ประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คริสเตียน

19 ก.ย.

บทเรียนพระคัมภีร์

ประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คริสเตียน

(The Gospel for Christian)

โดยบรรพต เวชกามา

(ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)

หวันที่ 19 เมษายน 2011 เวลา 10:50 น.


ถ้าเราจะแบ่งคนในโลกนี้ตามพระคำของพระเจ้า เราอาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

คนที่ยังไม่หลุดพ้น

คนที่หลุดพ้นแล้ว

คำว่า หลุดพ้น คริสเตียนทั่วไปใช้ว่า รอด แต่ในบทเรียนนี้จะไม่ใช้คำนี้ เพราะเป็นภาษาเฉพาะกลุ่ม คนไทยทั่วไปไม่เข้าใจ จึงขออนุญาตใช้คำว่า หลุดพ้น เพราะคนไทยทั่วไปเข้าใจ และอยากจะ หลุดพ้น

อย่างไรก็ตาม คนที่ยังไม่หลุดพ้น คือคนที่นับถือศาสนา (ที่พึ่งตนเองเพื่อจะหลุดพ้น) ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม จะเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลาม หรือศาสนาอื่นๆ ก็ตาม ต่างก็ยังไม่หลุดพ้นทั้งนั้น

ปัญหาของมนุษย์คือไม่รู้จักความหลุดพ้นของพระเจ้า

เหตุที่คนนับถือศาสนาเหล่านี้ยังไม่หลุดพ้น เพราะเขาไม่รู้จัก ความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เขาจึงสร้างความหลุดพ้นของตนเองขึ้นมา ความหลุดพ้นของผู้ที่นับถือศาสนาเหล่านั้นคือ การพึ่งตนเอง การทำความดี การประพฤติปฏิบัติตามหลักของศาสนา เพื่อตัวเองจะได้หลุดพ้น

ในกรณีนับถือศาสนาพุทธ ก็จะพยายามดับกิเลสตัณหาด้วยตนเอง ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ รักษาศีลห้า ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ทำผิดศีลห้า

ในกรณีถือศาสนาคริสต์ ก็จะพยายามละเว้นความชั่วกระทำความดี ทำตามคำสอนของพระเจ้าด้วยตนเอง คือช่วยพระเจ้า ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้า เพราะเข้าใจว่า การกระทำของพระเจ้า ในพระเยซู นั้นไม่เพียงพอจะต้องช่วยพระองค์

ในกรณีนับถือศาสนาอื่นๆ ก็จะกระทำตามคำสอนเหล่านั้นด้วยตนเอง (ขอย้ำว่า “ด้วยตนเอง”) เพื่อจะได้รับความหลุดพ้น

การทำความหลุดพ้นด้วยตนเองนี้ เรียกว่า ไม่รู้จักความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า อยู่นอกความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า และคิดว่าตัวเองมี ศักยภาพ พอที่จะทำความหลุดพ้นได้ จึงได้สร้างความหลุดพ้นของตนเองขึ้นมา

เหมือนกับพวกยิวที่ “ไม่รู้จักความหลุดพ้น (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า ความชอบธรรม”) ของพระเจ้า และได้สร้างความหลุดพ้นของตนเองขึ้นมา” (รม 10:3) และเหมือนกับ คริสเตียน ที่ไม่รู้จักความหลุดพ้นโดยพระคุณพระเจ้า 3 ขั้นตอน ซึ่งได้แก่การถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่ง หรือที่เรียกว่า เราอยู่ในพระเยซู” (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า ความชอบธรรม=Justification) การถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่สองที่เรียกว่า พระเยซูอยู่ในเรา” (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า การชำระให้บริสุทธิ์”=Sanctification) และการจะเข้าสู่สง่าราศีของพระเจ้า” รับร่างกายใหม่ในความหลุดพ้นขั้นที่สาม (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า เข้าส่วนในพระสิริของพระเจ้า”=Glorification)

เหตุที่มนุษย์ไม่สามารถหลุดพ้นได้ด้วยตนเอง

ตามความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ไม่มี ศักยภาพ” (Potential) พอที่จะหลุดพ้นได้ด้วยตนเอง เพราะมนุษย์มีธรรมชาติที่อ่อนแอ พูดตามคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธก็บอกว่า มนุษย์มีกิเลส ราคะตัณหา” (คือรัก=ราคะ โลภ=โลภะ โกรธ=โทสะ หลง=โมหะ) จึงไม่มีศักยภาพพอที่จะทำดี หรือทำตามหลัก ศีลธรรม ที่ศาสนาบัญญัติไว้ได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ตลอดเวลาและตลอดไป

แม้แต่ศีล 5 ข้อ มนุษย์ก็ไม่สามารถรักษาได้อย่างครบถ้วนตลอดเวลา และตลอดไปได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะพ่ายแพ้แก่กิเลส ราคะ ตัณหา (ภาษาของคริสเตียนคือ บาปกำเนิด”=original) ที่ฝังอยู่ในร่างกายจิตใจของตนเอง

ถ้าจะพูดตามภาษาเฉพาะของคริสเตียนก็คือ มนุษย์เป็นคนบาป เกิดขึ้นมาก็เป็นคนบาปทันที โดยไม่ต้องทำผิด หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติหรือศีลธรรมแต่อย่างใด (ซึ่งก็คือ มีกิเลส ราคะ ตัณหานั่นเอง) มนุษย์เห็นแก่ตัว อยากเป็นใหญ่กว่าพระเจ้า และคนทั้งปวง เป็นศัตรูกับพระเจ้า มีธรรมชาติที่อ่อนแอ (อยู่ในวัฏฏะจักรแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย) ไม่สามารถทำตามบทบัญญัติ หรือคำสั่งสอนของพระเจ้าพอที่จะหลุดพ้นได้ (ข้อย้ำว่า ไม่สามารถทำตามศีลห้า และศีลอื่นๆ ตามคำสั่งสอนของศาสนาพอที่จะหลุดพ้นได้)

พระธรรมมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำความหลุดพ้นให้กับทุกคน

ดังนั้นพระเจ้าจึงได้อวตาร (Incarnation) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งก็คือ พระเยซูคริสต์เจ้า ผู้เป็นพระธรรม (หรือ โลกอส Logos=พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า พระวาทะ”)

คำว่า พระธรรมในภาษาไทย (ที่มาจากภาษาบาลี) มีความหมายว่า ธรรมชาติกฎธรรมชาติหน้าที่ตามธรรมชาติผลที่เกิดจากการทำหน้าที่ตามธรรมชาติ และ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

พระธรรมนี่แหละที่มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อทำความหลุดพ้นให้กับมนุษย์ทุกคน ตามที่ยอห์น 1:14 กล่าวไว้ว่า พระธรรมได้มาเกิดเป็นมนุษย์ และทรงอยู่ท่ามกลางเรา และเราทั้งหลายได้เห็นสง่าราศีของพระองค์ คือสง่าราศีอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง

การมาเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์เจ้า (ผู้เป็นพระธรรม) นี้ พระองค์ไม่ได้มาเป็น ศาสดาของศาสนาคริสต์ ไม่ได้มาสั่งสอนให้คนทำดีเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าเหมือนโมเสส หรือไม่ได้มาเป็น ครู ผู้ชี้ทางหลุดพ้นให้กับมนุษย์เหมือนกับ พระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาของพุทธศาสนา และศาสดาของศาสนาอื่นๆ

แต่พระองค์มาเป็น ผู้ทำแทน โดยมาเป็นเครื่องบูชาไถ่โทษบาป มาเป็นผู้รับความผิดบาปของโลกไป ตามที่กล่าวไว้ใน ยอห์น 1:29 ว่า วันรุ่งขึ้นเมื่อยอห์นผู้ทำพิธีมุดน้ำ เห็นพระเยซูกำลังเดินมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า จงดูพระผู้เป็นลูกแกะของพระเจ้า (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลเป็นภาษาเฉพาะของตนเองว่า พระเมษโปดกของพระเจ้า”) ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย

จากพระคำข้อนี้ เราจะเห็นว่า พระองค์มาเพื่อจะรับความผิดบาปของโลกไป นอกจากนี้พระองค์ยังมาเป็นผู้ทำแทนมนุษย์ทุกคน สิ่งใดที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทำ และมนุษย์ไม่สามารถทำได้ เพราะมีธรรมชาติที่อ่อนแอ เป็นคนที่มีกิเลส ราคะ ตัณหา หรือเป็นคนบาป พระองค์ได้ทำแทนแล้ว

ศีลธรรม (ศีล 5 ศีล 10 ฯลฯ) พระองค์ทำตามแล้วอย่างครบถ้วน ไม่มีข้อบกพร่องแม้แต่อย่างใด บทบัญญัติต่างๆของโมเสส (รวมทั้งของพระพุทธองค์และของศาสดาองค์อื่นๆด้วย) พระองค์ได้ทำตามอย่างครบถ้วน ดังที่พระองค์ตรัสว่า อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะเลิกล้างหนังสือธรรมบัญญัติและคำของศาสดาพยากรณ์ เรามิได้มาเพื่อจะเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ(มธ 5:17)

มนุษย์หลุดพ้นได้ด้วยการกระทำของพระเจ้า

เพราะฉะนั้นการที่มนุษย์จะหลุดพ้น จึงไม่ได้อยู่ที่การกระทำของเขาเอง แต่อยู่ที่การกระทำของพระเจ้า ในพระเยซู” (อฟ 1:3-14) และตามที่เปาโลกล่าวไว้ว่า ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายหลุดพ้นนั้นก็หลุดพ้นโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความหลุดพ้นนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (อฟ 2:8-9)

ดังนั้นใครก็ตามที่ทำความความหลุดพ้นด้วยตนเอง ก็แสดงว่ายังไม่ได้อยู่ในความหลุดพ้นของพระเจ้า ไม่ว่าคุณจะเรียกตนเองว่าเป็นคริสเตียน หรือคริสตัง หรือนับถือศาสนาอะไรก็ตาม ถ้าคุณทำความหลุดพ้นด้วยตัวของคุณเอง โดยการประพฤติดี รักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไปโบสถ์เพื่อร่วมประชุมนมัสการพระเจ้าทุกวันอาทิตย์ โดยถือว่าการกระทำของคุณนั้นเป็นความดี เป็นสิ่งที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย และคุณจะได้รับความหลุดพ้น ถ้าคุณคิดเช่นนั้นแสดงว่า คุณทำความหลุดพ้นด้วยตนเอง ยังไม่ได้อยู่ในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า

เป็นคริสเตียนแล้วทำอะไรก็ได้หรือ

ทางที่ถูกต้อง คุณต้องยอม อยู่ในพระเยซู เมื่อคุณอยู่ในพระเยซูแล้ว คุณจะได้รับความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ คุณไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำดี รักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เพื่อร่วมประชุมนมัสการพระเจ้า

เพราะแม้ว่าคุณทำสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่เกิดความหลุดพ้นขึ้นแต่อย่างใด เพราะการกระทำเช่นนั้น ไม่ใช่หนทางหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เป็นความหลุดพ้นของคุณเอง ซึ่งพระเจ้าเห็นว่า ไร้ค่า

บางคนอาจจะถามว่า เชื่อพระเจ้าเป็นคริสเตียนได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องทำดีใดๆหรือ? ทำอะไรก็ได้หรือ? คำตอบมีสองอย่างคือ ใช่

ดังที่เปาโลกล่าวว่า ข้าพเจ้าทำสิ่งสารพัดได้ ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ทำได้นั้นจะมีประโยชน์ ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใดเลย(1 คร 6:12)

อิสรภาพในพระเจ้ามีมากมายขนาดนั้น คือเมื่อหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจาแล้ว ก็ทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำทุกสิ่งตามใจของตนเอง เพราะเราไม่ได้เป็นนายของตนเอง แต่พระเจ้าเป็นนายของเรา และคำตอบอีกอย่างคือ ไมใช่

ถ้าคุณถามเช่นนั้น ก็แสดงว่า คุณโง่แล้ว คุณจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ดังที่เปาโลกล่าวว่า ถ้าเข่นนั้น(ในเมื่อเราหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว) เราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป (คือทำอะไรไรก็ได้ตามกิเลส ราคะ ตัณหา) เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือเมื่อถามเช่นนี้แล้ว เปาโลก็กล่าวต่อไปว่าอย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย (คือทำเช่นนั้นก็ได้ แต่อย่าทำเลย) พวกเราที่ตายต่อบาปแล้ว(ในพระเยซู)จะมีชีวิตในบาป (กิเลส ราคะ ตัณหา) ต่อไปอย่างไรได้(รม 6:1-2)

การดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่สอง

เราอย่าลืมว่า เมื่อเราถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าในขั้นที่หนึ่ง (เราอยู่ในพระเยซู=Justification) แล้ว เราก็จะถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าขั้นที่สอง (พระเยซูอยู่ในเรา=Sanctification) ในการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่สองนี้ เราไม่ได้อยู่เพียงลำพังหรืออยู่เดียวดาย หรือเราไม่ได้พึ่งตนเอง หรือทำความหลุดพ้นเอง ดังที่คริสเตียนหลายคนเข้าใจผิด และพยายามที่จะประพฤติดี ทำดี เพื่อช่วยพระเจ้า เพื่อความหลุดพ้นจะได้สมบูรณ์ ไม่ใช่เช่นนั้น

แต่การดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าในขั้นที่สองนี้ เรามี อำนาจของพระเจ้า” (the power of God)อยู่กับเรา เราไม่ได้อยู่เดียวดาย หรืออยู่เพียงลำพัง แต่เรามีอำนาจของพระเจ้าอยู่ด้วย อำนาจของพระเจ้านั้นคือ พระธรรม(ซึ่งพระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า พระวิญญาณ”) มาอยู่กับเรา อยู่ในเรา

และพระธรรมนี้แหละจะเป็นผู้ที่ช่วยเรา และนำพาให้เราประพฤติดี ทำดี การทำดีหรือประพฤติดีโดยพระคุณของพระเจ้าในความหลุดพ้นขั้นที่สอง (พระเยซูอยู่ในเรา=Sanctification) นี้ไม่ได้ต้องการความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าขั้นที่หนึ่ง (เราอยู่ในพระเยซู=Justification) เพราะเราทำไม่ได้ เราเป็นคนบาป (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) มีธรรมชาติที่อ่อนแอ และการทำความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่งนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่เป็นหน้าที่ของพระเจ้า และพระองค์ได้ทำแล้วในพระเยซู เรามีหน้าที่เพียงแต่ยอมรับเอาความหลุดพ้นบาปขั้นที่หนึ่งที่พระองค์ทำแทนแล้วนั้น มาเป็นของเรา ซึ่งเป็นการยากมาก เพราะมนุษย์ไม่ยากทำเชนนั้น เขาถือว่ามันง่ายเกินไป คริสเตียนหลายคนไม่อยากสอน ไม่กล้าสอน เพราะกลัวว่า คนจะทำบาป และไม่ยอมทำความดี

ความหลุดพ้นโดยพระคุณมีอยู่ในบารมีของพระเจ้า

ความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าทั้งสามขั้นตอน (ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น) นี้แหละคือ บารมีของพระเจ้า(พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า ข่าวประเสริฐ”) ไม่มีอยู่ในศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ (ที่เป็นเพียงรูปแบบของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตก) หรือศาสนาอื่นๆ แต่มีอยู่ในพระเยซู

ถ้าเราเพียงแต่เป็น คริสเตียน ที่นับถือศาสนาคริสต์ (นิกายไหนก็ได้) โดยพึ่งตนเองเพื่อจะได้รับความหลุดพ้น ทำดี ทำตามคำสั่งสอนของพระเจ้า ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ก็แสดงว่า เรายังไม่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เรายัง อยู่นอกพระเยซู ยังไม่ได้ อยู่ในพระเยซู

เราจะอยู่ในพระเยซูก็ต่อเมื่อเราละทิ้ง ตัวกูของกู(พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า เอาชนะตนเอง) แล้วแบกกางเขนตามพระองค์ไป (มก 8:34) นั่นก็คือ เรายอมทิ้งตัวของเรา ยอมรับว่าเราเป็นคนอ่อนแอ มีธรรมชาติบาป (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) แล้วรับเอาการกระทำของพระเยซูทุกอย่างมาเป็นของเรา เมื่อนั้นเราจะ อยู่ในพระเยซู และเมื่อนั้น เราได้รับความหลุดพ้นแล้ว (ในขั้นที่หนึ่ง และกำลังดำเนินอยู่ในขั้นที่สอง)โดยพระคุณของพระเจ้า

ศาสนาคริสต์กับบารมีของพระเจ้าไม่เหมือนกัน

โดยทั่วไปแล้ว คริสเตียน มักจะเข้าใจว่า ศาสนาคริสต์(รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักรตะวันตก) เป็นเรื่องเดียวกับ บารมีของพระเจ้า(เหมือนกับชาวยิวเข้าใจว่ารูปแบบของศาสนายิว เป็นเรื่องเดียวกับบารมีของพระเจ้า) ซึ่งไม่เป็นความจริง

เมื่อออกไปประกาศกับคนที่ยังไม่มีความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคนไทยที่นับถือ พุทธศาสนา ก็จะพยายามยัดเยียด ศาสนาคริสต์ ให้กับคนไทยไปพร้อมกับ บารมีของพระเจ้าด้วย ซึ่งคนไทยจะยอมรับ (ทั้งสองอย่างพร้อมกัน) ยาก เพราะคนไทยคิดและเข้าใจว่า ศาสนาของเขาดีอยู่แล้ว และศาสนาไหนก็สอนให้คนเป็นคนดี

จนมีบางคนถามพวกเราว่า เชื่อพระเยซู โดยไม่ต้องนับถือศาสนาคริสต์ได้ไหม ซึ่งเราก็บอกว่า ได้ เชื่อพระเยซูโดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาก็ได้ และก็มีหลายคนเชื่อพระเยซูได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า โดยไม่เป็นคริสเตียนด้วย

(ซึ่งตรงกันข้ามกับหลายคนที่เป็น คริสเตียน แต่ไม่ยอมรับความหลุดพ้นของพระเจ้า แสดงว่าคนนั้นยังไม่หลุดพ้น และยังอยู่นอกพระเยซู แม้ว่าจะเรียกตนเองว่าเป็นคริสเตียนก็ตาม)

คริสเตียนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ และจะบอกว่า ไม่ได้ ที่บอกว่าไม่ได้ เพราะคิดว่า ศาสนาคริสต์ และ บารมีของพระเจ้า เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งความจริงแล้ว เป็นคนละเรื่องกัน เหมือนกับพวกยิวที่คิดว่า “ศาสนายูดาย” และ “บารมีของพระเจ้า” เป็นเรื่องเดียวกัน แต่เปาโลได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ ว่า “รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี” ของยิว ไม่ใช่บารมีของพระเจ้า และไม่เกี่ยวข้องกัน ชาวต่างชาติเชื่อในบารมีของพระเจ้าโดยไม่ต้อง เข้าจารีตนับถือศาสนายูดาย

คนที่เป็นคริสเตียนที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่ทำความหลุดพ้นด้วยตนเอง ก็ไม่ต่างจากคนที่นับถือศาสนายูดาย ศาสนาพุทธ ฯลฯ แต่อย่างใด เพราะเขาไม่ยอมอยู่ในความหลุดพ้นของพระเจ้า เขายังอยู่นอกพระคริสต์

ดังที่เปาโลกล่าวว่า ผู้ที่ปรารถนาอยากหลุดพ้น (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า เป็นคนชอบธรรม”)โดยธรรมบัญญัติ เขาก็ขาดจากพระคริสต์ และหล่นพ้นไปจากพระคุณไปเสียแล้ว(กท 5:4)

การประกาศบารมีของพระเจ้าให้แก่คริสเตียนมีความจำเป็น

ดังนั้น การประกาศบารมีของพระเจ้านั้น จึงไม่จำเป็นจะต้องประกาศกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ เท่านั้น แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประกาศกับ คริสเตียน ที่ไม่เข้าใจ และไม่ยอมอยู่ในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าด้วย ใครก็ตามที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน (หรือคริสตัง) ที่พึ่งตนเอง เพื่อจะได้รับความหลุดพ้นนี้ น่าสงสารมาก เพราะเขาเป็นพวกที่ ใกล้เกลือกินด่าง อยู่กับพระคุณของพระเจ้าแท้ๆ แต่กลับมองไม่เห็น

เหมือนกับพวกยิว ที่มองไม่เห็น และไม่เชื่อว่า พระเยซูเป็น พระสัญญา ของพระเจ้า เป็นความหลุดพ้นของเขา ไม่ใช่เขาไม่เชื่อเท่านั้น เขายังพยายามที่จะทำลายล้าง ตามประหัตถ์ประหารคนที่เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูด้วย ดังที่เราจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรกๆ

มีคริสเตียนจำนวนมากทำความดีเพื่อจะได้รับความหลุดพ้น

จากประสบการณ์ของข้าพเจ้าในการเป็นคริสเตียน ไม่น้อยกว่า 50 ปี เห็นว่า มีคริสเตียน (ที่เป็นคนไทยที่มีพื้นฐานมาจากศาสนาพุทธ) จำนวนไม่น้อยที่พึ่งตนเองเพื่อจะหลุดพ้น ทำความหลุดพ้นด้วยการประพฤติดี ทั้งนี้เพราะไม่เข้าใจความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า 3 ขั้นตอน

เมื่อไปอ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยที่แปลไม่ชัดเจน ว่าจะต้องประพฤติเพื่อจะได้รับความหลุดพ้นที่ว่า เหตุฉะนี้พวกที่รักของข้าพเจ้า เมื่อท่านเชื่อฟังทุกเวลาฉันใด ท่านทั้งหลายจงอุตส่าห์ประพฤติ เพื่อให้ได้ความหลุดพ้นด้วยความเกรงกลัวและตัวสั่นฉันนั้น มิใช่เฉพาะเมื่อข้าพเจ้าอยู่กับท่านเท่านั้น แต่จงยิ่งประพฤติให้มากข้นในเมื่อข้าพเจ้าไม่อยู่ด้วย(ฟป 2:12)

เมื่ออ่านเช่นนี้แล้ว ก็ยิ่งต้องพึ่งตนเองมากยิ่งขึ้นเพื่อจะได้รับความหลุดพ้น ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด และเป็นการไม่ถูกต้อง เปาโลบอกให้ประพฤติในหนังสือฟิลิปปีนี้ ไม่ใช่ประพฤติในขั้นที่หนึ่ง แต่เป็นขั้นที่สอง ซึ่งจำเป็นจะต้องประพฤติ เพราะได้รับความหลุดพ้นแล้ว ไม่ใช่ประพฤติเพื่อจะได้รับความหลุดพ้นในขั้นหนึ่ง

ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่สำคัญ ที่คริสเตียนไทยไม่เข้าใจ และจะถกเถียงกับข้าพเจ้า กล่าวหาว่าข้าพเจ้าสอนผิดอยู่เป็นประจำ แม้แต่ในทุกวันนี้ ก็ยังกล่าวหาว่า ข้าพเจ้าสอนผิด สอนให้คนทำอะไรก็ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เราทำอะไรก็ได้ เหมือนเปาโลกล่าวไว้ แต่ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะมีประโยชน์ และทำให้เราเจริญขึ้น

คริสเตียนที่หลุดพ้นแล้วจะต้องประกาศบารมีพระเจ้าให้แก่คริสเตียนที่ยังไม่หลุดพ้น

คริสเตียนที่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า 3 ขั้นตอน จะต้องถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องประกาศ บารมีของพระเจ้าให้กับคริสเตียนที่ยังไม่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เหมือนกับ ชาวยิว(ที่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว) ที่ได้ประกาศบารมีของพระเจ้าให้ชาวยิว (ที่ยังไม่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า)

ปัญหายุ่งยากเกิดขึ้นกับชาวยิว ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ฉันใด ปัญหายุ่งยากก็จะเกิดกับ คริสเตียน(ที่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว) ฉันนั้น เรื่องนี้ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเป็นความจริง เพราะคริสเตียน (ที่ยังไม่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า) จะมีใจแข็งกระด้าง จะไม่ยอมเชื่อง่ายๆ ว่า เขาจะต้องยอมอยู่ในพระเยซู และยอมเชื่อพึ่งอาศัยในพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น เขาไม่มีหน้าที่ที่จะทำความหลุดพ้นเลย เขามีหน้าที่อย่างเดียวเท่านั้น คือ ยอม เชื่อพึ่งอาศัยในพระคุณของพระเจ้า

เพราะเปาโลกล่าวไว้ว่า ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายหลุดพ้น (ในขั้นที่หนึ่ง=พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า รอด”)นั้นก็หลุดพ้นโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้” (อฟ 2:8)

หนทางหลุดพ้นมีทางเดียวเท่านั้นคือพระคุณของพระเจ้า

ถ้าคริสเตียนยอมอยู่ในพระเยซู ยอมรับว่าหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น การประพฤติดี ไม่ใช่เพื่อจะได้รับความหลุดพ้นเพิ่มขึ้น หรือเป็นคนดีเพิ่มขึ้น การประพฤติดีนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองพระคุณของพระเจ้า เพราะได้รับความหลุดพ้นแล้ว

ถ้าคริสเตียนทุกคนเข้าใจเช่นนี้ และยอมทำเช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะประกาศ บารมีพระเจ้า ให้แก่คริสเตียน แต่จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า ยังมีคริสเตียนอีกจำนวนมาก ที่ยังไม่หลุดพ้น ยังงมโข่งอยู่กับการพึ่งตนเอง ยังช่วยพระเจ้า ยังทำดีเพื่อจะได้รับความหลุดพ้นอยู่

ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะประกาศ และบอกคริสเตียนเหล่านั้นว่า หยุดพึ่งตนเองได้แล้ว กลับมาพึ่งในพระคุณของพระเจ้าเถิด แม้ว่าคุณจะทำดีขนาดไหนก็ตาม จะไม่ได้รับความหลุดพ้นหรอก เพราะไม่ใช่หนทาง หนทางคือพึ่งในพระคุณของพระเจ้า ซึ่งเป็น “บารมีของพระเจ้า” ในพระเยซูคริสต์เจ้า

19 เมษายน 54

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2012 เวลา 15:00 น.

 

 

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: