Archive | มิถุนายน, 2012

พระเจ้าเรียกคุณนะ

1 มิ.ย.

 

พระเจ้าเรียกคุณนะ

พระเจ้าองค์ไหนล่ะ

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเปลี่ยนศาสนาไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเป็นคริสเตียนไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องนับถือศาสนาคริสต์ไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วได้รับความหลุดพ้นจากบาปกรรม

เชื่อพระเจ้าแล้วได้เป็นลูกของพระองค์ คือเป็นคนบุญในร่างของคนบาป

เชื่อพระเจ้าแล้วได้รับการคืนดีกับพระเจ้า มีความสุขในพระองค์

เชื่อพระเจ้าแล้วได้เข้าสู่นิพพาน

 

พระเจ้าเรียกคุณนะ

พระเจ้าองค์ไหนล่ะ

คุณผู้อ่านที่รักและเคารพ (คุณจะเป็นใคร อยู่ในวัยไหน เพศอะไร หรืออยู่ในฐานะอะไรก็ตาม) ได้โปรด! อย่าเพิ่งวางบทความนี้ลง ขอให้อ่านก่อนนะ ไม่มากนักหรอก เราอยากจะบอกคุณว่า พระเจ้าเรียกคุณนะ คุณคงมีคำถามว่า “พระเจ้าองค์ไหนล่ะ พระเจ้าในศาสนาไหน” พระเจ้าในศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม หรือศาสนายูดาย ฯลฯ” คุณอาจจะมีคำถามอีกว่า “เอ๊ะ ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้านี่ พระเจ้ามีแต่ในศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนายูดาย ฯลฯ ไม่ใช่หรือ?” คำตอบก็คือ ในศาสนาพุทธก็มีพระเจ้าเหมือนกัน แต่เรียกว่า “พระธรรม” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ตถาคต” (หมายถึงพระองค์เอง) จะเกิดหรือไม่เกิดก็ตาม พระธรรมมีอยู่แล้ว และพระธรรมนั่นแหละคือพระเจ้า พระองค์เป็นพระเจ้าในศาสนาเหล่านี้นี่แหละ พระองค์เป็นพระเจ้าองค์เดียว เป็นพระเจ้าที่ใช้คนเป็นรูปแบบ(Model)ในการอธิบายพระองค์ พระองค์เคยสำแดงกับมนุษย์แล้วในหลายสถานการณ์ พระองค์เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวล โลกนี้และจักรวาลเกิดขึ้นจากการทรงสร้างของพระองค์ มนุษย์เราก็มาจากการทรงสร้างของพระเจ้าด้วย ถ้าจะพูดในแง่ของพระพุทธศาสนาก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจาก “พระธรรม” ที่ว่าพระองค์เป็น “กฎธรรมชาติ” กฎธรรมชาติเป็นผู้กำหนด และเป็นผู้สร้างไว้ กฎธรรมชาตินี้เป็นพระเจ้าที่ไม่เป็นบุคคล แต่พระเจ้าผู้เป็นบุคคลเป็นผู้ที่สร้างกฎธรรมชาตินั้นขึ้นมา

พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์

พระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นมา ตอนแรกมนุษย์ปราศจาก กิเลศ-ตัณหา (ยังไม่มี ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ) ซึ่งบางที่เรียกว่าบาปกรรมหรือเวรกรรม ตอนนั้นมนุษย์เป็นเพื่อนกับพระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง ในการสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ไม่ได้สร้างให้เขาเป็นเหมือนตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์ แต่พระองค์ให้เขามีอิสระ เสรีภาพที่จะเลือกพึ่งพาในพระองค์หรือพึ่งพาในตัวเอง โดยพระองค์มีเงื่อนไขกับเขาว่า ภายในสวนสวรรค์ที่พระองค์มอบให้แก่เขานั้น มี“ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว”ต้นหนึ่ง พระองค์ห้ามไม่ให้เขากิน ถ้าเขาฝ่าฝืนวันใด เขาจะต้องตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ เขาจะกลายเป็นศัตรูกับพระเจ้า และขาดจากความสัมพันธ์อันดีกับพระองค์ เขาจะมีบาปกรรม เวรกรรม (กิเลส ราคะ ตัณหา) ติดตัวไปชั่วลูกชั่วหลาน (ปฐมกาล 2:15-16) 

มนุษย์แยกทางจากพระเจ้า

มนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น (ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา) ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ กินผลไม้นั้น เขาจึงกลายเป็นศัตรูกับพระเจ้า และพบกับความตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ มีบาปกรรม เวรกรรมในเนื้อหนังร่างกาย ตั้งแต่นั้นมามนุษย์จึงตกอยู่ภายใต้กิเลส-ตัณหา (มีราคะ โลภะ โทสะ โมหะ) เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ยึดตัวเองเป็นที่พึ่ง ยึดตัวเองเป็นใหญ่ ยึดว่ามีตัวกู-ของกู ไม่ยอมกลับไปพึ่งพระองค์ผู้ทรงสร้างเขามาแต่แรก

วันเวลาล่วงเลยผ่านมา ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ห่างเหินออกไปทุกที แต่จิตสำนึกของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ยังโหยหา และแสวงหาพระเจ้า เราจะเห็นได้จากการที่มนุษย์พยายามสร้างพระเจ้าขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปเคารพ (ที่เป็นรูปมนุษย์หรือรูปสัตว์) หรือเทพเจ้า เทวดาอารักษ์ หรือบางที่ก็เรียกว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” สิ่งเหล่านี้แหละสะท้อนให้เห็นว่าจิตสำนึกของมนุษย์ยังต้องการพระเจ้าและแสวงหาพระองค์อยู่ 

พระเจ้าเตรียมแผนการที่จะให้มนุษย์คืนดีกับพระองค์

ส่วนพระเจ้าองค์แท้จริงที่ภาษาบาลีเรียกพระองค์ว่าพระธรรม และภาษาฮีบรูเรียกพระองค์ว่า “พระเยโฮวาห์” ที่เป็นผู้สร้าง “กฎธรรมชาติ” เป็นผู้ที่สร้างมนุษย์มานั้น พระองค์ไม่เคยลืมมนุษย์ พระองค์ยังรักและเป็นห่วงเขา หาทางที่จะนำเขาให้หันกลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระองค์ได้เรียกชายคนหนึ่งคือ “อับราฮัม” (เป็นต้นตระกูลแห่งชนชาติอิสราเอล) และทำพันธสัญญากับเขาว่าพระองค์จะให้มีผู้มาเกิดในเผ่าพันธุ์ของเขา และผู้นั้นจะผู้มาตายไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์ชาติ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอล ได้มีคำทำนายเอาไว้ว่า พระเจ้าจะให้มีผู้ลงมาเกิดเพื่อไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์ในชนชาติของเขา ภาษากรีกเรียกผู้นั้นว่า “พระคริสต์” (Christ) ภาษาฮีบรูเรียกว่า “มาซีอาห์” (Messiah) ภาษาบาลีเรียกว่า “พระศรีอาริย์ เมตไตรย” ส่วนภาษาสันสกฤตว่า เมตไตรยา (Mettraiya)

คำทำนายผญาภาษิตอีสานเกี่ยวกับพระศรีอาริย์

ในพระพุทธศาสนานั้น ขณะนี้อยู่ใน “ภัทรกัป” มีพระพุทธเจ้าอยู่ 5 พระองค์ คือ พระกุกุสันโธ พระโกณา คมโน พระกัสสโป พระโคตโม ทั้งสามพระองค์นั้นผ่านไปแล้ว ในปัจจุบันนี้อยู่ในสมัยของพระโคตโม หรือ “พระโคดม” เป็นปีที่อยู่ในระยะกึ่งพุทธกาล คือ 2500 ปี และกำลังรอคอยผู้ที่จะมาไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์คือ “พระศรีอาริยเมตตรัยโย” เกี่ยวกับการมาตรัสหรือมาเกิดของพระองค์นั้น มีคำผญา-ภาษิตอีสานว่า เมื่อพระศรีอาริย์มาถึงแล้วจะเป็นดังต่อไปนี้

-ถนนหนทางสิเป็นตาหมากหาบ แผ่นดินสิฮาบคือหน้ากลองชัย (หมากหาบ=ตาราง, ฮาบ=ราบ) (ความหมายคือทุกคนจะเท่าเทียมกัน)

-ม้าสิโป่งเขา เสาสิออกดอก (ม้าโป่งเขา=ม้ามีเขา) (ม้ามีเขาคือ มอเตอร์ไซด์ เสาออกดอกคือ เสาไฟฟ้า มีไฟเวลากลางคืน) 

-คนขี้ไฮ้สิได้เกิดเป็นดี ขี้ซีสิเซาเป็นกระบองไต้ ไง้นำกกเสา ไฟลุกพรึบ (คนขี้ไฮ้=คนไม่ดี คนบาป,ขี้ซี=น้ำมันยางนา,เซา=หยุด เลิก, กระบองไต้=คบเพลิง,ไง้=เปิด,กกเสา=ต้นเสา) (ความหมายคือ ทุกข์ไม่ดี คนบาป คนยากคนจน จะได้เป็นคนดี ขี้ไต้จะไม่นำมาใช้งานอีก เวลาเราเปิดปลั๊กไฟที่เสาไฟ ไฟก็จะลุกขึ้น)

-สงฆ์สิเป็นผู้ฮ้ายขายฮูปฮอยพระองค์ สงฆ์บ่มีวินัยไพร่เมืองบ่ยำย้าน มีแต่มหานั่นแหล่วสิล่อหลอกกินกัน เอาสวรรค์มาขายหลอกคนให้หลงเซ่อ ไผละเมอนำคำเว้าของมหาสิถืกหลอก เขาสิบอกให้เจ้าเอาเงินให้แก่เขา (ฮูปฮอย=รูปภาพ,บ่ยำย้าน=ไม่เกรงกลัว,คำเว้า=คำพูด,ถืก=ถูก)

-พระศรีอาริย์มาแล้วคนสิหน่ายแหนงซัง มวลคณาแนวเซื้อสหายเกลอรังเกียจ บังเบียดเจ้าซังแท้ผู้เดียว พระบาทเจ้าใจซื่อถือศีล ยินดีกับฝูงชนหมู่แหนแสนตื้อ ไผดึงดื้อหัวแข็งตาบอด เจ้าสิจอดแอ้งแม้งตายแท้แน่นอน (แนวเชื้อ=เชื้อสาย) 

-พระศรีอาริย์มาแล้วหัวดำสิออกก่อน หัวด่อนสินำหลัง(ดูภาพนายก และร.ม.ต.มหาดไทยจะเห็นภาพได้) ไผมีหูจงฟังแล้วฮิ่นตรองเอาไว้ ในตอนนั้นคนหัวขาวแข้วหล่อน เขาสิห้อยอ้อนต้อนนำก้นหนุ่มสาว ฟังดี ๆ เด้อเจ้าชาวโลกโลกา พระศรีอาริย์ลงมาเมื่อเถิงเวลานั้น (หัวด่อน=หัวขาวหรือผมหงอก,ฮิ่นตรอง=พิจารณา,แข้วหล่อน=ฟันหัก)

-ฮอดบ่อนบั้น สมัยเกิ่งศาสนาพุทธ มนุษย์ในแดนดินสิป่วงวินเป็นบ้า อันว่าโลกากว้างเกิดสงครามม้างมุ่น ไผมีบุญจั่งสิพ้อ เห็นหน้าพระศรีฯ (เกิ่ง=กึ่ง,ป่วงวิน=งุนงุง) 

-นับแต่สองพันห้า เทวดาองค์ใหม่ ยาฮากไม้กินได้กะบ่ดี (ยากฮากไม้=ยาสมุนไพรที่ทำจากรากไม้) 

-เมื่อฮอดสองพันห้า โลกาสิไหวหวั่น โลกสิปี้น เมืองบ้านสิหล่มหลวง อันว่าโลกากว้าง สิมีภัยทุกหนแห่ง เพิ่นแสดงไว้แล้ว เป็นจริงแท้แน่นอน (ปิ้น= พลิกคว่ำ,หล่มหลวง=ล่มสลาย)

-เมื่อฮอดสองพันห้าเขิงคำสิมาฮ่อน ไผผู้เหลืออยู่ค้างได้ไปแท้สู่นิพพาน ฟังดี ๆ เด้อท่านผู้ถือศาสนาพุทธ ผู้มาฉุดมาดึงแม่นพระศรีอารยิ์เจ้า ขอให้ชาวไทยเชื้อทั้งหลายให้คิดฮ่ำ คันเขิงคำฮ่อนเจ้าได้ไปแท้สู่นิพพาน (เขิง=ภาชนะที่ร่อนรำที่ได้จากการตำข้าว,คำ มีความหมาย2 อย่างคือ พระคำ หรือธรรมะ และ ทองคำ,ฮ่อน=ร่อน,) 

-เมื่อฮอดสองพันห้าเพิ่นสิมาโลกลุ่ม สิมาตุ้มพี่น้องเข้าสามฮ่มโพธิ์ศรี ไผผู้มีใจคดสิบ่เห็นพระองค์เจ้า ไผผู้มีใจแจ้งถือศีลทุกเช้าค่ำ ยึดถือคำเพิ่นไว้ได้ไปแท้สู่ฮ่มโพธิ์” 

พระเจ้ามาไถ่โทษแทนมนุษย์

พระเจ้าผู้ที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ ที่เรียกชื่อกันไปต่างๆกันนี้ พระองค์จะต้องมาเพื่อตายไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์ ฉะนั้นจึงมีคำถามว่า “ทำไมต้องมีการตายไถ่โทษบาป” คำตอบก็คือ เพราะว่ามนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แยกทางจากพระองค์ เป็นศัตรูกับพระองค์ มีบาปกรรม (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) เป็นหนี้ต่อพระองค์ เขาจะต้องใช้หนี้ด้วยความตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ เมื่อเป็นหนี้แล้วต้องใช้หนี้ ไม่ใช้หนี้ไม่ได้ เพราะไม่เป็นการยุติธรรม มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถที่จะตายไถ่โทษบาปได้ ในสมัยโบราณพระเจ้าให้ใช้แกะเป็นสัญลักษณ์ของการไถ่โทษบาป ต่อมาพระเจ้าจึงได้แบ่งภาค หรืออวตาร (Incarnation) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะตายไถ่โทษบาปแทนมนุษย์ทุกคน พระเจ้าเป็นเจ้าหนี้ มนุษย์เป็นลูกหนี้ จะต้องใช้หนี้ความตายต่อพระเจ้า พระองค์ไม่ประสงค์จะให้มนุษย์ทุกคนต้องตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ พระองค์จึงได้ลงมาตายแทนเขา จากพระธรรมผู้ที่เป็นพระเจ้า และเป็นผู้สร้างนั้น ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ คือ “พระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์” (เรียกแบบกรีกว่า “พระเยซูคริสต์” เรียกแบบยิวว่า “พระเยซูมาไซอะ”) พระองค์ตายบนกางเขน มนุษย์เป็นผู้ประหารชีวิตของพระองค์ฝ่ายร่างกาย แต่พระเจ้าเป็นผู้ปรับโทษพระองค์ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ การตายของพระองค์จึงเป็นการตายใช้หนี้บาปกรรมของมวลมนุษย์ชาติ เมื่อพระเจ้าปรับโทษบาปกรรมของมนุษย์ในพระเยซูแล้ว พระองค์ก็ปลดปล่อยมวลมนุษย์ให้เป็นไท มนุษย์ทุกคนที่ “อยู่ในพระเยซู” จะเป็นคนบาปที่ไม่มีค่าของความบาปอีกต่อไป เพราะหนี้ที่มีอยู่นั้นได้รับการใช้หนี้แล้ว การกระทำของพระเจ้า “ในพระเยซู” นี้เรียกว่าพระคุณ (คือสิ่งที่เราไม่สมควรจะได้รับ)

ถามว่า “ค่าของความบาปของมนุษย์หายไปไหน” ตอบว่า “ค่าของบาปหรือการเป็นหนี้บาปได้รับการใช้หนี้แล้วโดยการตายของพระเยซู” (ผู้เป็นพระมาไซอะของชาวยิว เป็นพระคริสต์ของชาวกรีก และเป็นพระศรีอาริย์ของชาวไทย) ดังนั้น คนที่เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูจึงเป็น“คนบุญในร่างของคนบาป” คือยังเป็นคนที่อยู่ในร่างกายเดิม แต่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว คือเปลี่ยนแปลงค่านิยม เปลี่ยนแปลงที่พึ่งใหม่ แต่เดิมนั้นพึ่งในตนเอง แต่เมื่อเชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้าแล้ว เขาได้พึ่งในพระองค์ เขาได้ละทิ้งตัวกู-ของกู และยอมแบกกางเขนตามพระองค์ไป (ลูกา 9:23)

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเปลี่ยนศาสนาไหม?

คุณอาจจะถามว่า “แล้วผม (ฉัน) จะคืนดีกับพระเจ้าองค์นี้ได้อย่างไร” คำตอบก็คือ “เชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้า โดยยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี มีกิเลส-ตัณหา (มีราคะ โลภะ โทสะ โมหะ) ซึ่งก็คือเป็นคนมีบาปกรรม เป็นศัตรูกับพระเจ้า” เพราะว่า “ถ้าคุณจะรับด้วยปากของคุณว่า พระเยซูเป็นพระเจ้า และเชื่อใจจิตใจของคุณว่า พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย คุณจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหาต่างๆ ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่การเป็นคนบุญ (ไม่มีค่าจ้างของความบาปอีก) และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา ต่างๆ ” (โรม 10:9-10) คุณอาจจะมีคำถามต่อไปว่า “เชื่อในพระเยซูแล้ว เป็นการเข้าจารีตนับถือศาสนาคริสต์ไหม” คำตอบก็คือ “ไม่…คุณไม่ต้องนับถือศาสนาคริสต์” คุณยังเป็นคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ อยู่ในวัฒนธรรมของศาสนาพุทธเหมือนเดิม แต่คุณมอบจิตใจให้แก่พระเจ้า สวดอ้อนวอน (พูดกับพระเจ้า) ขอให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ แล้วคุณจะเป็นของพระองค์ หลุดพ้นจากบาปกรรม เวรกรรมต่างๆ มีความสัมพันธ์กับพระองค์ เป็นสหายของพระองค์อีกเหมือนบรรพบุรุษของเรา

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเป็นคริสเตียนไหม?

การเชื่อในพระเจ้านี้ คุณไม่จำเป็นต้องเป็น “คริสเตียน” หรือ “นับถือศาสนาคริสต์” และไม่ต้องไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ด้วย คุณยังเป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธ อยู่ในวัฒนธรรมของศาสนาพุทธเหมือนเดิม แต่เป็น “พุทธใหม่” คุณยังสามารถทำบุญ ตักบาตรให้พระสงฆ์ได้เหมือนเดิม แต่คุณต้องบอกตัวเอง (หรือบอกกับพระสงฆ์นั้น) ว่า ที่คุณทำบุญทำทาน ตักบาตรนั้น คุณไม่ได้ต้องการบุญ แต่เพราะคุณได้บุญแล้ว คุณได้เป็นคนที่ไม่มีค่าจ้างของความบาปอีกแล้ว คุณเป็นพุทธใหม่ เพราะว่าพุทธเก่านั้น การจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา หรือบาปกรรมต่างๆ คุณต้องหลุดพ้นด้วยตัวเอง ทำด้วยตัวเอง คุณก็รู้ว่า คุณไม่มีความสามารถที่จะทำตามพอที่จะหลุดพ้นได้ แต่พุทธใหม่นี้ คุณจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา บาปกรรมต่างๆนานาด้วยบารมีของพระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์ เมื่อคุณเป็นพุทธใหม่แล้ว คุณต้องศึกษาพระคัมภีร์ อ่านพระคัมภีร์ ถ้าอ่านไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่อง คุณต้องหาทางไปพบกับคนที่รู้เรื่อง ที่ไม่พยายามบังคับให้คุณเป็นคริสเตียน (คุณอาจจะเขียนอีเมล์ไปถามที่ banpote1947@gmail.com) แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก เพราะถ้าคุณอ่านพระคัมภีร์ไปเรื่อยๆ พระเจ้าผู้มีฤทธิ์อำนาจนั้นจะเปิดตาเปิดใจของคุณให้รู้เรื่องได้เอง

พระเจ้าเข้ามาอยู่ในจิตใจคุณแล้วหรือยัง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณได้ยินเสียงของพระองค์ที่เรียกร้องอยู่ในจิตใจของคุณหรือยัง ถ้ายัง ลองคิดทบทวนอีกที อย่าลืมสวดอ้อนวอน (พูดกับพระองค์) ขอให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ สารภาพต่อพระองค์ว่า คุณเป็นคนที่มีกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือเป็นคนมีบาปกรรม เป็นศัตรูกับพระเจ้า แล้วพระองค์จะอภัยบาปกรรมเหล่านั้นให้กับคุณ ตามที่พระองค์กล่าวไว้ในพระคำของพระองค์ว่า “ถ้าใครก็ตามสารภาพบาปกรรมของเขา พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม จะทรงชำระล้างเขาให้พ้นจากบาปกรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9)

เชื่อพระเจ้าแล้วได้รับความหลุดพ้น

อย่าลืมว่า ถ้าคุณได้ยินเสียงของพระเจ้าแล้ว และยอมรับพระองค์ ยอมให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ แสดงว่าคุณเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นคนที่มีชีวิตใหม่แล้ว คุณได้กลับไปมีความสัมพันธ์กับพระองค์ดังเดิมเหมือนบรรพบุรุษของเรา ดังที่พระองค์กล่าวไว้ในพระคำของพระองค์ว่า “ใครก็ตามที่ต้อนรับพระองค์ เชื่อพึ่งอาศัยในนามของพระองค์ พระองค์ก็จะมอบสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้าได้ ซึ่งฐานะนั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้เกิดจากเลือดเนื้อ หรือกาม หรือความประสงค์ของมนุษย์ แต่เกิดจากพระเจ้า” (ยอห์น 1:12-13) นอกจากจะได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว คุณยังได้หลุดพ้นบาปกรรมต่างๆนานา หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด หลุดพ้นจากความทุกข์ที่สุมหัวใจของคุณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลุดพ้นจากการถูกลงโทษจากการทำผิดศีลห้า หลุดพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ผูกมัด กักขังหัวใจของคุณ นั่นก็หมายความว่าค่าของความบาปได้รับการใช้หนี้แล้ว กิเลศ ราคะ ตัณหาของคุณได้รับการดับลงโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว บัดนี้ได้คุณได้เข้าสู่นิพพานแล้ว คือกิเลส ราคะ ตัณหาจะไม่เผาผลาญคุณอีกต่อไป

เป็นยังไงล่ะ เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณยังจะลังเลอะไรอีกล่ะ เมื่อได้ยินเสียงของพระเจ้าแล้ว ก็ให้รีบเปิดใจให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ ยอมสารภาพว่าคุณเป็นคนที่มีกิเลศ ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือเป็นคนที่มีบาปกรรมนั่นแหละ เมื่อคุณทำเช่นนี้ คุณก็จะกลายเป็น “คนบุญในร่างของคนบาป” ไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมล่ะ พระเจ้าเรียกคุณแล้ว เปิดใจให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณเถอะ อย่าลังเลเลย ถ้าคุณยังสวดอ้อนวอน (พูดกับพระเจ้า) ไม่เป็น ลองสวดตามตัวอย่างต่อไปนี้ก็ได้นะ 

ตัวอย่างของคำสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า

“สาธุ สาธุ สาธุ พระเจ้า ผู้เป็นพระธรรม พระองค์เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์เป็นผู้สร้างโลกนี้ขึ้นมา ลูกนี้เป็นคนที่มีความทุกข์ระทมขมใจ มีกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือเป็นคนที่มีบาปกรรม ลูกไม่สามารถหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวของลูกเอง ไม่ว่าลูกจะพยายามทำตามคำสอน รักษาศีลห้า ลูกก็ไม่สามารถทำตามให้ครบถ้วนได้ ดังนั้นลูกจึงขอพึ่งพระองค์ ขอให้พระองค์อภัยโทษ อภัยในบาปกรรมของลูกที่เกิดขึ้น ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจในทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ด้วยเถิด ลูกอ้อนวอนขอในนามของพระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์ สาธุ”

นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คุณได้เป็นลูกชาย-หญิงของพระเจ้าแล้ว “เป็นคนบุญในร่างของคนบาป” เป็นคนที่มีพระธรรมของพระเจ้าเข้ามาอยู่ในจิตใจ ดีไหมล่ะ คุณไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องไปโบสถ์ ไม่ต้องออกบวช ไม่ต้องพยายามรักษาศีลห้า ไม่ต้องทำบุญเพื่อจะได้ความหลุดพ้น คุณก็มีพระธรรมของพระเจ้ามาอยู่ในจิตใจของคุณได้ อย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเพราะพระเจ้า พระองค์เป็นผู้กระทำ ไม่ใช่คุณเป็นผู้กระทำ คุณเพียงแต่ “รับด้วยปากของคุณว่า พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจของคุณว่าพระเจ้าได้บันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย คุณก็จะหลุดพ้น จากกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งเป็นความบาปต่างๆ นั้น ด้วยว่า ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่การเป็นคนบุญ และการยอมรับความจริงของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความหลุดพ้น” (รม 10:9-10) ดีไหมล่ะ ง่ายกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ 

ตั้งแต่นี้ไป คุณได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว มีความสัมพันธ์กับพระองค์แล้ว หลุดพ้นจากบาปกรรม เวรกรรมทุกอย่างแล้ว มีชีวิตใหม่แล้ว อย่าลืมว่าคุณสามารถติดต่อกับพระองค์ได้เสมอ ถ้าคุณมีปัญหาหนักอกหนักใจอะไร ก็ให้สวดอ้อนวอน (พูดกับพระองค์) ต่อพระองค์ได้ทุกเวลา แล้วพระองค์ก็จะตอบสนองคำขอของคุณตามใจของพระองค์

 

โฆษณา