

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสที่ 20 พฤษภาคม 2012 เวลา 8:00

โฆษณา

พุทธศาสนิกชนใหม่

15 พ.ค.

พุทธศาสนิกชนใหม่

โดยบรรพต เวชกามา

ใครก็ตาม ถ้ากลับใจใหม่เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า มักจะเรียกตนเอง หรือถูกเรียกว่า คริสเตียน และกลายไปเป็นคำที่เรียกคนที่นับถือศาสนาคริสต์ทั่วโลก แท้จริงคำนี้ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่เพียง 3 ครั้งเท่านั้น และไม่ได้เป็นคำที่คนของพระเจ้าในสมัยนั้นเรียกตัวเอง แต่เป็นคำของคนที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ใช้เรียก และเรียกอย่างดูหมิ่นเหยียดหยามว่า คริสเตียน มีความหมายว่า พวกนอกคอก พวกนอกลู่นอกทาง พวกเชื่อไม่เหมือนคนอื่น คนของพระเจ้าในสมัยนั้นไม่ได้เรียกตัวเองเช่นนั้น แต่เรียกว่า เซนท์ (Saint) (พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับปี 1971 และฉบับมาตรฐานปี 2011 แปลว่า ‘ธรรมิกชน’แต่พระคัมภีร์ฉบับแปลว่าจาก KJV ‘วิสุทธิชน’ แต่ข้าพเจ้าเสนอว่าน่าจะแปลว่า วิมุติชนมากกว่า เพราะคำนี้แปลว่า “ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว”) หรือ “บุตรของพระเจ้า” (Children of God) ต่อมาผู้ที่เชื่อในพระเจ้ากลับเรียกตนเองว่า “คริสเตียน” และใช้เรียกทุกคนที่เชื่อพระเจ้าทั่วโลก มีความหมายตามความเข้าใจของตนเองว่า ผู้ที่เป็นคนของพระเยซูคริสต์ แต่เมื่อนำไปใช้เรียกตนเอง และคนที่เชื่อใหม่ต่างชาติต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ความหมายของคำว่า คริสเตียนจะเปลี่ยนไป ดังที่จะอธิบายต่อไป

ในประเทศไทย ประวัติความเป็นมาของคำว่าคริสเตียน มีดังต่อไปนี้คือ ตอนแรก ในสมัยอาณาจักรอยุธยา รัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ มีพวกพ่อค้าชาวโปรตุเกสได้เข้ามาติดต่อค้าขาย (ปี ค.ศ 16052) และได้นำ ศาสนาคริสต์[นิกายโรมันคาทอลิก ที่ประกอบด้วยบารมีของพระเจ้า (คริสเตียนทั่วไปจะเรียกว่า “ข่าวประเสริฐ”) และรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักรตะวันตก อันเป็นเปลือกนอก] เข้ามาด้วย ชาวโปรตุเกสออกเสียงคำว่า “คริสเตียน” ตามสำเนียงภาษาของตนว่า คริสตัง คนไทยจึงเรียกพวกนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกว่า คริสตัง

ต่อมา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในแผ่นดินของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 3 (ค.ศ 1828) ได้มีมิชชั่นนารี (Missionary) ที่เป็นนิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant) จากอังกฤษเข้ามาเมืองไทย พวกนี้เรียกตัวเองว่า คริสเตียนตามสำเนียงภาษาของตน คนไทยจึงเข้าใจว่าเป็นคนละคำ และเรียกผู้นับถือนิกายโปรแตสแตนท์ว่า คริสเตียนมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ส่วนพวกที่นับถือนิกายคาทอลิกก็จะเรียกว่า คริสตัง แท้จริงแล้วคำว่า คริสตังและคริสเตียนเป็นคำเดียวกัน เพียงแต่ออกเสียงตามความถนัดของเจ้าของภาษาเท่านั้น ถ้าเราเชื่อว่า ทั้งคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ เป็นบุตรของพระเจ้า เชื่อว่าหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เราน่าจะเรียกคนทั้งสองนิกายนี้ว่า วิมุตติชน ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ที่หลุดพ้นจากความผิดความบาปแล้วโดยพระคุณของพระเจ้า”

การที่ผู้เชื่อในพระเจ้าเรียกตัวเองว่า “คริสเตียน” นั้น มีความหมายแคบมาก หมายถึงเฉพาะคนที่นับถือนิกายโปรเตสแตนท์เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงนิกายคาทอลิกด้วย ความจริงแล้วทั้ง คริสตังและ คริสเตียนที่พึ่งอาศัยในพระคุณของพระเจ้าล้วนเป็นลูกพระเจ้าเช่นกัน การเรียกตัวเองว่า คริสเตียน จึงดูเหมือนว่าคริสเตียนเท่านั้นที่เป็นลูกของพระเจ้า (ส่วนพวกคาทอลิกและพวกออธอด๊อกและนิกายอื่นๆ ไม่เกี่ยว) จึงเป็นการใจแคบเกินไปที่เราจะเข้าใจและเหมาเช่นนั้น คริสเตียนหรือแม้แต่คริสตังก็ตาม ถ้าเพียงแต่นับถือเปลือกนอกของศาสนา ที่เป็นเพียงรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักรตะวันตก ไปโบสถ์หรือไปวัดทุกวันอาทิตย์ แต่ไม่ได้พึ่งอาศัยในพระคุณของพระเจ้า (กลับไปพึ่งตนเองเพื่อจะได้รับความหลุดพ้น) ก็ไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า ได้หล่นพ้นจากพระคุณของพระเจ้าแล้ว

ดังที่เปาโลกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายที่ปรารถนาจะถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่ง (Justification) โดยธรรมบัญญัติ ก็ถูกตัดขาดจากพระคริสต์ และหล่นจากพระคุณไปเสียแล้ว (กท 5:4) เหมือนพวกยิวที่เกิดเป็นยิว แต่ไม่ได้เชื่อในพระคุณของพระเจ้า (แต่กลับไปพึ่งตนเอง) คนเหล่านั้นก็ไม่ใช่ยิวแท้จริง เป็นยิวทางเชื้อสายเท่านั้น คนที่เป็นยิวแท้จริงคือคนที่มีความเชื่อเช่นเดียวกับอับราฮัม ดังที่เปาโลกล่าวว่า “เพราะว่ายิวแท้ มิใช่คนที่เป็นยิวแต่ภายนอกเท่านั้น และการเข้าสุหนัตแท้ก็ไม่ใช่การเข้าสุหนัตซึ่งปรากฏที่เนื้อหนังเท่านั้น คนที่เป็นยิวแท้ คือคนที่เป็นยิวภายใน และการเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจตามพระธรรม มิใช่ตามตัวบทบัญญัติ คนอย่างนั้นพระเจ้าสรรเสริญ มนุษย์ไม่สรรเสริญ” (รม 2:28-29)

ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วว่า คำว่า คริสเตียน เป็นคำที่มีต้นกำเนิดไม่ค่อยดี และพัฒนามา สู่ความหมายที่คับแคบและไม่ดี ยิ่งเมื่อนำมาใช้ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ภาคอีสาน คำนี้มีความหมายในทางลบ ตามที่ปรากฏอยู่ในจิตใจและสมองของคนอีสาน 6 ประการ (เป็นอย่างน้อย) คือ

1. คนที่นับถือศาสนาของคนต่างด้าวท้าวต่างแดน

2. ลูกน้องฝรั่ง

3. คนขายชาติขายศาสนา คนอีสานมักจะกล่าวว่า ศาสนาของตนเองดีอยู่แล้ว ไปนับถือศาสนาของคนอื่นทำไม สิ่งสำคัญสำหรับคนไทยมีสามอย่างคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ศาสนานั้นหมายถึง พุทธศาสนา เมื่อเราไปนับถือศาสนาอื่น เขาจึงรู้สึกว่าเราเป็นคนขายชาติขายศาสนา คนไทยทั่วไปมีความเชื่อว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

4. คนที่เป็นโรคเรื้อน ในสมัยแรกๆนั้น คนที่มาเชื่อพระเจ้า เข้าศาสนาคริสต์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนโรคเรื้อน เพราะคนธรรมดาทั่วๆไป ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ไม่มาเชื่อพระเจ้า มิชชั่นนารีในสมัยนั้น จึงทำพันธกิจกับคนโรคเรื้อน และคนโรคเรื้อนส่วนใหญ่ เชื่อในพระเจ้า เข้าศาสนาคริสต์

5. เป็นพวกที่สืบตระกูลมาจากคนที่เป็น “ผีปอบ” คนอีสานในสมัยก่อน (แม้แต่สมัยปัจจุบัน) มีความเชื่อในเรื่อง ผีปอบ คนที่ชาวบ้าน (ใส่ร้าย) ว่าเป็นผีปอบนี้ จะถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน ไม่ให้อาศัยอยู่ด้วย คนเหล่านี้จึงไปตั้งหมู่บ้านใหม่ และหันไปเข้าศาสนาคริสต์ นับถือศาสนาคริสต์ (มีทั้งที่เป็นคาทอลิก และโปรเตสแตนท์) คนอีสานทั่วไปจึงรังเกียจ ไม่อยากคบหาสมาคมด้วย เพราะคนเหล่านี้เคยเป็นผีปอบ ลูกหลานเกิดมาก ก็เป็นลูกหลานของผีปอบ

6. ตายแล้วไม่พบพระ (สงฆ์) คนไทยพุทธเข้าใจว่า ผู้ที่บวชเป็นพระ (สมณะ) เท่านั้นที่เป็นพระ ส่วนคนที่ไม่ได้บวช ก็คือคนธรรมดา โดยไม่ได้คิดว่า “นักบวช” ในศาสนาอื่นๆ ก็มี แต่เขาไม่ได้แต่งตัวตามรูปแบบที่คนไทยเคยพบเห็น ก็ไม่เรียกว่าพระ และไม่เข้าใจว่าเป็นพระ ดังนั้น เมื่อคริสเตียนตาย ก็ไม่เห็นมีพระ (สงฆ์) มาทำพิธีกรรมทางศาสนา เขาจึงถือว่า คริสเตียนตายแล้วไม่พบพระ (สงฆ์) ดังนั้น เขาจึงไม่อยากเป็นคริสเตียน เพราะตายแล้วไม่พบพระ(สงฆ์)

เมื่อคำว่า คริสเตียนเป็นปัญหาและอุปสรรคขัดขวางไม่ให้คนมาเชื่อในพระเจ้า เราจึงปฏิเสธคำนี้และหันไปใช้คำใหม่ คือ คำว่า ลูกพระเจ้า (Children of God) การกระทำดังกล่าว ไม่ใช่ว่าเราคิดขึ้นเอง แต่เราได้ตัวอย่าง (Model) มาจากการกระทำของพระเจ้า เมื่อพระองค์อวตาร (Avatar) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ (เป็นยิว) พระองค์ไม่ได้นำศาสนาใหม่ (ศาสนาของสวรรค์) ที่เป็นเปลือกนอกหรือรูปแบบจากภายนอกเข้ามาเลย ดังพระคำของพระองค์กล่าวไว้ว่า “พระวาทะทรงเกิดเป็นมนุษย์ และทรงอยู่ท่ามกลางเรา เราเห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง ยอห์นได้เป็นพยานให้กับพระองค์และร้องประกาศว่า ‘นี่แหละคือพระองค์ผู้ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงว่า พระองค์ผู้เสด็จมาภายหลังข้าพเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า’ และเราได้รับพระคุณซ้อนพระคุณ จากความบริบูรณ์ของพระองค์ คือว่าได้ธรรมบัญญัตินั้นมาทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย แต่พระบุตรองค์เดียวผู้สถิตในพระทรวงของพระบิดา พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว” (ยน 1:14-18)

จากพระคำของพระเจ้าตอนนี้เราจะเห็นว่า พระองค์ให้พระธรรม (หรือพระธรรมธาตุนั้น=The Logos=พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “พระวาทะ”) มาเกิดเป็นยิว ใช้รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของยิวที่สอดคล้องกับพระคำของพระเจ้า รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของยิวที่พวกพระในศาสนายิว (ฟาริสี) หรือบรรพบุรุษของยิวกำหนดขึ้น และไม่สอดคล้องกับพระคำของพระเจ้า พระเยซูก็คัดค้าน และปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นเสีย ไม่ใช่เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้กระทำเช่นนี้ เมื่อเปาโลนำบารมีของพระเจ้าไปยังคนต่างชาติ ท่านก็ไม่นำรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของยิวไปใช้กับคนต่างชาติด้วย รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของยิวที่สำคัญ ที่เปาโลไม่นำไปใช้กับคนต่างชาติคือ การเข้าสุหนัต ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความหลุดพ้น การเข้าสุหนัตไม่จำเป็นสำหรับคนต่างชาติ (ดู กิจการ 15:1-21)

คนตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทย เมื่อเกิดขึ้นมาในสังคมจะได้ชื่อว่าเป็น พุทธศาสนิกชน คือเป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ เป็นชาวพุทธตามใบทะเบียนสำมะโนครัว ตามบรรพบุรุษ (เหมือนชาวยิว ที่เป็นยิวตามบรรพบุรุษ หรือชาวตะวันตกเป็นคริสเตียน-คริสตัง ตามบรรพบุรุษ) มีน้อยคนที่เป็นพุทธจริงๆ ที่เข้าถึงหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวพุทธในประเทศไทยจะเป็นผู้ที่นับถือ ศาสนาผสม คือ ลัทธิบูชาผี (Animism) ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู (Hinduism) และศาสนาพุทธ (Buddhists) ทั้ง 3 ศาสนาดังกล่าวนี้จะถูกหล่อหลอมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คนที่เรียกตนเองว่า พุทธศาสนิกชน จะถือทั้ง 3 ศาสนา ไม่ปฏิเสธอย่างหนึ่งอย่างใด แต่เมื่อศาสนาคริสต์เข้ามา ก็พยายามที่จะต่อยอดเข้าไป ดังที่อาจารย์ ดร นันทชัย มีชูธนได้ทำแผนภูมิในงานเขียนของท่านดังนี้

 

 

                                                        คริสต์

 

 

                                                พุทธ

 

 

                                            ศาสนาพราหมณ์

 

 

 

                                                ศาสนาผี

 

 

แผนภูมิการเชื่อต่อระหว่างศาสนา

สาเหตุที่ศาสนาคริสต์ ไม่สามารถที่จะต่อยอดกับศาสนาดั้งเดิมของคนไทยตามแผนภูมินี้ได้ เพราะศาสนาคริสต์มีรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของตน ที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทย ถ้านับเวลาเฉพาะนิกายโปรแตสแตนท์ที่เข้ามาในเมืองไทยจะล่วงเลยมาเป็นเวลา 175 ปี ถ้าจะนับเวลาของนิกายโรมันคาทอลิกจะมากกว่านั้น แต่สมาชิกของคริสตจักรทั้ง 2 นิกายมีเพียง 991,600 คนเท่านั้น1 เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะศาสนาคริสตไม่สามารถเข้าถึง (ใจ) คนไทยได้ คนไทยไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา คนไทยหวงแหนศาสนา เพราะคนไทยคิดว่า ศาสนาของตนเองนั้นดีแล้ว ถ้าเปลี่ยนศาสนาก็ดูเหมือนว่า ทรยศต่อบรรพบุรุษ ไปนับถือศาสนาของคนต่างด้าวท้าวต่างแดน เป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนของคนในสังคม คนไทยจะยอมรับวัฒนธรรมของตะวันตกบางอย่างได้อย่างหน้าชื่นตาบาน แต่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา สิ่งใดที่เป็นวัฒนธรรมของตะวันตก คนไทยยอมรับ และปฏิบัติตามอย่างไม่เคอะเขิน เราจะเห็นว่า รูปแบบและวัฒนธรรมบางอย่างของคริสตจักรตะวันตก จะเป็นที่ยอมรับของคนไทยแล้ว เป็นต้นว่า การจัดงานเป่าเทียนเค้กวันเกิด และประเพณีฉลองวันคริสต์มาสที่ปราศจากพระเยซู ตามโรงแรมชั้นหนึ่ง เราจะเห็นต้นคริสต์มาสประดับประดาอยู่ทั่วไป ต้นคริสต์มาสนั้น จะไม่เกี่ยวข้องกับพระเยซูแม้แต่น้อย และไม่มีใครเอ่ยอ้างถึงพระองค์ ผู้เป็นจุดศูนย์กลางของวันคริสต์มาสเลย

หนทางที่จะให้คนไทยได้รับความรอดพ้น จากพระเยซูคริสต์เจ้าได้โดยไม่มีอุปสรรคแต่อย่างใด จำเป็นจะต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่ แทนที่จะนำเปลือกนอกของศาสนาคริสต์ อันได้แก่ รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตกมาด้วย ต้องไม่กระทำเช่นนั้น ต้องกระทำตามแบบอย่างที่พระเจ้าและอาจารย์เปาโลได้กระทำไว้แล้ว นั่นคือ ให้พระธรรม (พระธรรมธาตุนั้น= The Logos) อันเป็นแก่นสาร หรือหัวใจของศาสนา ซึ่งได้แก่ความหลุดพ้นบาป 3 ขั้นตอน [การถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) การถูกชำระให้บริสุทธิ์ในชีวิตประจำวันในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) และการเข้าสู่ศักดิ์ศรีในความหลุดพ้นขั้นที่ 3 (Glorification)] ที่พระเยซูทำไว้ให้มนุษย์แล้ว มาเกิดใหม่หรือมาห่อหุ้มด้วยรูปแบบ วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของคนไทย ที่สอดคล้องกับบารมีของพระเจ้า (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “ข่าวประเสริฐ”) (การกระทำเช่นนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Contextualization”) คนไทยจะได้เชื่อพระเจ้าโดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา เชื่อพระเจ้าได้โดยไม่ต้องนับถือศาสนาคริสต์ (ไม่ต้องถือเปลือกนอกของศาสนาคริสต์) ยังเป็นคนไทยพุทธอยู่เหมือนเดิม ยังใช้รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีเดิม ที่สอดคล้องกับบารมีของพระเจ้า คนไทยที่เชื่อในพระเยซูคริสต์นี้เรียกว่า พุทธศาสนิกชนใหม่ ไม่ใช่ คริสเตียน (เพราะคริสเตียนมีความหมายในทางลบดังกล่าวแล้วข้างต้น)

*ศาสนาพุทธดีมากอยู่แล้ว

เหตุที่ทำเช่นนั้น เพราะศาสนาพุทธยังไม่ครบบริบูรณ์ ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนเก่านั้น ยังไม่ได้รับความหลุดพ้น เพราะหลักของศาสนาพุทธสอนให้พึ่งตัวเอง คำสอนในศาสนาพุทธสอนว่า ชีวิตของมนุษย์นี้เป็นทุกข์ (ทุกขฺ อนิจจฺ อนตฺตา) คนที่จะพ้นทุกข์ได้ต้องประพฤติปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสอนที่สำคัญของพระองค์ ได้แก่ อริสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ ทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ วิธีเดียวที่จะพ้นได้ คือต้องประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพุทธองค์ เพราะพระองค์สอนว่า ตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตน ดังคำบาลีกล่าวว่า “อตฺตาหิ อตฺโน นาโถ” ชาวพุทธทุกคนรู้ว่า ไม่สามารถทำตามคำสอนของพระองค์ได้ แต่ก็พยายามที่จะทำตาม โดยมีความเชื่อและคิดเข้าข้างตนเองอยู่เสมอว่า ทำได้บ้าง ดีขึ้นบ้าง เมื่อทำตามคำสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างเต็มที่แล้วก็จะได้ไปสู่นิพพาน ซึ่งมีน้อยคนที่จะกล้ารับรองและยืนยันว่าตนเองทำพอที่จะไปสู่นิพพานได้ และปัญหามีอยู่ว่าเจ้าของนิพพาน (พระเจ้า) จะรับรองคนเหล่านั้นหรือไม่

เมื่อเรารู้ปัญหาของชาวไทยพุทธเช่นนั้น เราก็จะนำหัวใจหรือแก่นสารของศาสนาคริสต์เข้าไปเปรียบเทียบให้เห็นว่าพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ สอนว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป (ตรงกันกับคำสอนในพุทธศาสนาที่ว่า ชีวิตของมนุษย์เป็นทุกข์ การยึดตัวกู-ของกูนั้นทำให้เกิดทุกข์ จะต้องปลดปล่อยไม่ยึดติด ถ้าปลดปล่อยได้ ก็จะพ้นทุกข์ ปัญหาของคนคือไม่สามารถที่จะปลดปล่อยทุกข์นี้ได้ด้วยตนเอง) การเห็นแก่ตัว อยากเป็นใหญ่กว่าพระเจ้า ยึดตัวกูของกูนั้นเป็นบาป พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ไม่ได้สอนว่าการทำผิดเป็นความบาป แต่สอนว่า การทำผิดเป็นผลของความบาปชาวพุทธจะไม่ยอมรับว่ามีบาปกำเนิด (Original Sin) แต่ถ้าเราอธิบายเหตุผล และยกตัวอย่างเขาจะยอมรับว่า

จริงๆแล้วมนุษย์มีบาปแล้วตั้งแต่เกิด จะทำอีกหรือไม่ก็เป็นบาปแล้ว เพราะมนุษย์เป็นคนบาป เป็นคนที่เห็นแก่ตัวอยากเป็นใหญ่ (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) มนุษย์จึงเป็นศัตรูกับพระเจ้า มนุษย์จึงต้องพบกับความตาย ความตายนั่นแหละเป็นทุกข์ (ตามคำสอนของพุทธองค์) เราจะพ้นจากความตายได้อย่างไร ศาสนาพุทธสอนว่า จะต้องประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพุทธองค์ หมายความว่าต้องทำเอง ต้องประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง ศาสนาพุทธไม่มีพระผู้ช่วยให้หลุดพ้นบาป (The Mashiah) พระพุทธองค์ตรัสว่า พระองค์เป็นครูผู้สอนธรรมะ เป็นผู้ตรัสรู้พบธรรมะ แล้วนำธรรมะนั้นมาสั่งสอน ใครอยากจะพ้นบาป (ทุกข์) จะต้องประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง พระองค์ช่วยอะไรไม่ได้เลย

ส่วนพระคริสต์ธรรมคัมภีร์สอนว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป (มีบาปกำเนิด ซึ่งได้แก่ กิเลส ราคะ ตัณหา และบาปที่เกิดจากการกระทำ ซึ่งได้แก่ความทุกข์) ไม่มีศักยภาพพอที่จะทำดี หรือทำตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพุทธองค์พอที่จะพ้นความตาย (อันเป็นทุกข์)ได้ พระเจ้าจึงได้มาทำแทนมนุษย์ โดยให้พระองค์มาเป็นผู้ทำแทน พระองค์ได้มาทำตามธรรมบัญญัติ (รวมถึงหลักศีลธรรมและคำสอนของพุทธองค์ด้วย) ได้ตายใช้หนี้บาป (ความทุกข์) ต่อพระเจ้า “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานของพระเจ้าคือชีวิตเข้าสู่นิพพานในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า” (รม 6:23) และเป็นขึ้นมาจากความตายแทนมนุษย์ ใครก็ตามที่เชื่อเช่นนี้จะได้รับความหลุดพ้น (พ้นทุกข์) ไม่ต้องเปลี่ยนเปลือกนอก ไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา พระเยซูได้มาเป็นผู้ทดแทนความไม่สมบูรณ์ของพุทธศาสนาแล้ว ผู้เชื่อในพระองค์ยังเป็นคนไทยในด้านรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนเดิม ถ้าเราจะเขียนแผนภูมิของชาวพุทธศาสนิกชนใหม่จะได้ดังต่อไปนี้

 

 

 

                                                   คนไทย

                                                ที่เชื่อในพระ

                                                เยซูคริสต์เจ้า

                                             ในรูปแบบ วัฒนธรรม

                                          ขนบธรรมเนียม ประเพณี

                                        ดั้งเดิม ซึ่งเรียกว่า พุทธใหม่

 

 

 

แผนภูมิผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่เรียกว่า “พุทธใหม่”

ถ้าเราจะเปรียบเทียบระหว่างแผนภูมิแรก และแผนภูมิที่สองนี้ เราจะเห็นว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ยังเป็นรูปปิรามิดเหมือนเดิม แต่ต้องนำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระคำพระเจ้าออกไป เช่น ความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ส่วนรูปแบบของพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) จะนำมาใช้ถ้าความหมายดีอยู่แล้วก็ใช้ความหมายนั้น แต่ถ้าความหมายไม่สอดคล้องกับบารมีของพระเจ้าก็จะต้องแทนที่ด้วยความหมายใหม่ เป็นต้นว่า พิธีแต่งงานที่ใช้ฝ้ายผูกแขน ฝ้ายนั้นเป็นเครื่องหมายแทนความรักความเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้า และหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ยังไม่เต็ม จะถูกแทนที่ด้วยคำสอนของพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ เช่น คำสอนให้พึ่งตนเอง เพื่อจะได้พ้นทุกข์ไปสู่นิพพาน จะถูกแทนที่ด้วยคำสอนว่า มนุษย์ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ไม่มีศักยภาพพอที่จะทำตามคำสอนของพระพุทธองค์ได้พอที่จะไปสู่นิพพาน เพราะมนุษย์เป็นคนบาป (มีทุกข์ เป็นทุกข์) มีธรรมชาติบาปในเนื้อหนัง (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) เป็นคนอ่อนแอ มีธรรมชาติที่จะทำชั่วมากกว่าที่จะทำดี ฉะนั้นการทำดีของมนุษย์จึงไม่พอที่จะไปสู่นิพพาน หรือถ้าจะใช้ภาษาของคริสต์ศาสนา ก็จะบอกว่า การทำดีของมนุษย์ไม่พอที่จะไปสู่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ จึงจำเป็นที่จะต้องหาทางใหม่ หนทางใหม่ที่จะไปสู่นิพพาน หรือองค์พระผู้เป็นเจ้าได้นั้นคือ พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็น พระธรรมธาตุนั้น (The Logos) และยังเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดา (นิพพาน) ได้นอกจากจะมาทางพระองค์ (ยน 14:6)

ดังนั้น ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า ในสังคมตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทย จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเปลือกนอกของศาสนาไปนับถือเปลือกนอกของศาสนาคริสต์(รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักรตะวันตก) เพราะ ศาสนาคริสต์ โดยตัวของมันเอง ก็ไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นได้ พระเยซูคริสต์เจ้า (ผู้เป็นธรรมะ) ต่างหาก ที่เป็นผู้ช่วยให้หลุดพ้นได้ พระองค์เป็นพระธรรมธาตุนั้น (The Logos) จะไปอยู่ในรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีใดก็ได้ เพราะรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีนั้นมาจากพระเจ้า ไม่ใช่เฉพาะรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของยิว หรือของคริสตจักรตะวันตกเท่านั้นที่มาจากพระเจ้า รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาวตะวันออกก็มาจากพระเจ้าเช่นกัน

เพื่อจะได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง อยากจะยกตัวอย่างผงซักผ้า ชื่อยี่ห้อของผงซักผ้า ไม่สามารถซักผ้าให้สะอาดได้ ชื่อ “แฟ็บ” ไม่สามารถซักผ้าให้สะอาดได้ แต่ผงที่อยู่ในกล่องนั้นต่างหากที่ซักผ้าให้สะอาดได้ กรณีของศาสนาก็เช่นกัน ชื่อของศาสนาไม่สามารถทำให้หลุดพ้นได้ แต่แก่นสาร (Theme) หรือสาระของศาสนา (The Message of God) ต่างห่างที่ทำให้หลุดพ้น (พ้นทุกข์) ได้ ซึ่งมีอยู่ผู้เดียวเท่านั้น คือพระเยซูคริสต์เจ้า ในกรณีของศาสนาก็เช่นกัน “ศาสนาคริสต์” ไม่สามารถที่จะช่วยให้คนหลุดพ้น (พ้นทุกข์) ได้ แต่พระเยซูคริสต์ผู้เป็นแก่นสารของศาสนานั้นต่างหาก ที่ช่วยให้หลุดพ้น(พ้นทุกข์) ได้

        ถ้าเราต้องการให้คนตะวันออก หรือคนที่อยู่นอกศาสนาคริสต์(ตามแบบตะวันตก) เข้าใจและยอมรับแก่นสารของของศาสนาคริสต์ได้โดยไม่มีอุปสรรค เราจะต้องให้พระคำ (The Word=Logos=ธรรมะ) หรือบารมีพระเจ้า (The Gospel of God) หรือ พระธรรมธาตุนั้น (The Logos) เกิดใหม่ใน รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคนตะวันออก (ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Contextualization) เพื่อเขาจะได้เข้าใจแก่นสารนั้นได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องมีอุปสรรคที่เป็นรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของตะวันตก ในกรณีที่ให้พระเยซูคริสต์เกิดใหม่ในรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวไทย ซึ่งถือว่า เป็นเมืองพุทธนี้ จะทำให้ชาวพุทธสามารถยอมรับ พระเยซูได้อย่างไม่มีอุปสรรค เราสามารถอธิบายความหลุดพ้นอันเป็นหนทางพ้นทุกข์ ต่อจากคำสอนของพระพุทธองค์ได้ทันที โดยไม่ต้องติดขัดอยู่กับเปลือกนอกที่เป็นรูปแบบของศาสนาคริสต์ และเมื่อมีคนเชื่อในพระองค์ตามรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ จึงได้ชื่อว่า พุทธศาสนิกชนใหม่ ไม่ใช่ คริสเตียน

ผมไม่เคยบอกกับคนที่ไม่รู้จักว่า ผมเป็นคริสเตียน หรือนับถือศาสนาคริสต์ แต่ผมจะบอกว่า ผมเป็น “พุทธมามกะใหม่” หรือเป็น “พุทธศาสนิกชนใหม่” เพราะถ้าผมบอกว่าผมเป็นคริสเตียน นับถือศาสนาคริสต์ จะได้รับการการดูหมิ่นดูแคลน (แม้เขาจะไม่แสดงออกมานอกหน้า) และไม่อยากจะเป็นเพื่อน ไม่อยากจะคบหาสมาคม โอกาสที่จะเล่าเรื่องความหลุดพ้น (หนทางพ้นทุกข์) ให้แก่เขานั้นก็ไม่มี แต่ถ้าผมบอกว่าเป็น พุทธศาสนิกชนใหม่ เขาก็จะสงสัย และสอบถามว่า มันแตกต่างไปจากพุทธศาสนิกชนเก่าอย่างไร ผมก็จะได้อธิบายว่า ระหว่างพุทธใหม่และพุทธเก่านั้นเป็นอย่างไร พุทธเก่านั้นพึ่งตัวเอง ตามคำสอนของพุทธองค์ที่ว่า “อตฺตาหิ อตฺโน นาโถ” ส่วนพุทธใหม่นั้น พึ่งพระเจ้า พึ่งพระคุณของพระองค์ที่ได้กระทำเพื่อมนุษย์แล้วในพระเยซูคริสต์ แม้ว่าเราบอกว่าเราเป็นคริสเตียน(หรือเป็นยิว) นับถือศาสนาคริสต์ แต่ถ้าเราพึ่งตัวเอง ทำดีเพื่อจะได้หลุดพ้น ทำดีเพื่อพระเจ้าจะได้พอพระทัย แล้วจะได้ไปนิพพาน เหมือนกับคริสเตียนจำนวนมากที่เชื่อ และประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ เราก็จะไม่แตกต่างจากพุทธศาสนิกชนเก่า แต่ถ้าเราพึ่งในพระคุณของพระเจ้า แม้ว่าเราจะบอกว่า เราเป็นพุทธศาสนิกชนใหม่ เราก็ได้รับความหลุดพ้น จะพ้นทุกข์ไปสู่นิพพาน หรือไปสู่พระเจ้า

แท้จริง คำว่า พุทธะ(Buddha) แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตรงกันข้ามกับคำว่า ไสยะ ที่แปลว่า นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็นดังนั้น ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนใหม่ จึงเป็นผู้รู้  หมายความว่า รู้จักพระเจ้า รู้ว่าชีวิตของมนุษย์ว่ามาจากพระเจ้า และรู้ว่าจะไปสู่พระเจ้า(พ้นทุกข์) ได้เป็นอย่างไร นอกจากนั้นยังเป็น ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน ผู้ตื่นหมายความว่า ไม่ทำอะไรในแง่ที่เป็นไสยศาสตร์ กราบไหว้ภูตผีปีศาจ และเชื่อในโชคชะตา หรือเชื่อในดวงชะตาราศี (กท 4:8-9;คส 2:8,10) การเชื่อแบบหลับหูหลับตา เชื่อโดยไม่มีเหตุผลนั้น เป็นความเชื่อแบบไสยศาสตร์ (ความเชื่อเรื่องการทรงนำของพระวิญญาณที่ไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ ก็เป็นความเชื่อแบบไสยศาสตร์) ไม่ได้เป็นความเชื่อแบบพุทธะ ความเชื่อแบบพุทธะหรือผู้ตื่นนั้น พระพุทธองค์สอนไว้ใน “หลักกาลามสูตร”1ว่า อย่าเชื่อ 10 ประการดังนี้

1. อย่าเชื่อโดยเขาบอกต่อๆหันมา

2. อย่าเชื่อโดยเขาทำตามๆกันมา

3. อย่าเชื่อโดยเหตุเขาลือกันทั้งบ้านทั้งเมือง

4. อย่าเชื่อโดยอ้างว่ามันปรากฏอยู่ในคัมภีร์

5. อย่าเชื่อโดยคิดเอาเอง

6. อย่าเชื่อโดยการคาดคะเนเอาเอง

7. อย่าเชื่อโดยการตรึกเอาตามอาการ

8. อย่าเชื่อโดยคิดว่าเข้ากันได้กับความคิดของตน

9. อย่าเชื่อโดยถือว่าผู้สอนพอจะเชื่อถือได้

10. อย่าเชื่อโดยคิดว่าผู้สอนเป็นครูเป็นอาจารย์ของตน

ส่วนการเป็นผู้เบิกบาน หมายความว่า เป็นผู้มีความชื่นชมยินดี ไม่เศร้าหมอง มีความสุข และความชื่นชมยินดี แม้ว่าชีวิตจะเผชิญความทุกข์ยากลำบากเพียงใดก็ตาม ยังมีความเบิกบาน หรือความชื่นชมยินดี เพราะรู้แล้วว่าได้รับความหลุดพ้น (พ้นทุกข์แล้ว) เมื่อพ้นจากชีวิตนี้ ก็จะได้ไปสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า (จะได้เข้าสู่นิพพาน) ดังที่เปาโลกล่าวว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด” (ฟป 4:4)

สรุป พระธรรมธาตุนั้น (The Logos) ที่พระพุทธองค์ได้ค้นพบ และนำมาสั่งสอน แต่ยังไม่ครบถ้วนและบริบูรณ์ เพราะคำสอนของพระพุทธองค์ อาศัยหรือยึดคนเป็นหลักในการที่จะหลุดหลุดพ้น หรือพ้นทุกข์ ปัญหาของคนที่พระพุทธองค์มองข้ามคือ มีความบาป (บาปกำเนิด ที่เป็น กิเลส ราคะ ตัณหา) การยึดมั่นถือมั่น ยึดตัวกู-ของกู ยึดอัตตา มีความเห็นแก่ตัว และมีความอ่อนแอเป็นทุนเดิม ไม่มีศักยภาพพอที่จะทำตามคำสอนนั้น เพื่อจะบรรลุสู่นิพพาน หรือไปสู่พระเจ้าได้ ดังนั้นเราจึงจะต้องกำจัดอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางไม่ให้คนมาถึงพระเจ้าได้ อุปสรรคอย่างหนึ่ง คือ การเป็นคริสเตียน หรือการนับถือเปลือกนอกของศาสนาคริสต์ที่เป็นรูปแบบของคริสตจักรตะวันตก (ไม่เป็นคนไทย) หันมาเป็น พุทธศาสนิกชนใหม่ นับถือศาสนาพุทธแบบใหม่ (เป็นคนไทย) ที่เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูเจ้า ผู้เป็นความหลุดพ้น (เป็นหนทางพ้นทุกข์) ของมวลมนุษย์ชาติ เป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ เป็นความครบถ้วนของธรรมบัญญัติ หรือศีลธรรมต่างๆ และเป็นความสมบูรณ์ของทุกศาสนาในโลกนี้ ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “เพราะว่าพระคริสต์เป็นจุดจบ (เป็นความครบถ้วน เป็นความสมบูรณ์) ของธรรมบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนที่มีความเชื่อได้เป็นคนบุญ” (รม 10:4)

11 ก.ย. 46

 

 


1  ข้อมูลอ้างอิงจาก สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี 2542

1  พูนพิศมัย  ดิศกุล หม่อมเจ้า “พิธีของทุกคน”  หน้า 1

รูปภาพ

banpote

12 พ.ค.

banpote

พุทธ-คริสต์ในทรรศนะท่านพุทธทาส

12 พ.ค.

พุทธ-คริสต์ในทัศนะท่านพุทธทาส

บทที่ 1  


ประโยชน์ของการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ

        ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์เป็นครั้งแรกแห่งภาคมาฆบูชาในวันนี้ อาตมาจะได้บรรยายข้อความพิเศษเป็นชุดหนึ่งตามเคย ก็ให้ชื่อการบรรยายชุดนี้ว่า ใจความแห่งคริสตธรรมเท่าที่พุทธบริษัทควรทราบ และจะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยเฉพาะครั้งที่หนึ่งเป็นการปรารภเรื่องก่อนว่า ประโยชน์ของการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ เค้าเรื่องทั้งหมดนั้นจะแสดงให้เห็นว่า ใจความแห่งคริสตธรรมเท่าที่พุทธบริษัทควรทราบ มันก็มีเรื่องมาก ยืดยาวพอที่จะพูดกันหลายครั้งเฉพาะครั้งๆ ก็จะมีชื่อต่างๆกันไปตามที่จะพูดในประเด็นไหน ฟังดูแล้วบางคนจะคิดว่าอาตมาจะแสดงเรื่องของพระเยซู เอามาให้ท่านทั้งหลายนั่งพนมมือไหว้แต้อยู่อย่างนี้ มันก็น่าหัว ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องว่าเราจะพูดกันถึงธรรมะ ซึ่งเป็นของสากล ของธรรมชาติ แม้จะมีอยู่ในศาสนาอื่นๆ เขาเรียกว่าศาสนาชื่ออื่น แต่ในนั้นก็มีธรรมะ ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัว ไม่ยึดถือดื้อรั้นด้วยทิฐิของตัว ก็จะพยายามมองหาให้พบว่า ธรรมะในศาสนาชื่ออื่นมีอยู่อย่างไร เมื่อพบตัวธรรมะแล้ว เราก็ไหว้ได้สนิทมือเช่นเดียวกับในอิฐ ในหิน ในปูน ในโลหะทองแดงที่เอามาทำเป็นพระพุทธรูป เราก็ค้นหาจนพบธรรมะ ในอิฐ ในปูน ในหิน เหล่านั้น ถึงคุณของพระพุทธเจ้า แล้เราก็ไหว้ได้ ไม่ใช่เราไหว้อิฐ ไหว้ปูน

        ทีนี้ในศาสนาอื่น ก็มีธรรมะที่เราอาจจะค้นพบมองเห็นได้แล้วเราก็ไหว้ได้อย่างเดียวกัน ทำไมเราจึงมาทำการศึกษาเปรียบเทียบศาสนาต่างๆ เพื่อความเข้าใจอันดีต่อกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่ามันมีความจำเป็นหรือมีเหตุผล ที่จะทำเช่นนั้น ท่านทั้งหลายทุกคนที่เป็นพุทธบริษัท ท่านก็ตะโกนอยู่แทบทุกวันว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหลายทั้งสิ้น แล้วท่านจะถือว่าพวกที่นับถือศาสนาอื่นนั้นไม่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายกับเราหรืออย่างไร ถ้าเราไม่ถือ เราก็จะเป็นคนพูดไม่จริง ถ้าเราถือ เราต้องถือว่าสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาอะไร เขาก็เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายต่อเรา เราก็ต้องมีความรัก มีความเมตตากรุณา คบหาสมาคมช่วยเหลือเกื้อกูลกันสุดความสามารถที่เราจะช่วยกันได้ เราต้องมีความเข้าใจต่อกันและกัน จนไม่มีความรังเกียจกัน เดี๋ยวนี้ ท่านลองคิดดูเถิดว่า เรายังไม่ความสนิทใจต่อกัน เมื่อเราเห็นเขาถือศาสนาอื่น เรารู้สึกว่า เขาเป็นคนนอกศาสนาของเรา เรามองดูเขาอย่างเป็นคนที่น่ารังเกียจ เอาที่นั่งอยู่นี่แหละทุกคน เมื่อมองเห็นคนถือศาสนาอื่นแล้วท่านรู้สึกอย่างไร แล้วท่านใช้คำพูดคำจากับเขาเหล่านั้นอย่างไร บางทีท่านจะใช้คำว่า พวกนั้น พวกนี้ แล้วก็ใช้คำว่า มัน นี่ยกตัวอย่างอย่างนี้ พวกชาวพุทธบางคนนี่แหละ จะเรียกว่าพวกคริสเตียนว่า มันว่าอย่างนั้น พวกอิสลามมันว่าอย่างนี้ ใช้คำว่าพวก แล้วยังใส่มันอีกด้วย อย่างนี้จะเป็นมิตร เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้อย่างไร

        อาตมามีความมุ่งหมายอย่างนี้แหละ ที่ว่าเราเลิกคำว่าพวกอื่น โดยความเป็นพวกอื่นกันเสียที เอามาเป็นพวกเดียวกัน คือเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บตายด้วยกันเสียที แล้วเราก็จะมีความเป็นชาวพุทธมากขึ้น ถ้าเรากีดกันคนพวกหนึ่งออกไว้ในฐานะที่เป็นคู่ปรปักษ์อย่างนี้ ความเป็นชาวพุทธของเราก็น้อยลง คือเราไม่สามารถจะรักใคร่เมตตาปรานีแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงโดยแท้จริงได้ ฉะนั้นการทำความเข้าใจกันให้ดีในข้อนี้ จะมีประโยชน์แก่ความเป็นชาวพุทธของเรานั่นเอง

        สำหรับอาตมานั้น ท่านทั้งหลายก็ได้ทราบได้ยิน ได้ฟังมาหลายหนแล้วว่า อาตมามีปณิธานที่ตั้งไว้ 3 ประการด้วยกัน

        ข้อที่ 1 คือจะทำความเข้าใจระหว่างศาสนาให้จนได้

        ข้อที่ 2 จะทำให้ทุกคนเข้าใจถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆ และ

        ข้อที่ 3 จะช่วยทุกคน ถอนตัวออกมาเสียจากวัตถุนิยม คือ ความลุ่มหลงในเรื่องเนื้อหนัง อาตมามีปณิธานที่ตั้งไว้อย่างแน่วแน่อย่างนี้ จนตลอดชีวิต พูดไว้เสียเลยว่า จนตลอดชีวิต

        เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจกันระหว่างศาสนา ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำและคงจะทำต่อไป แล้วก็ทำมากขึ้น แล้วข้อ 2 ที่ว่าทำให้ทุกคนเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตนๆ นี่มันสำคัญมาก ถ้าแต่ละคนๆ ไม่เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆแล้ว จะเป็นเหตุให้เรารู้สึกว่า ศาสนาแต่ละศาสนามันแตกต่างกัน จนเป็นข้าศึกแก่กัน แต่ถ้าทุกคนเข้าถึงหัวใจแท้ๆ ของศาสนาของตนแล้วนั่นแหละ จึงจะรู้สึกว่า ทุกศาสนามีความเหมือนกัน ตรงที่ต้องการให้คนหมดความเห็นแก่ตัวจนกระทั่งหมดตัวตน ไม่มีกิเลสไปตามอำนาจแห่งตัวตน เขาจะเข้าใจข้อนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเข้าใจถึงหัวใจแห่งศาสนาของแต่ละคนๆ เท่านั้น

        อาตมาบอกคนที่มาเยี่ยมมาหาจนเป็นเพื่อนฝูงกัน แต่เขาเป็นฝรั่งบ้าง เป็นคริสเตียน อาตมายังบอกเขาว่า ไม้กางเขน เครื่องหมายกางเขนที่แขวนอยู่ที่คอของคุณนั่นแหละ คือหัวใจของพุทธศาสนา ไม้กางเขนนั่นน่ะ มันเป็นสัญลักษณ์แห่งการตัดเสียซึ่งตัวกู ของกู ไม้อันที่เป็นเสา คืออักษรตัวไอ I มันคือตัวฉันหรือตัวกู และอันขวางนั้น คือตัดเสียซึ่งฉันและกู สัญลักษณ์กางเขนก็คือสัญลักษณ์แห่งการตัดเสียซึ่งตัวกูและของกู นั่นคือหัวใจของพุทธศาสนา เขาฟังด้วยความยินดี ด้วยความพอใจ เพราะว่ามันมีผลทำให้รักใคร่กันได้ เดี๋ยวนี้พุทธบริษัทเรา ไม่มองเห็นว่าไม้กางเขนน่ะมันมีความหมายอย่างนั้น รู้สึกรังเกียจว่าเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอื่น หรือเป็นสัญลักษณ์ของการจับมาฆ่าเสียให้ตาย ตรึงไม้กางเขน เราก็รู้สึกขยะแขยง แต่ชาวคริสต์เขาถือเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู ผู้เสียชีวิตเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ คือยอมเสียชีวิตเพื่อให้มนุษย์รู้จักพระเจ้า คล้ายว่าเป็นบันไดสำหรับไปหาพระเจ้า จะไปหาพระเจ้าต้องไปทางสัญลักษณ์กางเขน เราก็บอกเขาว่าจะไปสู่นิพพานหรือสิ่งสูงสุดก็ต้องไปทางสัญลักษณ์กางเขน คือตัดตัวกูเสีย หมดตัวกู แล้วก็ถึงนิพพานอย่างนี้เป็นต้น

        นี่อาศัยการที่เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆ เท่านั้น จึงจะทำความเข้าใจประนีประนอมอะไรกันได้ทำนองนี้ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่คนแต่ละคน จะต้องเข้าใจถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆ จึงจะทำความเข้าใจกับศาสนาอื่นได้ โดยเอาเนื้อหาสาระอันแท้จริงเป็นหลัก อย่าเอาผิว เปลือกนอก พิธีรีตอง แต่งเนื้อแต่งตัวอย่างนั้นอย่างนี้เป็นหลัก นั่นมันไม่ทำให้เข้ากันได้ แต่ถ้าเอาเนื้อในมาเป็นหลักแล้ว มันก็จะเข้ากันได้

        เรื่องนี้เคยเปรียบเทียบให้ฟังว่า เหมือนกับน้ำทั้งหลาย หลายๆชนิด น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำปัสสาวะ น้ำครำ น้ำฝน น้ำกลั่น น้ำอะไรก็ตาม ในนั้นมีน้ำทั้งนั้น มีน้ำอันบริสุทธิ์ทั้งนั้น ในน้ำฝนก็มีน้ำอันบริสุทธิ์ ในน้ำปัสสาวะ ในน้ำครำมันก็มีน้ำอันบริสุทธิ์ แต่มันมีของสกปรกเจืออยู่ เราเอาสิ่งที่เข้าไปเจือนั้นออกเสีย ก็จะเหลือแต่น้ำอันบริสุทธิ์ได้ด้วยกันทุกน้ำ

        นี่เรามองดูศาสนาทั้งหลาย ว่ามันจะผิดกันบ้าง ก็เรื่องของเปลือกนอก แต่เนื้อในแท้ๆแล้ว ก็คือธรรมสำหรับทำให้คนพ้นจากความยึดถือตัวตน แล้วก็ไม่มีความทุกข์ นี่มันอยู่ที่ตรงนี้

        ขอให้เราตั้งใจที่จะเข้าถึงหัวใจของพระศาสนาของตนๆ ด้วยกันทุกๆคน ด้วยกันทุกๆศาสนา แล้วก็จะพบสิ่งที่เป็นน้ำที่เหมือนกันหมด แล้วเราก็จะรักใคร่กัน เราก็จะพูดได้สนิทเต็มปากว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะว่าเขาจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม แต่เขาก็มีปัญหาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายด้วยกันทั้งนั้นแหละ มันเหมือนกันอย่างนั้น นี่เราจะมาหาวิธีที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ มันแก้ได้ ก็ต้องเรียกว่าเหมือนกัน แม้ว่าวิธีจะต่างกันบ้าง แต่ถ้ามันได้ผลเป็นอย่างเดียวกันมันก็ใช้ได้ เราจึงต้องเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตนเสียก่อน แล้วจึงค่อยทำความเข้าใจกันในระหว่างศาสนา การเปรียบเทียบก็จะทำได้ดี

        ทีนี้ปณิธานในข้อที่ 3 ที่ว่าจะช่วยให้คนถอนตัวออกมาเสียจากวัตถุนิยมนั่นแหละยิ่งสำคัญ ถ้าว่าไม่ถอนตัวออกมาเสียจากวัตถุนิยม ไปนับถือศาสนาวัตถุนิยม แล้วก็ไม่มีศาสนาไหนเลย นอกจากศาสนาเนื้อหนัง ศาสนาแท้จริงต้องการจะให้คนไม่หลงในวัตถุนิยม ทุกศาสนามุ่งหมายอย่างนี้ ผลที่จะได้รับจากทุกๆศาสนา ก็อยู่ตรงที่คนถอนตัวออกมาเสียจากวัตถุนิยมได้ มาเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส

        ปณิธานทั้ง 3 ข้อนี้ มันเกี่ยวข้องกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ในการที่จะทำการเปรียบเทียบระหว่างศาสนา คือต้องเอาหัวใจศาสนามาเปรียบเทียบกัน แล้วก็เปรียบเทียบกันในข้อที่ว่า ทุกศาสนาต้องการจะเอาชนะวัตถุนิยมนี้จริงไหม

        เมื่อปณิธานของอาตมาเป็นส่วนตัวมีอยู่อย่างนี้ ก็ต้องหาโอกาสทำอย่างนี้ แล้วก็ได้พยายามทำมาเรื่อยๆ คราวละเล็กละน้อยในการทำความเข้าใจในระหว่างศาสนา แต่มาถึงปีนี้ อยากจะทำจริงสักหน่อย คือจะบรรยายเป็นคำบรรยายทั้งชุดเลย เพื่อการเปรียบเทียบระหว่างศาสนา เป็นครั้งๆไป แล้วก็ให้ชื่อของเรื่องนี้ว่า ใจความแห่งคริสธรรมเท่าที่พุทธบริษัทควรทราบ ทำไมยกเอาแต่ศาสนาคริสต์ ก็เพราะเห็นว่า มันพอ คือเอาศาสนาคริสต์เป็นหลัก ในบรรดาศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นเครื่องยึดถือ เราเอาศาสนาคริสต์เป็นหลักศาสนาเดียวก็พอ ศาสนายิวหรือศาสนาอิสลาม ก็มีหลักเกณฑ์เดียวกัน คือในบรรดาศาสนาที่มีพระเจ้าฝ่ายตะวันตกนั้น ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ขอให้เข้าใจว่า มันก็เท่ากับทำความเข้าในระหว่างศาสนาทุกศาสนา

        ทีนี้อยากจะบอกถึงประโยชน์ล่วงหน้า ว่ามันจะมีประโยชน์อะไรในการที่จะทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ขอให้คิดดูว่า ถ้าทุกๆศาสนามีผู้เข้าถึงหัวใจแล้วมันก็เข้ากันได้ ไม่เป็นที่รังเกียจแก่กันและกันนี้ มันจะมีประโยชน์อะไร

        อาตมาอยากจะกล่าวว่ามันมีประโยชน์หลายชั้นทีเดียว มันเป็นผลดีระหว่างชาติ คือชาติต่างๆในโลกนี้ ก็มีกันหลายสิบชาติ แต่ละชาติก็มีศาสนาของตนๆ เพื่อยึดมั่นในศาสนาของตนๆ แล้ก็ดูหมิ่นดูถูกศาสนาของชาติอื่นๆ แล้วบางทีก็เอาศาสนานั่นแหละ เป็นเครื่องทำความแตกต่าง ไม่รักไม่สามัคคีกันได้ บางทีก็เอาศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อจะกลืนชาติอื่น ด้วยจิตที่ไม่เป็นธรรม หรือด้วยจิตที่ไม่หวังดี นี่ก็คือการที่เรามีศาสนาเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ถ้ามันกลายเป็นว่ามีศาสนาที่เข้ากันได้ หรือเป็นอย่างเดียวกันโดยหัวใจแล้ว การกระทำอย่างนี้มันก็มีไม่ได้ นี่อาตมาเห็นว่ามันเป็นผลดีในระหว่างชาติต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ ถ้าเราทำความเข้าใจกันได้ในระหว่างศาสนา และทำให้ศาสนามันเข้ากันได้ ข้อแรกมีผลดีในระหว่างชาติต่างๆในโลก

        ข้อที่ 2 มันจะมีผลดี แม้ภายในชาติๆเดียว ในชาติเดียวก็มีคนถือศาสนาหลายศาสนา บางทีก็ยึดเอาศาสนานั่นแหละเป็นเครื่องมือสำหรับทำการขัดแย้งต่อกันและกัน แม้ในประเทศไทยเรานี้ก็มองเห็นได้ว่ามีข้อขัดแย้งในทางศาสนา ก็เป็นเครื่องทำความยุ่งยากลำบากหรือกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันก็มี เช่นทางปักษ์ใต้ถือศาสนาหนึ่ง ภาคกลาง ภาคเหนือถืออีกศาสนาหนึ่ง เป็นเหตุให้มองกันเหมือนกับว่าเป็นคนละพวก หรือเป็นคนละชาติ แล้วก็อาศัยศาสนานั่นแหละเป็นเครื่องแบ่งแยกให้มันเป็นส่วนน้อยๆไป เช่นเดียวกับที่ประเทศอินเดียถือแบ่งแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ตามพวกที่ถือศาสนาอะไร อย่างนี้เป็นต้น ผลดีจะเกิดขึ้นในชาติ แม้ว่าจะถือศาสนาต่างกัน แล้วก็จะเข้ากันได้อย่างสนิท อย่างกับน้ำกับน้ำนม ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะเหมือนน้ำกับน้ำมันอยู่เรื่อยไป จะเอามาใส่ในไหเดียวกัน มันก็ยังไม่เข้ากัน มันก็มีเรื่อง ฉะนั้นถ้าเราอยู่ร่วมชาติประเทศกัน แม้จะถือศาสนาต่างกัน แต่ถือหัวใจของศาสนาอันแท้จริง ที่มันเข้ากันได้ ปัญหามันก็จะไม่มี แม้ในทางการเมือง จนจะแบ่งแยกดินแดนเป็นต้น

        ข้อที่ 3 มันจะเป็นผลดีระหว่างญาติ คนเราทุกคนมันมีญาติ ทีนี้บางทีญาติบางคนถือศาสนาอื่น แล้วก็รู้สึกตะขิดตะขวง บางทีก็ขยะแขยง เพราะว่าเราไม่รู้ว่าศาสนาของเขานั้น มันคืออย่างไร แม้แต่ศาสนาของเราเอง เราก็ยังไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร เราก็ยังเข้าไม่ถึงหัวใจศาสนาของเรา แล้วเราก็ยิ่งไม่เข้าใจหัวใจของศาสนาของผู้อื่น แม้ที่เป็นญาติกับเรา เพราะฉะนั้นในหมู่ญาติที่เผอิญไปถือศาสนาต่างกัน จึงหาความรักใคร่อันแท้จริงไม่ค่อยจะได้ ถ้าเราทำให้ศาสนาเข้ากันได้ มันก็ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้

        ทีนี้จะดูถึงว่าเป็นผลดีข้อ ที่ 4 เป็นผลดีระหว่างบุคคลเราอยู่ในแผ่นดินนี้เอง ก็อยู่กันเป็นคนๆ แต่ละคนๆ ไม่ได้เป็นญาติกัน แต่มันก็อยู่กันเป็นคนๆไป แล้วก็ถ้ามีศาสนาที่มีหัวใจเป็นอันเดียวกัน เรียกชื่อต่างกัน แต่เนื้อแท้เนื้อในเข้ากันได้ ไม่รังเกียจกัน ปัญหาระหว่างบุคคลก็ไม่มีที่จะมีน้ำใจชนิดที่ไม่สนิทสนมไม่รักใครไม่กลมเกลียว ทีนี้ถ้าเราจะมีเพื่อนเข้ามาสักคน แต่พอเห็นว่าเขาถือศาสนาอื่น เราก็นึกระแวง ไม่ไว้ใจเสียบ้าง เราก็นึกรังเกียจล่วงหน้าเสียบ้างแล้ว มิตรภาพก็ขยายตัวออกไปไม่ได้ ในระหว่างบุคคลที่ถือศาสนาต่างกัน นี่เราจะเห็นว่าถ้าทำความเข้าใจระหว่างศาสนากันได้ มันก็มีผลดี แม้ในการสังคมกันระหว่างบุคคลแต่ละบุคคล

        ทีนี้ในข้อที่ 5 ข้อสุดท้าย จะเป็นผลดี แม้ในระหว่างผัวเมีย ผัวเมียบางคู่ไม่ได้ถือศาสนาเดียวกัน ในศาสนาคริสเตียน บทบัญญัติเช่นคำสอนของนักบุญเปาโล นี่ก็อนุญาตให้แต่งงานกับคนต่างศาสนาได้ พวกที่เป็นคริสตศาสนิกชน แต่งงานกับคนต่างศาสนาได้ เขาไม่ได้ห้าม แต่ลองคิดดูเถิดว่า ผัวเมียกัน ถือศาสนาต่างกัน และเขาเข้าใจกันไม่ได้ในความแตกต่างของศาสนา มันจะสนิทสนมกันได้อย่างไร มันต้องมีเรื่องกวนประสาทได้ ทีนี้ถ้าเราทำความเข้าใจได้ ในระหว่างศาสนาแล้ว ก็จะไม่มีปัญหาอะไร แม้ในระหว่างผัวเมียทีถือศาสนาต่างกัน

        อาตมาเห็นประโยชน์อย่างนี้ จึงพยายามหาช่องทางที่จะทำความเข้าใจกันในระหว่างศาสนา ให้เข้าถึงเนื้อในของศาสนา แล้วเราก็จะกลายเป็นคนๆ เดียวกันได้ ถือศาสนาเดียวกันได้ ภายนอกจะมีรูปร่างต่างกัน เรียกชื่อต่างกันก็ไม่เป็นไร

        นี่คือผลหรืออานิสงส์ที่อยากจะบอกให้ล่วงหน้า ว่าถ้าเราถือศาสนาที่เข้ากันได้ มันจะเป็นผลดีอย่างนี้

        ทีนี้ก็จะพูดถึงการเปรียบเทียบ คือการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่ทำการศึกษาเปรียบเทียบ เราก็จะไม่พบความเหมือนกัน แต่ขอบอกให้ทราบว่าการเปรียบเทียบนั้น มันจะมีผล 2 ทาง ตามปกติการเปรียบเทียบจะมีผลเป็น 2 ทาง ทางหนึ่ง มันเปรียบเทียบให้เห็นว่าแตกต่างกัน แยกกัน เข้ากันไม่ได้ อีกทางหนึ่งก็เปรียบเทียบให้เห็นว่ามันเหมือนกัน โดยสาระสำคัญ แล้วก็เข้ากันได้ ฉะนั้นระวังให้ดี ที่พูดว่าเปรียบเทียบๆนั้น มีผลอยู่ 2 ทางตรงกันข้าม ทางหนึ่งยิ่งเปรียบเทียบยิ่งเห็นความแตกต่าง เพราะมันทำด้วยใจค้นหาความแตกต่าง ยิ่งเปรียบเทียบก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง ก็เลยเกลียดน้ำหน้ากัน ไม่อยากมอง อีกทางหนึ่งมันทำการเปรียบเทียบด้วยจิตใจที่เป็นธรรม หรือด้วยความหวังดีก็ตาม มันก็เปรียบเทียบไปในทางที่จะให้มันเข้ากันได้ มันก็เพื่อจะได้ร่วมมือกัน ฉะนั้นระวังเถอะว่าการเปรียบเทียบนั้นมันจะให้ผลเป็น 2 แพร่งอยู่อย่างนี้เสมอไป

        ถ้าจะเปรียบเทียบกันระหว่างศาสนา เราก็จะต้องทำการเปรียบเทียบให้ดี ด้วยจิตใจที่เป็นธรรมก่อน แล้วก็ด้วยความหวังดีต่อโลก หวังดีต่อมนุษย์ เราจะทำการเปรียบเทียบระหว่างศาสนานี้ก็เพื่อจะให้เป็นประโยชน์ให้เป็นผลดีต่อทุกคนในโลกหรือต่อโลก ถ้าเราตั้งใจอย่างนี้แล้ว เราจะพบหนทาง หรือพบสิ่งที่มันเข้ากันได้กลมกลืนกันไปได้เรื่อย ไม่มีการแตกแยก การเปรียบเทียบที่เราจะทำกันเรื่อยๆไปนี้ จึงเป็นความหวังดีต่อมนุษย์ในโลก หรือต่อศาสนานั่นเอง

        ทีนี้ก็มาถึงการที่จะเปรียบเทียบนั้น มันขึ้นอยู่กับการตีความ ตีความถ้อยคำก็ได้ ตีความในท้องเรื่องเนื้อเรื่องเป็นประเด็นๆไปก็ได้ มันต้องตีความให้ถูกต้อง ให้เหมาะสำหรับจะเอามาเปรียบเทียบเพราะมันอาจจะตีความไปในทางที่ไกลออกไปๆไม่เหมาะที่จะนำมาเปรียบเทียบ คือว่ายิ่งเอามาเปรียบเทียบก็ยิ่งเห็นแตกต่าง ไม่เห็นในทางที่จะให้เข้ากันได้ ฉะนั้นเราจะต้องตีความหัวข้อของศาสนาหลักธรรมนั้นๆให้ถูกต้อง ให้เหมาะสำหรับจะเอามาเปรียบเทียบ

        และอีกอย่างหนึ่งก็จะต้องรู้จักใช้ภาษาธรรม อย่ารู้จักใช้แต่ภาษาคน ความหมายในภาษาธรรมนั้น ก็พูดกันมามากแล้ว คงจะยังจำได้กันอยู่ทุกคน ในภาษาที่คนเราพูดนี้มี 2 ชนิด ภาษาคนก็มี ภาษาธรรมก็มี โดยเฉพาะในทางศาสนาแล้วก็ยิ่งมีเป็น 2 ภาษา เช่นว่าความตายอย่างนี้ ตายทางเนื้อหนัง เอาไปฝัง เอาไปเผา อย่างนี้เป็นความตายในภาษาคน ถ้ามันตายจากความดี ตายจากความหมดดี มีแต่ความทุกข์ นี่ก็เรียกว่าตายในภาษาธรรม เกิดจากท้องแม่ นี่ก็เรียกว่าเกิดในภาษาคน ถ้าเกิดด้วยอำนาจอวิชชาตัณหาว่าตัวกู ว่าของกู เป็นอุปาทานอย่างนี้ ก็เรียกว่าเกิดในภาษาธรรม

        ตัวอย่างภาษาคนภาษาธรรมมีอยู่ในพระพุทธศาสนา ในศาสนาอื่น โดยเฉพาะศาสนาคริสเตียน ที่เราจะทำการเปรียบเทียบ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เช่นคนว่าตายอย่างนี้ ตายอย่างภาษาคนก็มี ตายในความหมายภาษาศาสนาก็มี เช่นพระเจ้าสั่งว่า ผัวเมียคู่นี้อย่ากินผลไม้ของต้นไม้นี้เข้าไป กินแล้วจะตาย มันก็ไม่ตายอย่างที่ว่าเอาไปเผาไปฝัง มันตายชนิดที่ว่ามีบาปเกิดขึ้น สำหรับจะต้องเป็นทุกข์ทรมานต่อไป คือเขาไปยึดถือเรื่องความดีความชั่วเข้าแล้วก็ตาย คือมีความทุกข์ตลอดไป อย่างนี้เป็นต้น

        นี่เราต้องยอมตีความในภาษาธรรมให้ถูกต้องด้วยกันทุกศาสนา แล้วก็มาใช้ทำการเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบนั้นก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง คือเปรียบเทียบสำหรับให้มันเข้ากันได้ ให้มันร่วมมือกันได้ในที่สุด

        จะยกตัวอย่างให้ฟัง จะว่ามันน่าขันก็น่าขัน น่าเศร้าก็น่าเศร้า เมื่อชาวคริสต์กับชาวพุทธ มาทำการสนทนากัน เพื่อจะเกิดความเข้าใจต่อกัน พวกที่เป็นชาวพุทธในประเทศลังกาบางคนเขาก็แย้งว่ามันเป็นไปไม่ได้ เช่นที่ว่าท่านมีพระเจ้า เราไม่มีพระเจ้า เข้ากันไม่ได้เสียแล้ว อย่ามาพยายาม ป่วยการ ศาสนาฉันไม่มีพระเจ้า ศาสนาคุณมีพระเจ้า ก็พูดกันไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดกัน บางทีก็กระแหนะกระแหนมากไปถึงว่า พระศาสดาของคุณเป็นลูกพระเจ้า ศาสดาของฉันเป็นลูกคน มันจะพูดกันได้อย่างไร นี่เขากระแหนะกระแหนพระเยซูเป็นลูกพระเจ้า ส่วนพระพุทธเจ้านั้นเป็นลูกคน หรือว่าศาสนาของคนมันพูดลงมาจากข้างบน ศาสนาของฉันมันพูดขึ้นไปจากข้างล่าง มันหาแง่ที่จะกระแหนะกระแหนกระทบกระทบกระเทียบอย่างนี้ มันก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง อย่างที่เรามักจะยืนยันว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาปัญญา ศาสนาคริสต์นั้นเป็นศาสนาศรัทธา จะเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร แล้วก็ไม่ยอมทำการเปรียบเทียบ มองกันในแง่ที่ดูหมิ่นถิ่นแคลนซึ่งกันและกัน ถ้าขืนมองกันอย่างนี้แล้วละก็ ไม่มีทางจะทำได้ สำหรับการเปรียบเทียบให้รักใคร่ ให้กลมกลืนกัน

        ในข้อที่ยืนยันว่า แกไม่มีพระเจ้า แกมีพระเจ้า มันก็ต้องพูดกันใหม่ว่า ฉันก็มีพระเจ้าในความหมายอย่างหนึ่ง เช่นที่เราพูดกันที่นี่ว่า กฎของธรรมะ สัจธรรมที่เป็นพระเจ้า ก็มีพระเจ้าด้วยกัน คือมีสิ่งที่สร้างสิ่งทั้งปวงมาด้วยกัน มีสิ่งที่ควบคุมสิ่งทั้งปวง มีสิ่งที่ทำลายสิ่งทั้งปวง มีสิ่งที่ดูแลสัตว์โลกตลอดเวลาในที่ทั้งปวง นี่ก็มีเหมือนกัน ก็พูดกันได้ มีพระเจ้าด้วยกัน รูปร่างจะแตกต่างกันนั้นไม่เป็นไร แต่เรามีพระเจ้าที่ทำหน้าที่ได้อย่างเดียวกัน ข้อที่ว่าพระเยซูเป็นลูกพระเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นลูกคนนั้น มันก็ไม่แปลก เพระว่ามันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น มันอยู่ที่ว่าท่านสอนว่าอย่างไร ถ้าท่านสอนไม่ให้คนเห็นแต่ตัวเหมือนกัน มันก็ควรจะไปด้วยกันได้ ไม่ใช่จะไปกระแหนะกระแหนว่า แกพูดมาจากข้างบน ฉันพูดขึ้นไปจากข้างล่าง ถ้ามันเรื่องเดียวกัน มันจะเป็นไรไป

        เพื่อให้คำสอนศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ก็พูดว่าธรรมะนี้ประทานมาจากเบื้องบน มาจากพระเจ้าเบื้องบน นี้มันก็ได้เหมือนกัน ทีนี้เราต้องการจะมีปัญญามองเห็นจริง ไม่ต้องเชื่ออะไรที่เรามองไม่เห็นตัว เราก็พูดว่าพระพุทธเจ้านี้เป็นมนุษย์ ท่านตรัสรู้แล้วท่านก็พูดอย่างมนุษย์ พูดในเมืองมนุษย์แล้ว ส่งขึ้นไปถึงพวกเทวดา นี่ก็พูดขึ้นไปมันก็ได้เหมือนกัน เพราะเรื่องที่พูดนั้นมันสามารถที่จะดับทุกข์ของมนุษย์ได้ คือเรื่องไม่เห็นแก่ตัวด้วยกัน เราอย่าใช้วิธีที่จะแดกดันกันให้มันเกิดความแตกต่างหรือเข้าใจกันไม่ได้ เราใช้วิธีที่เอาผลประโยชน์อันสูงสุดเป็นที่ตั้ง แล้วมันก็พูดกันได้

        ทุกศาสนาก็ต้องการให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่สูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ไม่มีศาสนาไหนที่ต้องการให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่เลวๆ หรือว่าธรรมดาสามัญ ทุกศาสนาก็จะแสดงออกมาในลักษณะที่จะให้มนุษย์ได้บรรลุ ได้ถึง ได้รับสิ่งที่สูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ

        ฉะนั้นเรามองเห็นหัวอกเขาหัวอกเรา ว่าล้วนแต่ต้องการจะให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับด้วยกันทั้งนั้น เราก็ไม่ต้องหาแง่ที่จะขัดขวางกัน หรือมีแง่อะไรสักนิดหนึ่งก็เอามาใช้แดกดันประชดประชันกัน เหมือนที่ได้กระทำกันมาแต่ก่อน ควรจะเลิกกันเสียที ในทุกศาสนาสอนเรื่องเดียวกัน ความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือความจริงของธรรมชาติ เช่นเราต้องรักกัน ต้องถือว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน นี่มันเป็นความจริงของธรรมชาติ จะพูดในรูปประโยคอย่างอื่น อย่างไหนก็สุดแท้ หรือว่าใครเป็นผู้พูดผู้สั่งอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ขอให้คนประพฤติอย่างนี้ก็แล้วกัน

        นี่ถ้าเราถือหลักกันอย่างนี้ แล้วเราก็จะทำการเปรียบเทียบระหว่างศาสนาได้ และก็ได้ผล คือทำให้เข้ากันได้ เมื่อพูดถึงศาสนาคริสต์กับศาสนาพุทธ มันก็มีผู้ทีได้พูดไว้ว่า มันมีอะไรเกี่ยวเนื่องกัน คือศาสนาในอินเดียได้เกิดขึ้นนมนานมาแล้ว ถือพระเจ้าอย่างบุคคล เป็นเทวดา เป็นสัตว์พิเศษอะไร นั่นเป็นพระเจ้า แล้วเกิดแบ่งแยกเป็นว่าพระเจ้านั้นมีองค์เดียว อีกพวกหนึ่งว่า พระเจ้ามีได้หลายองค์ เราต้องมีพระเจ้าหลายองค์ เราต้องมีพิธีที่จะทำให้ถูกในพระเจ้าทุกๆองค์ ทีนี้พวกที่ถือว่ามีองค์เดียวมันสู้ไม่ได้ ก็เลยอพยพไปทางทิศตะวันตก ไปเป็นต้นกำเนิดแห่งศาสนาของชนชาติเซมิติค คือศาสนายิว หรือศาสนาคริสเตียน นี่ในหลวงรัชกาลที่ 6 ท่านมีความเห็นอย่างนี้ เขียนไว้อย่างนี้ เชื่ออย่างนี้ อ้างหลักฐานต่างๆ มาว่าศาสนาของพวกเซมิติค หรือศาสนายิว ศาสนาคริสต์กระทั่งลงมาถึงศาสนาอิสลามนี้ ถือพระเจ้าองค์เดียว ก็คือพวกที่แยกออกไปจากอินเดีย ที่ถือศาสนามีพระเจ้าหลายองค์ อย่างนี้เป็นต้น

        เราจะมองไปในแง่ว่า มันเคยสัมพันธ์กัน องค์เดียวหรือหลายองค์ มันก็ล้วนแต่ทำให้อะไรเหมือนกัน เพียงแต่ว่าคำสั่งทั้งหมดนั้น มันมารวมอยู่ในพระเจ้าองค์เดียว หรือว่าแยกออกไปเป็นองค์ๆ อันนี้มันไม่แปลก ทีนี้ก็มีพระเจ้าอย่างบุคคล มีสิ่งสูงสุดเหนือมนุษย์อย่างบุคคล เกิดศาสนาพุทธขึ้นมาว่า ไม่มีบุคคล เราไม่ถือว่ามีบุคคล เราถือว่ามีสิ่งหนึ่งทำหน้าที่อย่างนั้นได้ โดยไม่ใช่บุคคลสิ่งนั้นคือธรรมะ หรือ พระธรรม หรือกฎของธรรมชาติ เช่นกฎของอิทัปปัจจยตา เป็นต้นทำหน้าที่สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลกอะไรก็ได้ เหมือนกับพระเจ้าทำได้ ทางฝ่ายนี้ก็แยกตัวออกมามีพระเจ้าที่มิใช่บุคคล ในเมื่อพวกโน้น สองพวก สามพวก ยังคงมีพระเจ้าอย่างบุคคล

        ทีนี้เรามาลองทำความเข้าใจกันดูเถอะว่า มันจะแปลกอะไรจะบุคคลหรือไม่บุคคล มันต้องมาดูตรงที่ว่าพระเจ้าต้องการทำอะไร พอไปดูเข้าจริง พระเจ้าต้องการให้ทำสิ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ทุกคน ให้ทำลายความเห็นแก่ตัว รับใช้พระเจ้าด้วยการไม่เห็นแก่ตน ให้ไปเห็นแก่ผู้อื่น พระเจ้าต้องการให้ช่วยผู้อื่น เพราะฉะนั้นถ้าใครต้องการจะฟังคำสั่งพระเจ้า ก็ต้องไม่เห็นแก่ตัว และต้องเห็นแก่ผู้อื่น ทีนี้เราก็ต้องเชื่อพระเจ้า และทำตามพระเจ้า

        แล้วเขาพูดว่า เราต้องอ้อนวอนพระเจ้า เราก็ตีความคำว่า อ้อนวอนให้ถูกต้อง อ้อนวอนเหมือนขอทานนั้น มันก็อย่างหนึ่ง ทีนี้อ้อนวอนเพื่อทำให้ถูกใจ โดยไม่ต้องอ้อนวอนพิรี้พิไร แต่ว่าทำให้ถูกใจ เราพยายามประพฤติปฏิบัติธรรมะนี่ให้ถูกในพระเจ้า อย่างนี้เป็นการอ้อนวอนยิ่งกว่า เขาเรียกว่าคำอธิษฐาน จะเป็นการขอร้อง หรือเป็นการชมเชย หรือเป็นการอะไรต่อพระเจ้า ก็ต้องทำอย่างอธิษฐาน นี่แปลว่าตั้งใจมั่นที่จะกระทำให้ถูกใจของพระเจ้ามากว่า ถ้าถือว่าพระเจ้าเป็นคน ก็ทำให้ถูกใจคน ถ้าถือว่าพระเจ้าเป็นธรรม เป็นกฎของธรรม ก็ทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรม ประพฤติให้ถูกให้ตรงตามกฎของพระธรรม นั่นแหละคืออ้อนวอนพระเจ้า เพราะว่าได้ทำให้ถูกใจพระเจ้า แล้วก็ได้รับผลตามที่ต้องการ

        ฉะนั้นไม่เป็นไรที่ศาสนาฝ่ายโน้นเขาจะมีพระเจ้าอย่างคน แล้วก็อ้อนวอนพระเจ้าอย่างขออะไรจากคน มันก็ได้เหมือนกัน เขามีวิธีการอย่างนั้น แต่ในที่สุดเขาก็มีการอธิษฐาน ทำให้ตรงตามความประสงค์ของพระเจ้า คือประพฤติดีนั่นแหละ ที่นี่เราก็ไม่มีพระเจ้าอย่างคน แต่มีพระเจ้าอย่างธรรม ก็เลยต้องอ้อนวอนด้วยการปฏิบัติให้ตรงตามกฎของพระธรรม แล้วผลก็ได้รับมาอย่างเดียวกันและคืออยู่เป็นสุข ผาสุกอยู่ด้วยกัน

        หลักธรรมในศาสนามันตรงกันอย่างนี้ ถ้าคุณมีใจเป็นกลาง ไม่เข้าข้างใครกันเสียก่อน แล้วไปศึกษาดูให้เห็นชัด ว่าศาสนาโน้นเขาก็เรียกอย่างโน้น ฝ่ายโน้น กับศาสนานี้ก็คือฝ่ายพุทธนี้ มันก็ต้องการจะไม่ให้มีตัวกู เป็นของกู นี่คำนี้พูดหยาบคาย ฟังดูแล้วหยาบคายระคายหู แต่ก็จำเป็นต้องใช้คำอย่างนี้ เพื่อประหยัดเวลา ถ้าเรามีพระเจ้า เราเชื่อพระเจ้า เราก็ไม่มีตัวกูเพราะว่ามีพระเจ้า ต้องการจะเรียกเอาตัวเราหรือตัวกูนี้ ไปเป็นของพระเจ้าหมด คือมอบให้แก่พระเจ้าหมด ตัวเราก็ไม่มีเหลือสำหรับจะมีกิเลส สำหรับจะเห็นแก่ตัว มันไม่มีตัวกูสำหรับจะเห็นแก่ตัว ถ้ามีพระเจ้าจริงๆนะ ถ้าพวกฝ่ายโน้นอย่ามีพระเจ้ากันแต่ปาก ถ้าเขามีพระเจ้ากันจริงๆแล้ว เขาก็จะไม่มีตัวกูของกูเหมือนกัน เพราะยกให้พระเจ้าหมด ถวายพระเจ้าหมด ไปทำตามคำสั่งของพระเจ้าหมด แม้แต่จะต้องตายอย่างนี้เขาก็ถือว่าเป็นความประสงค์ของพระเจ้า เพราะฉะนั้นเขาไม่เป็นทุกข์ เขาไม่มีปัญหาเพราะความเจ็บไข้หรือความตาย เพราะเขายกให้พระเจ้าเสียแล้ว เขาก็ไม่มีปัญหาเรื่องเจ็บเรื่องตาย ก็ไม่มีตัวกู เพราะเขาเชื่อหรือถือพระเจ้า

        ส่วนชาวพุทธเรานี้ ก็ถือไม่มีตัวกูเพราะมองเห็นตามที่เป็นจริงว่า มันไม่มีตัวกู เมื่อจะเจ็บจะตายก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะว่ามันเป็นธรรมดาที่จะต้องเป็นอย่างนั้น ที่จะต้องเป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา หรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ไม่เป็นทุกข์เพราะความเจ็บหรือความตาย ถ้ามันเป็นพุทธบริษัทจริง มันก็ไม่เป็นทุกข์จริง ถ้ามันยังกลัวเจ็บ กลัวตาย ยังร้องโวยวายอยู่ มันก็ไม่เป็นพุทธบริษัท ยังไม่เห็นธรรมะจริง ยังไม่เข้าถึงพระเจ้าที่เป็นธรรมะจริง เดี๋ยวมันจะสู้พวกที่เขามีความเชื่อในพระเจ้า แล้วก็ไม่กลัวเจ็บกลัวตายไม่ได้ก็ได้นะ ระวังให้ดี

        เดี่ยวนี้เป็นอันว่า จะไม่มีตัวกูด้วยกันทั้งนั้น พวกหนึ่งไม่มีตัวกูเพราะยกให้พระเจ้าหมด พวกหนึ่งไม่มีตัวกูเพราะมองเห็นตามที่เป็นจริงว่า มันไม่มีตัวกู มันเหมือนกันตรงที่ไม่มีตัวกูสำหรับที่จะเป็นทุกข์ ฉะนั้นเราก็ควรจะไปด้วยกันไป คือแต่งงานด้วยกันได้ ไม่มีความทุกข์ ผัวจะเป็นคริสตัง เมียจะเป็นพุทธบริษัท มันก็ได้ ถ้ามันเข้าถึงธรรมะอันแท้จริงอย่างนี้ ขอให้ลองคิดกันในรูปนี้

        สิ่งสูงสุดสำหรับมนุษย์ ก็คือความไม่มีทุกข์เลย ทุกศาสนาต้องการให้ทุกคนได้รับสิ่งสูงสุด ก็คือความไม่มีทุกข์เลย ไม่อาจจะเป็นทุกข์เลย เหมือนกับได้ของวิเศษอะไรมาแล้วทำให้ไม่มีทุกข์เลย เราจะได้ของวิเศษนี้มาจากไหน ฝ่ายโน้นเขาจะถือว่า จากความเชื่อในพระเจ้า จากการมอบอะไรทั้งหมดให้พระเจ้า เราก็พูดได้ว่า เราก็ได้มาจากการที่เรารู้จักปล่อยวาง รู้จักธรรมะ รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง รู้จักธรรมะในข้อนี้แล้วจิตมันก็ปล่อยวาง มันก็ไม่มีทุกข์ เรียกว่าทุกฝ่ายไม่มีทุกข์ แม้ว่ามีวิธีที่จะปฏิบัติมันเดินกันคนละรูป แต่มันก็เป็นเพียงวิธีภายนอก เนื้อแท้ก็เหมือนกัน คือไม่มีตัวกู ต้องทำให้ถึงจุดที่ไม่มีตัวกูเสียก่อน ตรงนี้จะเหมือนกัน แล้วก็ไม่มีทุกข์  เอาตัวกูไปให้พระเจ้าเสียก็ได้ เอาตัวกูให้สลายทำลายไปเสีย เพราะเห็นว่าโดยแท้จริงมีแต่ธรรมชาติ มันไม่มีตัวกู อย่างนี้ก็ได้ ฉะนั้นเรามีวิธีที่จะทำให้หมดตัวกู แม้จะแตกต่างกันบ้างก็ไม่เป็นไร มันเหมือนกับกินยา ไม่ต้องกินยาอย่างเดียวกัน ขนานเดียวกันหมดทุกคน มันก็แก้โรคเดียวกันได้ เพราะมันมีอะไรที่เหมาะสำหรับบุคคลแต่ละคนอยู่แล้ว

        เราถือว่ามันต่างกันแต่เปลือกข้างนอก หรือจุดเริ่มต้น จุดตั้งต้น เพราะว่าเรามันเกิดมาต่างกัน ช่วยพิจารณาดูข้อนี้ ว่าเรามันเกิดมาต่างกัน โดยภูมิประเทศ เกิดประเทศที่ต่างกัน เกิดในยุคสมัยที่ต่างกัน เกิดในหมู่บุคคลทีมีวัฒนธรรมต่างกัน เช่นว่าพุทธศาสนาเกิดในประเทศอินเดีย ตั้ง 2500 ปีมาแล้ว ต่อมาราวๆ 500 ปี คริสต์ศาสนาจึงเกิด แล้วต่อมาอีกราวๆ 500 ปี ศาสนาอิสลามจึงเกิดต่างกันตั้งห้าร้อยๆ ปี แล้วเกิดในภูมิประเทศที่ต่างกัน ในหมู่บุคคลที่มันถือวัฒนธรรมต่างกัน คนอยู่ในประเทศไหน ก็ถือวัฒนธรรมของประเทศนั้น ได้รับความรู้ขั้นต้น ขั้นพื้นฐาน ในบ้านในเมือง มีขนบธรรมเนียมที่ต่างกัน ต่างกันอย่างยิ่งก็ในแง่ของความยึดถือ ยึดถือผีสางเทวดา มีความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นตัวเป็นพื้นฐานอย่างนั้นมาก่อน นี่ก็พวกหนึ่ง แล้วอีกพวกหนึ่งไม่ยึดถืออย่างนั้น นิยมสติปัญญา ถือเหตุผลเป็นหลัก นี่ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง เขาเรียกว่ามันมีรากฐานแห่งจิตใจต่างกันเสียแล้ว มันจึงต้องมีจุดตั้งต้นที่ต่างกัน เปรียบเหมือนกับคนหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือ คนหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ คนหนึ่งทางทิศตะวันอก คนหนึ่งทิศตะวันตกแล้วล้วนแต่จะเดินเข้ามาถึงจุดศูนย์กลางด้วยกันทั้งนั้น แล้วมันจะเดินเหมือนกันได้อย่างไร เพราะมันมาจากจุดที่ตั้งต้นต่างกัน มันก็ต้องแตกต่างกันบ้าง แต่เมื่อเดินมาถึงจุดศูนย์กลาง มันก็ต้องเหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเดินมาจากทิศตะวันออก ตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ฉะนั้นเราต้องให้อภัย เราต้องยินยอมให้สำหรับความแตกต่างกันในขั้นพิธีรีตอง ในขั้นที่เป็นจุดตั้งต้น หรือพิธีการ วิธีการ แล้วก็มาให้ได้ผลที่ว่า มันได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ มันรวมอยู่เป็นจุดกลางที่นั่น คือพอมาถึงนั้นแล้ว ไม่รู้จักเป็นทุกข์อะไรอีกต่อไป ไม่มีความทุกข์อะไรอีกต่อไป ทำอย่างไรๆ ก็ไม่มีความทุกข์ได้อีกต่อไป

        ที่จุดตรงนั้น พวกหนึ่งเขาจะเรียกชื่อว่า เมืองพระเจ้า ก็ตามใจเขาสิ เขาจะถือว่าบ้านพระเจ้า เมืองพระเจ้า เขาเข้าไปหาพระเจ้าไปอยู่กับพระเจ้าในเมืองพระเจ้า ทีนี้เราอยากจะเรียกจุดตรงนั้นว่าพระนิพพาน ก็ต้องตามใจเราบ้างสิ เมื่ออยากจะเรียกว่าพระนิพพานเราก็ควรจะเรียกได้ เอากันแต่ว่าที่ตรงนั้นมันไม่มีความทุกข์เลย เมื่อคนขึ้นมาถึงจุดที่ไม่มีความเห็นแก่ตัวแล้ว มันก็ไม่มีความทุกข์เลย มันก็เรียกว่า ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับด้วยกันทั้งนั้น แล้วเราจะไปดูถูกดูหมิ่นกันทำไม ให้มันเกิดการแตกแยก เป็นศัตรูกัน ในเมื่อมันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเกลียดชังกัน เป็นศัตรูกัน เพราะทุกคนมันก็ตะเกียกตะกายเพื่อจะให้ได้สิ่งที่สูงสุด ที่ดีที่สุดหรับมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้นแล้ว และศาสนาทุกศาสนาก็มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกันนี้

        ที่เขานิยมแบ่งกัน ให้เห็นชัดๆหน่อย เขาแบ่งกันอย่างนี้ เรียกพวกที่หนึ่งว่าปัญญาธิกะ พวกนี้อาศัยสติปัญญาเป็นเบื้องหน้าที่จะสำเร็จประโยชน์ในการไปถึงจุดนั้นได้ ด้วยอำนาจของปัญญา พวกนี้เรียกว่าปัญญาธิกะ ทีนี้พวกถัดไป เรียกว่า วิริยาธิกะ นี่อาศัยกำลังจิตเป็นเบื้องหน้า เขาไม่อาศัยปัญญา เขาอาศัยกำลังจิตเป็นเบื้องหน้า พวกที่สาม เรียกว่า ศรัทธาธิกะ พวกนี้อาศัยศรัทธา (ความเชื่อ) เป็นเบื้องหน้า

        จะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นพวกหนึ่งก็อาศัยสติปัญญา คิดแก้ไขด้วยสติปัญญา ให้ปลง ให้วางอะไรทำนองนั้น โดยอาศัยการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยปัญญาดับทุกข์ได้ ทีนี้อีกพวกถัดไป เขาทำอย่างนั้นไม่ได้ เขาก็ใช้กำลังจิต เขามีวิธีฝึกฝนอบรมจิตให้จิตเข้มเข็ง ให้รู้สึกไม่เป็นทุกข์ได้ เขามีวิธีบังคับจิตให้เข้มแข็ง ไม่ให้มีความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ให้มีความรู้สึกที่เฉยได้ ที่ปกติได้ ไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้เป็นพวกที่ใช้กำลังจิต เรียกว่า วิริยาธิกะ ทีนี้อีกพวกหนึ่งเขาทำสองอย่างแรกไม่ได้ เขาก็ทำตามวิธีของเขา คือมีศรัทธา เขามีความเชื่ออย่างสูงสุดในพระเจ้า มีความเชื่อในพระเจ้าดีกว่า เขาเห็นว่าความทุกข์นี้ เป็นการเรียกร้องของพระเจ้า เป็นความต้องการของพระเจ้า แม้แต่ความตายก็เถอะ อย่าว่าแต่ความทุกข์ความเจ็บปวดเลย ความเจ็บก็ดี ความตายก็ดี ที่มาถึงเรานี้ มันเป็นความประสงค์ของพระเจ้า เขามีความเชื่ออย่างนี้ เด็ดขาด เต็มที เขากลับยินดีเสียอีกเพราะเขารักพระเจ้า เขาบูชาพระเจ้า เมื่อเป็นความประสงค์ของพระเจ้าเขาก็ดีใจ ไม่เป็นทุกข์เพราะความเจ็บหรือความไข้ เขาอาศัยศรัทธา อย่างนี้ก็ขจัดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ได้ นี่ก็เรียกว่าพวกที่อาศัยศรัทธาเป็นเบื้องหน้า

        ทีนี้เมื่อต่างคนต่างมีวิธีของตัว ทำให้จิตไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ก็ได้สิ ควรจะถือว่ามันได้ด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าคนสามพวกนี้จะมาพบกันเข้า มันควรจะทะเลาะกันไหม ควรจะดูถูกดูหมิ่นกันไหม มันควรจะเป็นเพื่อนกันมากกว่า ข้อที่ว่าแม้เราจะมีวิธีต่างกัน แต่เราก็สามารถทำให้ได้รับผลอย่างเดียวกัน ฟังแล้วมันก็ไม่น่าเชื่อ แล้วเราก็เข้าข้างตัวเองเสมอ เพราะเรามันถูกอบรมสั่งสอนมาแต่ในทางของปัญญา เราไม่สามารถจะฝึกฝนจิตให้เข้มแข็ง บังคับความรู้สึกเด็ดขาด ไม่รู้สึกเป็นทุกข์เลย เราก็ไม่สามารถ หรือว่าเราไม่สามารถจะมีความศรัทธามีอะไรชนิดนั้น เราไม่มีศรัทธาในพระเจ้า เพราะเราไม่ได้รับการสั่งสอนมาอย่างนั้น ดังนั้นศรัทธาในสิ่งนั้นก็ไม่มี ก็ไม่อาจจะดับทุกข์ได้ด้วยอำนาจของศรัทธา เรามีศรัทธาชนิดอื่นเป็นเบื้องต้นเป็นส่วนประกอบของเรื่องปัญญา มันไม่เข้มแข็งเหมือนพวกที่มีศรัทธาแข็งกล้า เชื่อจนความคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คิดได้เพียงอย่างเดียวว่า นี่เป็นความต้องการของพระเจ้า แล้วเขาก็ไม่เป็นทุกข์

        ทีนี้สมมติว่า คนหนึ่งถือศรัทธาเป็นเบื้องหน้า เช่นถือคริสเตียน และคนหนึ่งถือพุทธเป็นเบื้องหน้า ถือปัญญา แล้วเขาจะแต่งงานเป็นผัวเมียกัน มันจะอยู่ด้วยกันได้ไหม ถ้ามันโง่มัวแต่จะเอาเปลือกนอกมาวัดกัน มันก็อยู่กันไม่ได้ แต่ถ้ามันเอาข้างในเนื้อแท้มาเปรียบเทียบกัน มันก็อยู่ด้วยกันได้ เพราะมันอยู่ด้วยจิตใจชนิดที่ไม่เป็นทุกข์ได้ด้วยกัน นี่ประโยชน์ของการทำความเข้าใจกันในระหว่างศาสนา มันจะช่วยให้มนุษย์อยู่กันอย่างปกติสุขอย่างนี้ แม้ในเรื่องของจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องสูงสุด ส่วนเรื่องข้างนอก เรื่องสังคม เรื่องทำมาหากิน เรื่องอยู่อย่างโลกๆ นี้ มันก็ได้ ทำความเข้าใจในระหว่างศาสนาแล้ว ก็ไม่ต้องมีการกระทบกระทั่งอะไร อย่างเดี๋ยวนี้เราชอบพูดกันสั้นๆ ง่ายกันทั่วไปว่า ทุกศาสนาต้องการให้ทำดี ถ้าถือแต่เพียงเท่านั้นมันก็หมดปัญญา ทำให้มันดีแล้วก็ไม่มีปัญหา

        แต่เดี๋ยวนี้เราไปไกลถึงกับว่า แม้ในทางจิตใจที่จะไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ก็ยอมรับว่าเรามีวิธีต่างกัน โดยหลักเบื้อต้นมันต่างกัน แล้วก็ไปหาจุดปลายด้วยกัน คือมีจิตใจที่ปราศจากตัวกู แล้วก็ไม่เป็นทุกข์

        ทีนี้เราดูกันข้อสุดท้าย ว่าเราในโลกนี้ เท่าที่มันเป็นอยู่ในเวลานี้ มันแก้ไม่ได้เสียแล้ว มันช่วยไม่ได้เสียแล้ว ที่จะไม่ให้ถือศาสนาต่างกัน ในโลกปัจจุบันนี้ทำไม่ได้แล้ว ที่จะให้มีแต่เพียงศาสนาเดียว ต้องมีถือศาสนาต่างกัน ทีนี้เราก็ทำให้มันเป็นศาสนาเดียวกันโดยหัวใจ โดยเนื้อใน โดยดวงวิญญาณ ให้ทุกศาสนามันเป็นศาสนาเดียวกัน คือเป็นวิธีการที่จะทำจิตใจให้ปราศจากความเห็นแก่ตัว ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ก็ไม่เกิดความทุกข์ใดๆได้ มันเหมือนกันได้อย่างนี้ มันก็เท่ากับว่าเราทำให้ทุกศาสนาที่มีอยู่ในโลกนี้มีหัวใจเป็นอันเดียวกัน หรือทำให้ศาสนาเป็นศาสนาเดียวกัน

        อาตมาพูดเรื่องนี้ให้หัวข้อว่าไม่มีศาสนา อย่าเอาเปลือกนอกเป็นหลัก เช่นเดียวกับน้ำ เอาน้ำคลองมากลั่นมันก็ได้น้ำกลั่น เอาน้ำฝนมากลั่นมันก็ได้น้ำกลั่น เอาน้ำปัสสาวะมากลั่นมันก็ได้น้ำกลั่น เอาน้ำครำใต้ถุนมากลั่นมันก็ได้น้ำกลั่น คือเอาน้ำอะไรมากลั่น ในที่สุดมันก็ได้น้ำกลั่นทั้งนั้น และน้ำกลั่นนั้นมันต้องเหมือนกันไปหมด ฉะนั้นเราทำน้ำทุกชนิดให้เป็นน้ำเดียวกัน โดยข้างในน้ำมันมีน้ำกลั่น

        ทำศาสนาทุกศาสนาให้เป็นศาสนาเดียวกัน โดยที่ดับทุกข์ด้วยความไม่เห็นแก่ตัวกู ศาสนาไหนที่มีอยู่ในเวลานี้ ในโลกนี้ ที่สอนไม่ให้เห็นแก่ตัวแล้วมีน้ำกลั่นทั้งนั้น คือมีเนื้อแท้ของการที่จะดับทุกข์ได้ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไปสอนให้มีกิเลสมีตัวกู ไม่ต้องเอามารวม เราไม่เรียกว่าศาสนาด้วย จะวางกฎตายตัวลงไปว่าถ้าสอนให้เห็นแก่ตัวแล้วไม่ใช่ศาสนา ต้องสอนทำลายความเห็นแก่ตัวแล้วก็เป็นศาสนา เอามาทำเป็นศาสนาเดียวกันได้ แม้ว่าจะมีพิธีการที่ต่างกัน เหมือนกับน้ำทุกน้ำเอามากลั่นแล้วได้น้ำกลั่น แม้จะใช้เครื่องกลั่นคนละอย่างก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเครื่องกลั่นน้ำมีหลายแบบ เอาแบบไหนมาก็ได้ กลั่นน้ำอะไรก็ได้ แล้วก็ออกมาเป็นน้ำกลั่น นั่นก็น้ำเดียวกัน

        นี่เราใช้วิธีที่ฉลาดปรองดองกัน ให้ทุกคนเอาหัวใจเนื้อแท้ของศาสนาของตนๆ มากองลงเป็นเดิมพันเพื่อจะเปรียบเทียบกัน แล้วมันก็จะเข้ากันได้ทุกศาสนา มันเข้ากันได้ มันก็เป็นผลดีแก่มนุษย์ในระหว่างชาติก็ดี ภายในชาติก็ดี ในระหว่างญาติก็ดี ในระหว่างบุคคลก็ดี แม้ในระหว่างผัวเมียก็ดี ให้เขามีความเข้าใจกันได้เกี่ยวกับศาสนา ก็ไม่ความทุกข์เลย

        เดี๋ยวนี้เรามันจะต้องต่างกัน เพราะมันไปสอนให้ถือศาสนาต่างกัน หรือถือวัฒนธรรมต่างกัน มันไม่เหมาะที่จะรับวิธีของศาสนาบางศาสนา มันเหมาะเพียงแต่จะรับวิธีของบางศาสนา คือศาสนาที่เราถืออยู่ อีกทีหนึ่งเราก็ถูกโลกบีบคั้นในทางการเมือง ให้มนุษย์บางกลุ่มถูกบังคับให้ถือศาสนา เช่นว่า ตามที่เขาเชื่อกัน ศาสนาอิสลามเข้ามาในอินเดีย ก็เปลี่ยนให้ประชาชนที่ถือศาสนาฮินดูอยู่ก่อนนั้นเปลี่ยนมาถือศาสนาอิสลามก็มาก หรือหมู่เกาะนี่ ชวา สุมาตรา แหลมมลายูนี่ ก่อนนี้ถือพุทธ เพิ่งเปลี่ยนมาถือศาสนาอิสลาม เพราะเมื่ออิสลามเข้ามาชนะบีบบังคับให้ถือศาสนาอิสลาม อย่างนี้มันก็ต้องถือนะ ไม่ถือมันตาย ทีนี้มันเกิดศาสนาที่ต่างกันเพราะเหตุนี้ มันช่วยไม่ได้ ข้อนี้มันแก้ไม่ได้ เพราะโลกมันต้องเป็นอย่างนี้

        สรุปความว่า โลกนี้มันต้องมีศาสนาหลายศาสนา โดยรูปแบบ เพราะต่างพวกต่างก็ถือ และถ้าปัญหามันเกิดขึ้นเนื่องจากศาสนาแล้ว เราอาจจะแก้ได้ โดยทำให้เข้าเป็นศาสนาเดียวกันโดยหัวใจ โดยใจความ ด้วยวิธีอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างย่อๆ และเราจะได้ศึกษารายละเดียวของศาสนาอื่นให้เข้าใจ จนเห็นว่ามันเข้ากันได้ทุกๆ ศาสนา

        แต่อย่าลืมว่า เดี๋ยวนี้พวกเราไม่เข้าใจแม้แต่ศาสนาของตนๆเอง ชาวพุทธยังไม่เข้าใจศาสนาพุทธ พูดอย่างนี้จะว่าอย่างไร มันจะดูถูกกันมากไปหรือ อาตมาพูดว่า แม้แต่ชาวพุทธมันก็ยังไม่เข้าใจหัวใจของศาสนาพุทธ ในเมื่อชาวคริสต์ หรือชาวมุสลิม เขายังไม่เข้าใจถึงหัวใจของศาสนาของเขาบ้าง มันก็ควรจะได้รับอภัย แล้วเราไม่ทะเลาะกันเพราะเหตุนี้ มาชวนกันใหม่ ทุกคนมาเข้าใจถึงหัวใจของศาสนาของตนๆ แล้วเอาสิ่งนั้นมาเปรียบเทียบกัน มันก็จะไปด้วยกันได้ คือความไม่เห็นแก่ตัว

        ศาสนาที่เป็นศาสนาแท้ๆ จะทำลายความเห็นแก่ตน ให้ไปเห็นแก่สิ่งอื่น แก่พระเจ้าก็ได้ แก่ธรรมะก็ได้ มันก็เลยหมดปัญหาที่ว่า เรามันภายนอกถือศาสนาต่างกัน แต่ภายในเราถือศาสนาเดียวกัน คือไม่มีความทุกข์เลย ดับทุกข์ได้หมดด้วยความไม่เห็นแก่ตัว ใครจะอาศัยปัญญาก็ได้ ใครจะอาศัยการบังคับจิตก็ได้ ใครจะอาศัยความเชื่อก็ได้ ถ้ามันทำลายความเห็นแก่ตัวได้ก็ใช้ได้ด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าใครถือศาสนาของตนจริง มันก็เท่ากับถือศาสนาอื่นด้วย เดียวนี้จะไม่ยอมกระมัง ที่นั่งอยู่ที่นี่คงจะไม่ยอม คืออาตมาจะพูดว่าถ้าเป็นพุทธจริงมันก็เป็นคริสต์ด้วย ถ้าเป็นคริสต์จริงมันก็เป็นพุทธด้วย หมายความว่าถ้าเป็นคริสต์จริง มันต้องไม่มีความเห็นแก่ตัว มันก็เป็นพุทธด้วย ถ้าเป็นพุทธจริง มันไม่มีความเห็นแก่ตัว มันก็ต้องเป็นคริสต์ด้วย

        คนที่มีปัญญาเขาพูดกันอย่างนี้แล้ว ไม่ใช่อาตมาเป็นคนพูดคนแรก คนที่มีปัญญาในโลก เขาพูดกันมาอย่างนี้แล้ว เช่น มหาตมะคานธีเป็นต้น ถ้าเป็นพุทธจริง ก็เป็นคริสต์จริงโดยอัตโนมัติไม่ต้องไปรับถือหรอก คือมันไม่มีความเห็นแก่ตัว มันปฏิบัติเห็นแก่ผู้อื่น เข้ากันได้ เป็นคริสต์ที่ดีได้ ฉะนั้นขอให้จำไว้เถอะว่า ถ้าเราเป็นพุทธจริง เราก็จะเป็นศาสนาอื่นที่ดีที่จริงได้ด้วยเหมือนกัน คือทำลายความเห็นแก่ตัว หมดความเห็นแก่ตัว ไม่ยึดถือตัวได้

        เมื่อพระฝรั่งมาใหม่ๆ มาเมืองไทย มาที่นี่ใหม่ๆ เขาแสดงท่าเหมือนกับอวดหรืออะไรก็ไม่ทราบ ว่าดูสิ ฉันเป็นฝรั่งแล้วจะมาถือพุทธ บวชเหลืองอ๋อยมาอย่างนี้  อาตมาบอกมันบ้า ถ้าคุณเป็นคริสต์จริง คุณก็ไม่ต้องมาบวชเป็นพุทธ  นี่เพราะถ้าคริสต์จริงมันก็ทำลายความเห็นแก่ตัว คุณก็ไม่ต้องมาถือพุทธ ไม่ต้องมาเปลี่ยนศาสนาให้เสียเวลา เขาโกรธ แล้วเขาด่าอาตมา นี่มันอย่างนี้ ฉะนั้นถ้าเราเป็นพุทธจริงก็ใช้ได้ เราเป็นคริสต์จริงก็ใช้ได้ ถ้าเราเป็นมุสลิมจริงก็ใช้ได้

        เรามุ่งหมายทำลายความเห็นแก่ตัว เพียงข้อเดียวเท่านั้นแหละ จะทำให้ทุกศาสนาเข้ากันได้ จะเป็นไปในลักษณะที่รวมกันได้ เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเราเห็นแก่ตัว เราก็เป็นกู มึงก็เป็นมึง กูก็เป็นกู เราเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันไม่ได้ ฉะนั้นเราจะทำลายความเห็นแก่ตัวกู เราก็เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นได้

        เรื่องราวในวันนี้ เป็นการบรรยายครั้งแรก เป็นการปรารภเรื่องทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ได้แสดงให้เห็นประโยชน์ของการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ เห็นความเป็นศาสนาเดียวกันโดยใจความ แล้วเราก็รักกันได้ทั้งโลก ไม่มีใครที่จะถือมึงถือกู มันก็อยู่เป็นผาสุก ไม่ต้องมีสงครามศาสนา ไม่ต้องอาศัยศาสนาเป็นเครื่องแบกแยกดินแดน หรือว่าทำอะไรต่างๆให้มันยุ่ง ประโยชน์มีอย่างมหาศาล หวังว่าท่านทั้งหลายคงไม่เห็นว่าเป็นการเสียเวลาเปล่าที่เราจะมาพูดกันถึงเรื่องการเปรียบเทียบกันระหว่างศาสนา แล้วฟังดูคล้ายๆ กับว่าอาตมาสอนคริสต์ศาสนาเสียแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นแต่เพียงบอกให้มองเห็นธรรมะ หรือธรรมะแท้ ที่มีอยู่ในศาสนาไหนก็ได้ คือความไม่เห็นแก่ตัวเท่านั้นเอง การบรรยายครั้งแรกนี้เป็นเพียงการปรารภเริ่ม การบรรยายที่จะมีต่อไปด้วยเรื่องความเข้าใจกันระหว่างศาสนา อาตมาขอยุติการบรรยายด้วยความสมควรแก่เวลาในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้

(คัดจาก พุทธคริสต์ ในทัศนะท่านพุทธทาส

(ใจความแห่งคริสตธรรมเท่าที่พุทธบริษัทควรทราบ)

หน้า 1-32)

 

 

 

Hello world!

7 เม.ย.

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can always preview any post or edit it before you share it to the world.