คริเสตียนกับการฉลองวันคริสต์มาส

25 ธ.ค.

บทเรียนพระคัมภีร์
คริสเตียนกับการฉลองวันคริสต์มาส
(Contextualization)
เขียน โดย…บรรพต เวชกามา
(ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจ อุดรธานี)
วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2012 เวลา 16:10 น.
คริสเตียนกับการฉลองวันคริสต์มาส
การฉลองวันคริสต์มาสนั้น คริสเตียนทั่วโลกรับเอา รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักรตะวันตกมาแบบเต็ม ๆ ทั้ง ๆ ที่รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ ไม่ได้เป็นของคริสตจักรตั้งแต่แรก แต่เป็นของ “คนนอกศาสนา” (pagan) ที่คริสตจักรให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualizatin กล่าวคือ ยอมรับเอาวัฒนธรรมท้องถิ่น มาเป็นของคริสตจักร
ความจริงแล้ว วันคริสต์มาส เป็นวันเกิดของพระเยซูคริสต์เจ้า ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ว่า พระองค์เกิดในสมัยที่จักรพรรดิซีซ่าร์ ออกัสตัส แห่งอาณาจักรโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็ขานรับนโยบายนั้น (ลก 2:1-2)
อย่างไรก็ตาม ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูเกิดวันหรือเดือนอะไร นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะเขาถือว่าจักรพรรดิเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์
แต่คริสเตียนที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนมาเชื่อในพระเจ้า ที่เคยถูกบังคับให้ทำการฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ในวันที่ 25 ธันวาคม ตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 นั้น ได้หันมาฉลองการเกิดของพระเยซูแทน เริ่มในปี ค.ศ. 330 คริสเตียนจึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ดังนั้น การฉลองวันคริสต์มาส ในวันที่ 25 ธันวาคม จึงไม่ใช่วันเกิดที่แท้จริงของพระเยซู แต่เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของพวกนอกศาสนา (pagan) ที่ฉลองเนื่องด้วยดวงอาทิตย์อยู่ไกลจากเส้นศูนย์สูตรของโลกมากที่สุดในช่วงฤดูหนาว แล้วนำเอาความหมายใหม่ใส่เข้าไป แท้จริงแล้ว พระเยซูน่าจะเกิดในเดือนกันยายน หรือเดือนตุลาคมมากกว่า
อย่างไรก็ตาม วันคริสต์มาสเป็นวันฉลองวันเกิดของพระเยซู ที่มาจากรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนนอกศาสนา ซึ่งเราสามารถที่จะนำรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นอื่น ๆ มาเป็นรูปแบบของการฉลองวันเกิดของพระองค์ได้อีก
คริสเตียนกับต้นคริสต์มาส
ประวัติความเป็นมาของต้นคริสต์มาส ซึ่งเป็นต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยดวงไฟหลากสีสัน ตามที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 8 เมื่อนักบุญบอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ท่านได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเพื่อเป็นเครื่องสังเวยบูชาเทพเจ้าที่ใต้ต้นโอ๊ก
เมื่อโค่นต้นโอ๊กลงก็ได้พบต้นสนเล็ก ๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊กนั้น ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า “ต้นพระคริสต์กุมาร” ต่อมามาร์ติน ลูเธอร์ ผู้ที่แยกนิกายโปรเตสแตนต์ออกจากนิกายคาทอลิก ตัดต้นสนไปตั้งไว้ในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก
นอกจากนั้น ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปทรงปีระมิด ไว้ตลอดคืนคริสต์มาส โดยมีดาวของดาวิดที่ยอดปีระมิด ซึ่งประเพณีที่แขวนของขวัญและขนม ก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้ เป็นรูปทรงปีระมิด
นั่นเป็นประวัติความเป็นมาของต้นคริสต์มาส ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดของพระเยซูแม้แต่น้อย ไม่มีส่วนใดของต้นไม้ที่มีความหมายถึงการมาเกิดเพื่อไถ่บาปมวลมนุษย์ชาติของพระองค์เลย เป็นประเพณีของคริสตจักรตะวันตกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผันของฤดูกาล เกี่ยวข้องกับความเขียวสดของต้นไม้ เกี่ยวข้องกับการให้ความสว่างโดยมีการจุดเทียน ไม่มีอะไรหรือส่วนใดของต้นคริสต์มาสที่อ้างถึง หรือเกี่ยวข้องกับการเกิดของพระเยซูเลย
เพราะคริสเตียนเข้าใจว่า เมื่อเป็น“คริสเตียน” แล้วจะต้องเป็น “ฝรั่ง” ทางวัฒนธรรม ดังนั้นจึงได้นำ ต้นคริสต์มาสซึ่งเป็น “ของแปลกปลอม”มาประดับประดาที่บ้านของตน ที่โบสถ์ของตน การกระทำเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ไม่เข้าใจ และไม่ให้ความสำคัญของการให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน”วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization ฉะนั้น คริสเตียนไทยจะต้องรู้ว่าวันคริสตมาส และต้นคริสต์มาสของคริสตจักรตะวันตก มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เพื่อจะได้กำหนดท่าทีที่ถูกต้อง
คริสเตียนกับซานตาคลอส
ในเทศกาลฉลองวันคริสต์มาส “ซานตาคลอส” มีความโดดเด่นมากที่สุด ชนิดที่ว่า “ยึดครอง” หรือ “ยึดเอา” วันคริสต์มาสไปเป็นของตนเอง เมื่อกล่าวถึงวันคริสต์มาส ไม่มีใครคิดถึงพระเยซู ไม่มีใครกล่าวถึงพระเยซูแม้แต่น้อย ทุกคนจะคิดถึง “ซานตาคลอส” ที่เป็นชายร่างอ้วน สวมชุดสีแดง ขี่ล้อเลื่อนที่ลากด้วยกวางเรนเดียร์ เพื่อไปหาแจกของขวัญให้กับเด็ก ๆ
แท้จริงแล้ว ซานตาคลอส จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลฉลองวันคริสต์มาสเลย ชื่อ ซานตาคลอส มาจากชื่อ “นักบุญนิโคลาส” ซึ่งเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็ก ๆ นักบุญองค์นี้ เป็นสังฆราชของไมรา (อยู่ในประเทศตุรกี ปัจจุบัน) มีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 4 เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่ง อพยพเข้าไปในสหรัฐ ก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ คือ ฉลองนักบุญนิโคลาส ในวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งหมายถึง นักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็ก ๆ และเอาของขวัญมาให้
เด็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ ที่อพยพไป ก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้าง เพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้ จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก และแพร่หลายไปในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากนักบุญนิโคลาส ไปเป็น “ซานตาคลอส” และแทนที่จะเป็นสังฆราช ก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีล้อเลื่อนเป็นพาหนะ มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ ในโอกาสวันคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้น
อันที่จริง ถ้าดูเพียงผิวเผิน ซานตาคลอสเป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็ก ๆเชื่อ แต่ถ้าดูอย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะเห็นว่า “ซาตาน” (เป็นคำผวนของคำว่า “ซานตา”) ได้ลอบเข้ามายังคริสตจักร และยึดเอา ความหมาย และความสำคัญของวันคริสต์มาสไป ดังนั้นเราที่เป็นคริสเตียน จะต้องไม่เห็นดีเห็นงามกับการมี ซานตาคลอส จะต้องประกาศและโฆษณาให้ทุกคนได้รู้ว่า ซานตาคลอสไม่ได้เกี่ยวข้องกับวันคริสต์มาส ในคริสตจักรจะต้องไม่ให้มี ซานตาคลอสมาเดินเพ่นพ่าน แต่ให้มี พระกุมารน้อยเยซู ผู้อวตารลงมาเกิดในโรงนา อยู่ในอ้อมกอดของแม่มารีย์ และมีคนเลี้ยงแกะ หรือนักปราชญ์ชาวตะวันออกสามคนเดินทางมาเพื่อจะนมัสการพระองค์
คริสเตียนกับเพลงคริสต์มาส
เพลงคริสต์มาส เริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 ซึ่งในสมัยนั้น มีทั้งนักบวชและฆราวาสเป็นผู้แต่ง ร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการมาเกิดของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีวิวัฒนาการใหม่ในด้านเพลง เริ่มในประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้มีส่วนในการสนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ ซึ่งชาวบ้านชอบ คือมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดี ในโอกาสคริสต์มาส
เพลงเหล่านี้เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย บรรจุอยู่ใน “หนังสือเพลงแห่งชีวิตคริสเตียน” ในชื่อว่า “ขอเชิญท่านผู้วางใจ” ซึ่งมีเนื้อเพลงดังนี้
1. ขอเชิญท่านผู้วางใจ ชื่นใจยินดีมีชัย เชิญมาเชิญมาไว สู่หมู่บ้านเบธเลเฮ็ม มาเฝ้าพระกุมาร ราชาแห่งทูตปรีดิ์เปรม (ร้องรับ)
ร้องรับ เชิญสาธุการพระเยซู เชิญสาธุการพระเยซู เชิญสาธุการพระเยซู ผู้ทรงพระคุณ
2. สว่างแสงแห่งพระธรรม ส่องแจ้งอยู่นิรันดร์กาล ความต่ำช้าสามานย์ มิได้ทรงคิดหน่ายแหนง พระบุตร พระบิดา พระดำรัสไม่เปลี่ยนแปลง (ร้องรับ)
3. จงสรรเสริญพระองค์เถิด ทูตสวรรค์ในวิมาน ให้ดังก้องกังวาน ทั่วแหล่งหล้าและสากล รังสีอันรุ่งเรือง จงมีแด่ผู้ทรงธรรม (ร้องรับ)
4. สรรเสริญข้าถวายชัย พระเยซูผู้ช่วยได้ พระนามอันยิ่งใหญ่ ข้าวันทาด้วยภักดี ดำรัสพระบิดา มาปรากฏเป็นภูมี (ร้องรับ)
เพลงที่แปลมาจากเพลง Hymn ของคริสตจักรตะวันตกนั้น จะ “เพี้ยน” เมื่อร้องจึงไม่รู้ว่าร้องว่าอย่างไร เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มี “วรรณยุกต์” ซึ่งก็คือ “โน้ต” นั่นเอง เมื่อโน้ต ทับกับวรรณยุกต์ ภาษาที่เปล่งออกมาจึงเพี้ยน และเมื่อภาษาเพี้ยน ความหมายจึงเปลี่ยนไป ดังนั้น คำว่า “มา” (Come) เป็นวรรณยุกต์สามัญ “ม้า” (Horse) เป็นเสียงวรรณยุกต์ตรี (แต่ใส่วรรณยุกต์โท เพราะเป็นอักษรต่ำ) แต่ถ้าเราออกเสียงว่า “หมา” (Dog) วรรณยุกต์ก็จะเปลี่ยนไปเป็นจัตวา และความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้น เพลงของคริสเตียนจำนวนมากที่แปลมา จึงเพี้ยนและปราศจากความหมายที่ต้องการจะสื่อ
ปัญหาของเพลง Oh Come, All Ye Faithful
เพลง “ขอเชิญท่านผู้วางใจ” ตามที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ถ้าพิมพ์ไว้ หรือเขียนไว้เพื่ออ่าน ก็จะมีความหมาย และเข้าใจได้ แต่ถ้าร้องตามทำนองจะปราศจากความหมาย และไม่เข้าใจว่ากำลังร้องว่าอะไร อยากจะขออนุญาต เขียนตามทำนอง ที่คำร้องเปลี่ยนไปดังต่อไปนี้
1. คอเชิญ ถ่านพู วางใจ่ ชืนใจ ยินดี๊ มีชัย เชิญมา เชิญหม่าไหว ซูมูบาน เบธเลเฮ็ม ม้าเฟา พระกุ๊มาร ราช้า แห่งทูตปรี่ดิ์เปรม (ร้องรับ)
ร้องรับ เชิญซาถุการ พระเยสู่ เชิญซาถุการพระเยซู เชิญซาถุการผระเหย่สู พูทรงผระคุณ
2. ซาวาง แส่งแฮง พระถ่ำ ซองแจงอยูนิรันดร์กาล ความตำชาสาหมาน มิด๊ายทรง คิดนายแนง พระบุตร พระบิดา พระดำรัสไม่เปลี่ยนแปลง (ร้องรับ)
3. จงซัน เสิ่นพระ อ๊งเถิด ทูตสวรรค์ในวิมาน ไฮดังก้องกังหวาน ทัวแล้งลาและสากล รั้งสีอันรุ่งเรือง จงมีแด่พูทรงธรรม (ร้องรับ)
4. ซันเซิน ข่าถวายไฉ่ พระเยซูพูช่วยดาย พระนามอันหยิ่งใหญ คาวั้นทา ดวยภักดี ด๊ำรัสพระบิดา มาปร้ากฏเป้นภูมี (ร้องรับ)
เพลงนี้ สามารถที่จะทำไม่ให้เพี้ยนได้ แต่จะต้องไม่แปลตามตัวอักษรของเพลงภาษาอังกฤษ ดังต่อไปนี้
1. เชิญมา สู่อา-ณาจักร หยุดพัก อยู่ใน ทรงชัย เชิญมา พึ่งอาศัย ในพระองค์ นามเยซู เชิญรับ เชิญ นับพร มา พักผ่อน ในผู้ไถ่ (ร้องรับ)
ร้องรับ เชิญมา กราบกราน ผู้ยิ่งใหญ่ เชิญมา อยู่ใน พระเยซู เชิญสา-ธุการ อย่างผู้-รู้ เพื่อ ความ ภูมิใจ
2. ทรงเป็น แหล่งแห่ง ความสุข ความทุกข์ ห่างหาย คลายไป ทรงมา เพื่อ หลั่งไหล วิญญาณให้ เราปวงชน แม้นใคร ใจ ทุกข์ทน ความ มืดมน พ้นทันที (ร้องรับ)
3. จงยอม ถ่อมใจ ลงเถิด ทูนเทิด แก่พระ ทรงธรรม ทรงชัย ให้อิ่มหนำ เลอล้ำค่า มาอวยพร ใครยอม มา พึ่งพา รับ เมตตา ได้ฟรีๆ (ร้องรับ)
4. เยินยอ แด่องค์ ผู้ไถ่ ทรงชัย ผู้รัก มวลชน ทรงมา ด้วยเหตุผล ทรงเริ่มต้น ทรงอภัย พระธรรม นั้น เกรียงไกร เราพ้นภัย เพราะความดี (ร้องรับ)
ปัญหาของเพลง Silent Night, Holy Night
เพลงคริสต์มาส ที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ถูกแต่งขึ้นในประเทศเยอรมัน และอังกฤษในศตวรรษที่ 19 นอกจากเพลง “ขอเชิญท่านผู้วางใจ” (Oh Come, All Ye Faithful) แล้ว ยังมีอีกเพลงหนึ่งที่คริสเตียนนิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันคือเพลง Silent Night, Holy Night ฝ่ายโปรเตสแตนต์แปลเป็นไทยว่า“ยามราตรีศรีหรรษา” เพลงนี้มีเนื้อร้องที่แปลเป็นไทยดังต่อไปนี้
1. ยามราตรี ศรีหรรษา มีราชา มาประสูติ จากสาวพรหมจารี บริสุทธิ์ เป็นกุมารน่ารักที่สุด มาเพื่อช่วยชาวโลกา มาเพื่อช่วยชาวโลกา
2. ยามราตรี แสนดีเลิศ พระเยซูผู้ประเสริฐ เป็นพระเจ้า เสด็จลงมาบังเกิด ทูตสวรรค์สรรเสริญชูเชิด เพราะผู้ไถ่ได้บังเกิด เพราะผู้ไถ่ได้บังเกิด
3. ยามราตรี ศรีสำราญ เมษบาลพากันไป เฝ้ากุมารที่หมู่บ้านเบธเลเฮ็ม เห็นพระองค์ทรงสุขเกษม บรรทมอยู่ในรางหญ้า บรรทมอยู่ในรางหญ้า
เพลงนี้ เมื่อร้องตามโน้ต และโน้ตไปทับกับวรรณยุกต์ ซึ่งเป็นโน้ตอยู่แล้ว เพลงจะออกมาเป็นดังต่อไปนี้
1. หยาม หร้า ตรี่ ศรี หั้น ส่า มี รา ฉ่า มา ปร้า สูติ จาก ซาว โพร้ม มะ จา รี บ้อ รี่ สูด เป็น กู ม้าน นา ร้าก ที่ สูด มา เพื่อ ช้วย ชาว โหล่ ก๊า หม่า เผื่อ ชวย ชาว โล ก่า
2. หยาม หร้า ตรี แสน ดี้ เหลิด พระ เย สู่ ผู ปร้า เสริฐ เป็น พรา จ้าว ซา เด็ด ลง มา บั้ง เกิด ทูด ซา หวัน ซัน เซิน ชู เฉิด พรอ พู ไท้ ได้ บัง เกิ๊ด พร่อ ผู่ ไท ดาย บัง เกิด
3. หยาม หร้า ตรี่ ศรี ซ่ำ หร่าน เมด ซ่า บาน พา กั้น ไป่ เฝา กู ม้าน ที่ มู บาน เบธ เล เฮ็ม เฮน พรา อ๊ง ทรง ซูก ก้า เส่ม บัน ทม ยู ใน ราง หญา บั่น ถ่ม อยู ใน ราง หญ่า”
เมื่อร้องเพลงนี้ จะเพี้ยนไปหมด เหมือนดังที่ได้เขียนถ้อยคำไว้นั้น จึงไม่รู้ว่าต้องการจะสื่อความหมายว่าอย่างไร เพราะคำที่เปล่งออกมาเพี้ยนไปหมด ไม่มีความหมายตามที่ต้องการจะสื่อแต่อย่างไรเลย นี่เป็นการกระทำตามประเพณีคริสตจักรตะวันตกที่ปราศจากความหมาย ซึ่งเป็นการไม่เข้าใจ และไม่เข้าให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของทิ้งถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization
เนื้อเพลง Silent Night, Holy Night ของคาทอลิก
นี่คือปัญหาของการแปล และปัญหาของภาษาไทยที่มีวรรณยุกต์ ทั้งโน้ตและภาษาไม่เข้ากัน จึงทำให้เพลงเพี้ยน วรรณยุกต์เปลี่ยนแปรไปหมด “ยาม” ก็มีโน้ตสองตัวเอื้อน เมื่อร้องจึงกลายเป็น “หยาม” คำก็เปลี่ยนไป และความหมายก็หายไป “ราตรี” เป็นวรรณยุกต์สามัญทั้งสองคำ แต่เมื่อร้องโน้ตบังคับให้เป็นวรรณยุกต์เอก จึงกลายเป็น “ราตรี่” ไป เพลงนี้ ฝ่ายคาทอลิกก็แปลเช่นกัน มีการเพี้ยนเหมือนกัน แต่เพี้ยนน้อยกว่าที่คริสเตียนแปล แต่คาทอลิกก็ยังอยู่ในปัญหาเดียวกับคริสเตียน คือใช้ภาษาสูง เป็นราชาศัพท์ ภาษาฮีบรู (อัล เลลูยา) ซึ่งไม่สื่อความหมายกับคนทั่วไปในชื่อเพลง “คืนนั้นเงียบสนิท” ดังนี้
1. คืน นั้น เงียบ สนิท คืน นั้น ศักดิ์ สิทธิ์ ซับ พะสิ่ง ซึงใส สงบ งาม นักหนา พระ มารดา และพระ บุตร กุ มาร น้อย แสน โซ ภา บริสุทธิ์ นิทรา ในสันติ แห่ง สวรรค์ นินทรา ในสันติ นิรันดร์
2. คืน นั้น เงียบ สนิท คืน นั้น ศักดิ์ สิทธิ์ ชุม พา บ่าน ตืนใจผรั่น จาก ฟาก ฟ้า โรจนา ไหล หลั่ง หม่า ปวง เทวา ขับ รอง อัล เล ลูยา คริสต์ กุ มาร บัง เกิดมาแล้ว เพื่อ ไถ่ โลกรอด และ ปลอดภัย
3. คืน นั้น เงียบ สนิท คืน นั้น ศักดิ์ สิทธิ์ ดา รา ทอง พราวแสงส่อง เชิญ เรา ซ้อง เพลง (คำขาดไป 2 คำ) ขาน ขับ พรอม เทวา แด่มหารา ชา อัลเลลูยา คริสต์ กุมาร บังเกิด มา แล้ว พระคริสต์ กุมาร บัง เกิด มา
หนทางแก้นั้น จะต้องไม่แปลแบบตรงตัว คำต่อคำ และไม่ใช้คำราชาศัพท์ และจะต้องหาคำที่มีวรรณยุกต์ที่สอดคล้องกับโน้ต ดังนี้
1.คืนนั้น วันหนึ่ง มีพระ ผู้ไถ่ ทรงยิ่งใหญ่ ลงมาเกิด จากมารีย์ พรหมจรรย์ ผู้บรรเจิด ทรงมาแล้ว ให้เรา มาทูนเทิด เป็น องค์พระ ผู้หลุดพ้น ทรง อดทน ลงมาไถ่
2. จงรู้ ไว้เถิด ในครั้ง กาลก่อน ทารกอ่อน ลงมาเกิด เป็นจริงแล้ว พระเยซู ผู้ประเสริฐ เราจึงร้อง เพลงชัย เพื่อชูเชิด เราหลุดพ้น ความบาปหนา ใครพึ่งพา รอดจริงๆ
3. เชิญเข้า มาเถิด มาเพื่อ เข้าอยู่ มาเป็นหมู่ มามอบจิต องค์พระคริสต์ ผู้ทรงฤทธิ์ ที่ยิ่งใหญ่ มาแซ่ซ้อง ยกยอ พระผู้ไถ่ ทรงเป็นแสง แห่งศรัทธา ทรงเมตตา คนใจบาป ใจเรานี้ จึงสดใส มีสิทธิได้พ้นภัย
ปัญหาของเพลง O holy night
อีกเพลงหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบ คือเพลง O holy night แปลเป็นไทยในชื่อเพลง เป็นเวลาที่พระคริสต์ได้ประสูติ ซึ่งมีเนื้อร้องในภาษาไทยดังต่อไปนี้
1. เมื่อคืนวันนั้น เป็นคืนสำคัญทั่วโลกา เพราะเป็นเวลาที่พระคริสต์ประสูติ นานมานักหนา ทั่วหล้าต้องทุกข์ยุคจาบัลย์ วิโยคโศกศัลย์ ทุกคืนวันไม้เว้นวาย พระคริสต์จึงได้ เสด็จเข้ามาในโลกนี้ เพื่อทรงเปลื้องหนี้ ความบาปของปวงประชา
ร้องรับ ข้าขอบูชา วันทา กราบไหว้พระเยซู เพราะว่า ในวันนั้น ทรงธรรม เสด็จลงมา เพื่อเปิด หนทางสวรรค์ให้แก่ประชา
2. ให้แสงสว่าง พระคริสต์ส่องให้เห็นหนทาง ในโลกใหญ่กว้าง แต่มีบาปมือนักหนา เดินตามสว่าง เป็นทางพระเจ้าประทานให้ เหมือนเหล่านักปราชญ์ ได้เดินตาม ดาวประหลาด คราวนี้เป็นคราว ชาวโลกได้พ้นจากความตาย เพราะว่าพระเจ้าทรงวายพระชนม์เพื่อเหล่า
3. บัญญัติพระเจ้า สั่งสอนให้เราจงรักกัน และบัญญัตินั้น คือความรักสามัคคี เชื่อพระเยซู จึงรู้ว่าเป็นพี่น้องกัน ความเบียดเบียนนั้นทรงบันดาลให้สูญหาย เราจึงร้องเพลงแสดงยินดีกตัญญู ให้เราเชิดชู และสรรเสริญพระเยซู
เมื่อร้องตามโน้ต และโน้ตไปทับกับวรรณยุกต์ เพลงจะออกมาเป็นดังนี้
1. เหมื่อขื่นวันนัน เป็นคืนซำขั่ญทั่วโลกา เพราะเป็นเวหล่า ที่พระคริสต์ดายประสูติ นานมานักนา ทัวล้าต้องถุกยุคจ๊าบัลย์ วิโยคโศกศัลย์ ถุกคืนวันไมเว้นหว่าย พระคริสต์จึงด่าย ซ่าเด็ด เข้าม้าในโล้กนี เพื่อทรงเปลื๊องหนี่ ความบาปของป๊วงประชา
ร้องรับ คาคอบูชา วันท้า กราบหว่าย ผระเยซู เพราะว้า ใหน่วันนั้น ทรงธรรม ซาเด็ดลงมา เพื่อเปิ๊ด ห่นท้าง ซาหวันให้แกปร้าชา
2. ให่แส่งสะวาง พระคริสต์ซองให่เห็นหนทาง ในโหลกใหญกว่าง แต่มีบ้าปมืดนักนา เดิ่นตามสวาง เป็นทางพระจ่าวประท้านใฮ เหมือนเหล่านักปร้าด ด่ายเดินตาม ดาวประหลาด คราวนีเป้นขร่าว ชาวโหลกได้พ้นจากคว้ามตาย เพราะว่าพระจ่าวทรงวายพระชนม์เพื่อเรา
3. บั่นญัติพระจาว ซังซอนให้เหร่าจงร้ากกัน และบัญญัติหนั่น คือความรักสามัคขี่ เฉื่อผระเยซู จึงรู้ว้าเป็นพีน้องกัน ความเบียดเบียนนั้น ส่งบันดาลให้สูญห่าย เราจึงร้องเพล่ง ซาแดงยินดี้กตั๊ญญู ให้เราเชิดฉู่ และซันเซิ่นพระเหย่ซู
เพลง O holy night ในเนื้อร้องใหม่ที่ไม่เพี้ยน
เมื่อร้องแล้วเพี้ยน ดังกล่าวข้างต้น ความหมายจึงไม่มี และไม่รู้ว่าต้องการจะสื่อความหมายว่าอย่างไร จะเป็นเหมือนกับสวดมนต์ภาษาบาลี หรือร้องเพลงสวดในภาษาลาติน ซึ่งผู้ฟังไม่รู้ว่ากำลังสวดหรือร้องว่าอย่างไร เพลงนี้ สามารถใส่เนื้อร้องให้ไม่เพี้ยนได้ดังนี้
1. สถิต อยู่ แดนไกล องค์พระ ผู้ไถ่ ชาวโลกา พระองค์ เมตตา จึง ได้ทรง ลงมาเกิด เพื่อ เปิด หนทาง มาทำ ทุกอย่าง ฟอกล้างใจ ให้ สุข สดใส ได้ มีชัย เหนือความบาป ใครยอม ก้มกราบ กรรมเวร หลุดหาย ได้ทันที ทรงมา ใช้หนี้ บาปเรา ไม่เหลือ อีกเลย
ร้องรับ เรา จึงบูชา วันทา ก้มกราบ องค์เยซู ป่าวร้อง ให้โลกรู้ พระองค์ เกิดแล้ว นานมา เพื่อชี้ ช่องทาง นิพพาน ให้คน ทุกคน
2. โปรด อย่ากังวล ชีวิต หมองหม่น จะหายไป พระผู้ยิ่งใหญ่ ให้มีชัย เหนือความบาป ก้ม กราบ ทรงชัย มีชีวิตใหม่ ในพระคุณ ไม่มี เสื่อมสูญ ผู้เกื้อกูล ทรงยิ่งใหญ่ ทรงเป็น ผู้ไถ่ ในทรวง แห่งพระบิดา ความดีไหลบ่า เมตตา ท่วมท้น จิตใจ (ร้องรับ)
3. ไถ่ บาป คนเรา ทุกๆพงศ์เผ่า คลายเหงาใจ ได้ชีวิตใหม่ หาก มอบใจ ให้พระเจ้า หาก เข้า วางใจ ในพระผู้ไถ่ หลุดพ้นกรรม มีความสุขล้ำ ผู้ทรงธรรม ให้พ้นผิด เราจึง มอบจิต ขอบคุณ ผู้รัก เปี่ยมล้นใจ อันความ หมองไหม้ จะคลาย ห่างหาย จากเรา (ร้องรับ)
ความจริงแล้วเพลงสวด (Hymn) ของคริสตจักรตะวันตก เราสามารถทำให้ไม่เพี้ยนได้ (ดังตัวอย่าง) แต่จะต้องไม่แปลตามตัวอักษร และคนที่ทำจะต้อง มีความรู้ ความช่ำชอง ความเชี่ยวชาญในเรื่องภาษาไทย (แต่ง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนเป็น) และมีความร่ำรวยคำ เข้าใจในพระคำของพระเจ้า เข้าใจหลักศาสนาศาสตร์ ถ้าไม่เช่นนั้น เพลงก็จะออกมาแบบบางเบา ไม่มีความลึกซึ้งอะไร เหมือนกับเพลงสั้นที่ร้อง ๆ กันอยู่
ถ้าคริสตจักรใดยังไม่เข้าใจ และให้ความสำคัญกับการให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization แล้ว ก็สามารถที่จะใช้เพลงเหล่านี้ได้ แต่อยากจะให้แก้ไขเนื้อร้อง ไม่ให้เพี้ยนเหมือนที่เป็นอยู่ เพราะถ้าเพลงเพี้ยนก็จะไม่มีความหมายแต่อย่างใด ดังที่กล่าวแล้ว แต่ถ้าจะให้ดี ควรจะใช้เพลงที่เป็นทำนองไทย เพื่อจะให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” วัฒนธรรมท้องถิ่นได้
คริสเตียนกับการมอบของขวัญและการไปร้องเพลงอวยพร
ในเทศกาลคริสต์มาสตามรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตกนี้ นอกจากจะมีต้นคริสต์มาส ซานตาคลอส และเพลงสวด ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization แล้ว ก็ยังมี การให้ของขวัญในวันคริสต์มาสด้วย
การให้ของขวัญนี้เป็นธรรมเนียมของชาวโรมันที่ให้ของขวัญแก่เพื่อนในวันขึ้นปีใหม่ (มักจะเป็นผลไม้ ขนม หรือทองคำ) ต่อมาชาวอังกฤษถือ “วันเปิดกล่องของขวัญ” (Boxing Day) (ในวันที่ 26 ธันวาคม) เป็นวันที่ศิษยาภิบาลเคยเปิด “กล่องทาน” ในโบสถ์ และแจกเงินให้สมาชิกที่ยากจน ต่อมาชาวอังกฤษก็ให้ของขวัญแก่พวกคนใช้ และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในวันนั้นด้วย
ในทวีปยุโรป เด็กๆ มักจะเข้าใจว่า “พระเยซู” เป็นผู้นำของขวัญมาให้ แต่เด็กที่สหรัฐอเมริกามักจะคิดว่า “ซานตาคลอส” เป็นผู้ให้ (แท้จริงแล้วพ่อแม่เป็นผู้ที่ให้ต่างหาก) การให้ของขวัญในวันคริสต์มาสนี้ เป็นการดี เพราะความหมายแท้จริงของวันนี้ก็คือ “การให้” “เพราะว่าพระเจ้าได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตเข้าสู่นิพพาน” (ยน 3:16)
นอกจากจะมีการให้ของขวัญแก่กันแล้ว ประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่คริสเตียนไทยรับมาจากประเพณีของคริสตจักรตะวันตก คือ “การออกไปร้องเพลง” อวยพรตามบ้าน หรือที่เรียกว่าการร้องเพลงแครอลิ่ง (Caroling) การออกไปร้องเพลงอวยพรนี้ จะออกไปในเวลากลางคืน ถ้าเป็นเวลาหัวค่ำ ก็พอทำเนารับได้ แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นยามวิกาล คือหลังเที่ยงคืน ก็ยังมีการออกไปร้องเพลงอวยพรตามบ้านอยู่ ซึ่งเป็นการรบกวนเพื่อนบ้าน ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และกำลังนอนหลับฝันดี ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น โดยเสียงของ “สุนัขเห่า” และเสียงเพลงของนักร้องกลุ่มนั้นโดยที่ไม่รู้ว่าร้องว่าอะไร
ประเพณีการออกไปร้องเพลงอวยพรตามบ้านนี้ เกิดขึ้นจากสังคมเล็ก ๆ ในหมู่บ้านที่เป็นเพื่อนบ้านกัน รู้จักกันแทบทุกครอบครัว แต่เมื่อสังคมขยายออกไป คนอยู่บ้านใกล้กัน ก็ไม่รู้จักกัน ประเพณีนี้จึงไม่เหมาะ แทนที่จะได้รับพร หรือจะมี “พร” เกิดขึ้น กลับกลายเป็น “คำแช่งด่า” “คำสบถ” ในทางเสียหาย เพราะถูกรบกวนในยามค่ำคืน
การฉลองวันคริสต์มาสที่ไม่มีพระเยซู
หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นไปไม่ได้ที่การฉลองวันคริสต์มาสจะไม่มีพระเยซู เพราะวันคริสต์มาสเป็นวัน “ฉลองการเกิด” ของพระองค์ เป็นวันที่พระเจ้าได้ “อวตาร” (Incarnation) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือให้มนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาปกรรมต่างๆ นานา พระองค์ลงมาเกิดนานมาแล้วกว่า 2000 ปี และคริสตจักรของพระเจ้า ก็ได้ทำการเฉลิมฉลองมาตลอด แม้ว่าวันที่ 25 ธันวาคม จะไม่ใช่วันเกิดแท้จริงของพระองค์ก็ตาม แต่พระองค์ได้มาเกิดแล้ว ตามการบันทึกเรื่องราวไว้ในหนังสือพระกิตติคุณมัทธิว และลูกา
แต่ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่า “การฉลองวันคริสต์มาส” ได้นำสิ่งแปลกปลอมเข้ามา ไม่ว่า จะเป็น “ต้นคริสต์มาส” ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดของพระองค์เลย เป็นต้นสนที่นักบุญบอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษได้ขุดขึ้นมา หลังจากที่ได้ช่วยเหลือเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเพื่อเป็นเครื่องสังเวยเทพเจ้า จากนั้นมา มาร์ติน ลูเธอร์ ได้ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้
สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในวันคริสต์มาสอีกอย่างหนึ่งคือ “ซานตาคลอส” เขาได้ “ยึดเอา” วันคริสต์มาสไปเป็นของเขาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลย ทุกวันนี้คนทั่วโลกจะฉลองวันคริสต์มาสกัน ซึ่งเปลี่ยนไปเป็น “วันแห่งครอบครัว” “วันแห่งความสุข” ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่ได้อ้างถึงพระเยซู ผู้เป็น “ศูนย์กลาง” ของวันนี้แม่แต่น้อย
การฉลองวันคริสต์มาสที่ไม่มีพระเยซูนี้ จะทำกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือไม่เป็นคริสเตียนก็ตาม แม้แต่ประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองพุทธ” ก็มีการฉลองวันคริสต์มาสกันไปทั่ว จะมีต้นคริสต์มาสอยู่ตามโรงแรมต่างๆ จะมีซานตาคลอสออกมาแจกของขวัญให้กับเด็กๆ รายการโทรทัศน์ต่างๆ ก็จะมีการการพูดถึง “การฉลองเทศกาลคริสต์มาส” อันเป็น ประเพณีของคนตะวันตก ที่ปราศจากพระเยซู และไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์เลย
ดังนั้น เราผู้เป็นคริสเตียน ควรจะปฏิเสธคริสต์มาสนี้ ควรจะบอกชาวโลก หรือชาวไทยว่า คริสต์มาสนั้นไม่ใช่คริสต์มาสที่แท้จริงเป็นคริสต์มาสเทียม คริสต์มาสที่แท้จริงนั้น มีพระเยซูเป็นจุดศูนย์กลาง พระองค์ลงมาเกิดในวันนี้ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาปกรรม กลับไปสู่พระเจ้าพระบิดา
การฉลองวันคริสต์มาสมี 2 อย่าง
ในปัจจุบันนี้ การฉลองวันคริสต์มาสมีอยู่ 2 อย่าง คือ “การฉลองวันคริสต์มาสของคริสตจักร” ไม่ว่าจะเป็นของนิกายโปรเตสแตนต์ หรือนิกายคาทอลิก และออโธด็อกซ์ จะมีการฉลองการที่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ นิกายออโธด็อกซ์ไม่ได้ฉลองในวันที่ 25 ธันวาคมเหมือนนิกายโปรเตสแตนต์ และคาทอลิก แต่ฉลองในวันที่ 19 มกราคม อย่างไรก็ตาม ทั้งสามนิกายนั้น ฉลองวันคริสต์มาสตามรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักร ที่ได้ให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น หรือคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า (Pagan) แล้ว และรูปแบบ ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้านั้น ได้กลายมาเป็นของคริสตจักร
การฉลองวันคริสต์มาสอีกอย่างหนึ่ง คือ “การฉลองวันคริสต์มาสของชาวตะวันตก” ที่เป็นรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีเดียวกันกับคริสตจักร แต่ได้ตัดสิ่งสำคัญออกไป แล้วนำสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา นั่นคือ ตัด “พระเยซู” ผู้เป็นเจ้าของวันคริสต์มาสออกไป แล้วนำ “ต้นคริสต์มาส” และ “ซานตาคลอส” เข้ามาแทนที่ และรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ทุกประเทศจะมีการฉลองวันคริสต์มาสกัน ไม่ว่าประเทศนั้นจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม การฉลองวันคริสต์มาสนี้ ไม่ใช่ของคริสตจักร และไม่เกี่ยวข้องกับพระเยซูคริสต์เจ้า
ประเทศไทยของเราได้ชื่อว่า เป็น “เมืองพุทธ” แต่ก็มีการฉลองวันคริสต์มาสกันทุกปี วันที่คริสต์มาสที่ฉลองกันนั้น ไม่ใช่ของคริสตจักร แต่เป็นของชาวตะวันตก เป็นคริสต์มาสที่ปราศจากพระเยซู ดังนั้น เราผู้เป็นคริสเตียน ควรจะ“ฉลองวันคริสต์มาส” ในรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization ไม่ต้องฉลองตามรูปแบบของชาวตะวันตก ที่ปราศจากพระเยซูนั้น หรือไม่ต้องฉลองตามรูปแบบของคริสตจักรตะวันตก ที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบของคนไทยด้วยด้วย
การฉลองวันคริสต์มาสที่ไม่ใช้รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตกนี้ จะต้องให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น ที่ต้นคริสต์มาส ไม่ต้องเป็นต้นสน แต่ไม้ของชาวไทยที่ใช้อยู่ในประเพณีเดิมอยู่แล้ว
การฉลองวันคริสต์มาสในรูปแบบแบบไทย
ในเมื่อคริสตจักรตะวันตก ได้ทำการฉลองวันคริสต์มาสโดยให้พระเยซู“เข้าไปอยู่ใน” ในรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น ที่เรียกว่าเป็นพวกนอกศาสนา (pagan) จนกระทั่งรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมเหล่านั้น กลายมาเป็นของคริสตจักร และการกระทำเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นการกระทำตามอย่างของพระเจ้า ที่เรียกว่า Contextualization คือ ให้แก่นสารของพระคำพระเจ้า “เข้าไปอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น
เราได้กล่าวมาแล้วหลายครั้งว่า พระเจ้าผู้เป็นพระบิดา พระบุตรและ “พระธรรม” (Logos=ที่พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “พระวาทะ” และ pneuma=พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์”) ได้อวตาร (Incarnation) มาเกิดเป็นมนุษย์ คือมาเป็นพระเยซู การมาเกิดของพระองค์นั่นแหละคือ “การเข้าไปใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น เดิมทีพระองค์เป็นพระเจ้า อยู่ในอีกมิติหนึ่ง แต่ได้ “เข้าไปอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของยิว
การฉลองวันคริสต์มาสในรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย ที่เรียกว่า Contextualization อาจจะเปลี่ยน “ต้นกฐิน” ให้มาเป็น “ต้นคริสต์มาส” ได้ ต้นกฐินนั้นโดยมากจะทำจาก “ต้นกล้วย” และมี “ใบโพธิ์เงินโพธิ์ทอง” (ที่ตัดมาจากกระดาษสีเงินสีทอง) นอกจากนั้น ก็จะมี “ธนบัตร” เสียบด้วยไม้ไผ่ติดอยู่กับต้นกฐินนั้น เป็นจำนวนมากมาย เราอาจจะ ดัดแปลงต้นกฐินนี้ ให้เป็น “ต้นคริสต์มาส” แบบไทยก็ได้
เมื่อข้าพเจ้าทำงานอยู่กับคริสตจักรแห่งหนึ่ง และต้องการที่จะฉลองวันคริสต์มาสให้แตกต่างไปจาก การฉลองวันคริสตมาสของคริสตจักรตะวันตก แทนที่จะใช้ “ต้นสน” ก็ให้ใช้ “ต้นกล้วย” แทน ของขวัญต่าง ๆ ก็ให้ใช้สิ่งของที่เป็นพื้นเมือง เป็นต้นว่า “หมอนขิด” “ผ้าขาวม้า” หลังจากฉลองแล้ว ก็ให้นำสิ่งของเหล่านี้ ไปแจกจ่ายให้แก่ คนยากจนในหมู่บ้าน
แต่ความคิด และการกระทำเช่นนี้ ได้รับการต่อต้านจาก พวกอาจารย์นักอนุรักษ์นิยม ที่ไม่เข้าใจการให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” วัฒนธรรมท้องถิ่น เขาบอกว่า คริสต์มาสจะต้องมี “ต้นคริสต์มาส” ที่เป็นต้นสน ในปัจจุบันนี้ ที่คริสตจักรของพวกเรา ได้ให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” วัฒนธรรมของท้องถิ่นแล้ว
การฉลองวันคริสต์มาสที่แท้จริง
การฉลองวันคริสต์มาสที่แท้จริง คือการฉลองวันที่พระเจ้า อันได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระธรรม (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์”) ซึ่งเป็นพระเจ้า 3 พระภาค ได้ “อวตาร” (Incarnation) มาเกิดเป็นมนุษย์ ที่หมู่บ้านเบธเลเฮ็ม ตามที่ “คนทรงของพระเจ้า” (ฝ่ายโปรเตสแตนต์แปลว่า “ผู้เผยพระวจนะ” ฝ่ายคาทอลิกแปลว่า “ประกาศกของพระเจ้า”) ทำนายไว้ว่า ในที่สุดพระเจ้าจะให้มี “พระมาซีอะห์” (Messiah) มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อไถ่บาปให้แก่มนุษย์ชาติ “เพราะฉะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ดูเถิดหญิงสาวพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตกับเราทั้งหลาย” (อสย 7:14)
การที่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์นี้ เป็นการ “เข้ามาอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization การมาเกิดเป็นมนุษย์ของพระองค์ก็ค้านกับค่านิยมของโลก คือ แทนที่พระองค์จะมาเกิดเป็น “กษัตริย์” แต่พระองค์มาเกิดเป็นคนยากจน ต่ำต้อย เกิดที่โรงนา เมื่อเกิดขึ้นมานางมารีย์ได้ “เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม” (ลก 2:7)
นอกจากพระเยซูจะเกิดในคอกวัว และนอนในรางหญ้าแล้วคนที่มาเฝ้าพระองค์ ยังเป็น “พวกเลี้ยงแกะ” ที่ไม่มีใครคบค้าสมาคม เป็นคนที่ถูกทอดทิ้ง และเป็นที่เหยียดหยามของคนทั่วไป แต่พระเจ้าได้ค้านค่านิยมของโลกอีกครั้งหนึ่ง คือแทนที่จะเลือกคนดี คนเคร่งศาสนาซึ่งได้แก่พวกคัมภีราจารย์ และพวกฟาริสีให้มาเฝ้าพระองค์ แต่พระเจ้าได้เลือกคนที่ต่ำต้อย คนที่ถูกสังคมทอดทิ้ง คนไร้ที่พึ่งพาให้มาเฝ้าพระองค์
ในการฉลองวันคริสต์มาสของคริสตจักร ไม่ควรเน้นที่รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตก ที่ไม่มีความหมายสอดคล้องกับพระคัมภีร์ ควรจะกลับไปศึกษาความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์ แล้วให้พระเยซู “เข้าไปอยู่ใน” รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น เพื่อคนท้องถิ่นจะได้ยิน ได้ฟัง และเข้าใจแก่นแท้แห่งวันคริสต์มาส การกระทำเช่นนี้เรียกว่า Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2012 เวลา 10:10 น.

พระเยซูเป็นทางเดียวไปสู่สวรรค์หรือ?

1 ต.ค.

บทเรียนพระคัมภีร์
พระเยซูเป็นทางเดียวไปสู่สวรรค์หรือ?
(Is only Jesus the way goes to heaven?)
เขียนโดย…บรรพต เวชกามา
(ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)
วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2012 เวลา 11:35 น.
________________________________________
ทุกศาสนาในโลกนี้ ต่างก็สอนว่า ถ้าอยากไปสวรรค์ ก็ต้องทำดี ละเว้นความชั่ว เมื่อฟังดูแล้ว ดูเหมือนว่า แต่ละศาสนาก็มีสวรรค์ของตัวเอง ถือศาสนาพุทธก็ต้องไปสวรรค์ของศาสนาพุทธ ถือศาสนาคริสต์ ก็ต้องไปสวรรค์ของศาสนาคริสต์ ถือศาสนาอิสลามก็ต้องไปสวรรค์ของศาสนาอิสลาม ถือศาสนาฮินดู ก็ต้องไปสวรรค์ของศาสนาฮินดู ไม่เกี่ยวข้องกัน
ความจริงแล้ว “สวรรค์มีอยู่แห่งเดียว” คือที่อยู่ของพระเจ้า เป็นของพระเจ้า ไปสวรรค์ก็หมายความว่าไปอยู่กับพระเจ้า ถือศาสนาอะไรก็ตาม จะต้องไปสวรรค์ หรือตกนรกในที่เดียวกัน เพราะแต่ละศาสนาต่างก็มีสวรรค์ และนรกร่วมกัน ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ถ้าเช่นนั้น สวรรค์เป็นของศาสนาไหน คำตอบก็คือ ไม่ได้เป็นของศาสนาไหน แต่เป็นของทุกคน เป็นสากล เพราะพระเจ้าเป็นเจ้าของสวรรค์ และหนทางที่จะไปสู่สวรรค์นั้นคือพระเยซู
พระองค์เป็นหนทางเดียวไปสู่สวรรค์ เป็นหนทางเดียวที่จะกลับไปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ดังที่พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น (เป็นมรรค) เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดา (สวรรค์) ได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน 14:6)
ส่วน“พระพุทธเจ้า”นั้น ไม่ใช่ทางหลุดพ้น พระองค์ทรงเป็น “บรมครู” เป็นผู้ชี้ทางหลุดพ้น พระองค์เองไม่ใช่ทางหลุดพ้น ธรรมะแห่งการหลุดพ้นของพระองค์คือ “อริยสัจ 4 ได้แก่ความจริงสี่ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่การดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4
1. ทุกข์ คือ การมีอยู่ของทุกข์ คือ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์ พูดง่ายๆคือ ชีวิตนี้เป็นทุกข์ ถ้าจะพูดแบบคริสต์ก็คือ ชีวิตนี้มีบาปกำเนิดสิงอยู่
2. สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชชา (ความไม่รู้) ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่ง กิเลส ราคะ ตัณหา ความโลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา เศร้าโศก วิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง ฯลฯ
3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน การดับทุกข์นี้ต้องดับด้วยตนเอง ไม่มีใครมาดับให้ ไม่เหมือนกับศาสนาที่มีพระเจ้าองค์เดียว ที่มีพระเยซูมาเป็นผู้ดับทุกข์ให้
4. มรรค คือ หนทางนำไปสู่การดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติ ความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อยให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความสันติ และความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้คือ มรรค 8
คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือ และประกอบขึ้นใส่ตนด้วยอำนาจของอวิชชา (ความไม่รู้) มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือกฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ
1. สัมมาทิฏฐิ คือความเข้าใจถูกต้อง
2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
นี่คือหลักคำสอนว่าด้วย “การหลุดพ้น” ของพระพุทธองค์ ถ้าทำได้ตามนี้ ก็จะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา จะพ้นทุกข์ได้
แต่หนทางหลุดพ้น หนทางที่จะไปสู่สวรรค์ ไปสู่นิพพานของพระเยซูคริสต์เจ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำความดี ไม่ใช่การนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่การยอมตัวเป็นนักบวช ไม่ใช่การรักษาศีลห้า (หรือศีลอื่นๆ อย่างเคร่งครัด) ไมได้ขึ้นอยู่กับการถือมรรค 8 หรือไม่ใช่การกระทำดีทุกอย่างของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม (ไม่ได้หมายความว่า การกระทำสิ่งเหล่านั้นไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง)
ถ้าเช่นนั้น ทางหลุดพ้นขึ้นอยู่กับอะไร คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับการกระทำของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้ามีใครบอกว่า “ฉันเป็นคนดี ฉันก็ไปสวรรค์ได้” หรือ “แม้ว่าฉันจะทำไม่ดีบ้าง แต่ฉันก็ทำความดีมากกว่า ฉันก็ไปสวรรค์ได้” หรือ “พระเจ้าคงไม่ส่งฉันไปลงนรก เพียงเพราะฉันไม่ได้ใช้ชีวิตตามแบบพระคัมภีร์หรอก ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว” หรือ “เฉพาะคนที่เลวจริงๆ อย่างคนที่ข่มขืนเด็ก และพวกฆาตกรเท่านั้นแหละ ที่จะต้องลงนรก”
คำกล่าวข้างต้นนี้ เป็นคำอ้างของคนส่วนใหญ่ที่มีความเชื่อว่า “การทำดีได้ไปสวรรค์” “การทำชั่วได้ไปนรก” แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น “ทำดีไม่ได้ไปสวรรค์ ทำชั่วตกนรกอย่างแน่นอน” เมื่อเราได้ยินเช่นนี้ เราก็จะต้องถามว่า “อ้าว ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะ ทำไมทำดีไม่ได้ไปสวรรค์”
เหตุที่ไม่ได้ไปสวรรค์ ก็เป็นเพราะว่า หนทางไปสู่สวรรค์ ไม่ใช่การทำดี แต่เป็น“การพึ่งพาอาศัยในพระเจ้า” เปรียบเหมือนกับเราจะเดินทางไปสู่ประเทศอเมริกา การเดินทางด้วยเท้าก็จะไปถึงประเทศอเมริกาได้ แต่กว่าจะไปถึง เราอาจจะตายก่อน เพราะชีวิตของเราไม่ยืนยาวมากนัก หรือเราอาจจะตายเพราะมีสัตว์ป่าที่เป็นอันตรายมาทำลายชีวิตเรา หรือเราอาจจะตายเพราะเหตุอื่นๆในระหว่างทาง
ดังนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะไปถึงประเทศอเมริกาด้วยการเดินด้วยเท้า (ซึ่งเปรียบเสมือนการพึ่งตนเองเพื่อจะไปสวรรค์) แต่มีหนทางลัด นั่นคือการเดินทางด้วยเครื่องบิน เราก็จะถึงประเทศอเมริกาได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก
การไปสู่สวรรค์ก็เหมือนกัน ทำตามมรรค 8 การทำความดี ถือศาสนาอย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยให้เราไปสู่สวรรค์ได้เช่นกัน ถ้าเราทำได้อย่างครบถ้วน และทำได้ก่อนที่เราจะเสียชีวิต ปัญหาคือเราไม่สามารถทำตามได้พอที่จะหลุดพ้น พระเจ้าจึงได้ให้พระเยซู มาเป็น “ยานพาหนะ” (เปรียบเหมือนเครื่องบิน) ที่จะนำเราไปสู่สวรรค์ ใครก็ตามที่คิดและเชื่อว่า ตนเองไม่สามารถไปสวรรค์ด้วยการกระทำของตนเอง (เหมือนกับเดินด้วยเท้าไปประเทศอเมริกา) ก็ให้มาเชื่อพึ่งอาศัยในพระองค์ (เหมือนกับขึ้นเครื่องบินที่จะไปสู่ประเทศอเมริกา) แล้วพระองค์จะนำไปสู่สวรรค์ได้ทันที เหมือนเครื่องบินนำเราไปสู่ทวีปอเมริกา
มนุษย์เรามีอหังการ ไม่อยากพึ่งพาอาศัยใคร ไปสวรรค์ก็อยากจะไปด้วยความสามารถของตนเอง ทั้งๆที่รู้ว่าไปไม่ได้ ก็หลอกลวงตัวเองว่า “น่า…ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อย ๆ เราก็ทำดีมากกว่าทำชั่ว พระเจ้าคงให้เราไปสวรรค์แน่ ๆ” แต่การคิดเช่นนั้นเป็นการคิดผิด เป็นการหลอกลวงตัวเอง เป็นการคิดเข้าข้างตนเอง การจะไปสวรรค์ได้นั้น ไม่ใช่การกระทำของเรา แต่เป็นการกระทำของพระเจ้า
มารซาตานได้ฝังความคิดเหล่านี้ไว้ในหัวพวกเรา หลอกลวงเรา ถ้าเราเชื่อฟังคำของซาตานและเดินตามทางของมัน เราก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า เปโตรได้เตือนพวกเราไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นคนใจหนักแน่น จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่าน คือพญามาร วนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงโตคำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ (1 ปต 5:8)
และซาตานมักจะหลอกลวงให้เราเห็นว่า เราเป็นคนดี มีความสามารถพอที่จะทำความหลุดพ้นได้เอง มันมักจะปลอมตัวเป็นคนดีเข้ามาเพื่อชักชวนให้เราติดตามมันไป บางทีมันอาจจะปลอมตัวมาเป็นผู้ชี้หนทางไปสู่สวรรค์ ชักชวนคนทั้งหลายว่า ไปสวรรค์ต้องไปทางนี้นะ ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “การกระทำเช่นนั้นไม่แปลกประหลาดเลย ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตสวรรค์แห่งความสว่างได้” (2 คร 11:14)
ถ้าเราไม่รู้ทันว่ามันควบคุมทุกความคิดของคนในโลกนี้ เราก็จะตกเป็นลูกน้องของมัน และทำตามความต้องการของมัน เพราะมันเป็นเทพเจ้าของโลกแห่งความชั่วร้าย มันได้ปิดบังจิตใจของผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าให้มืดไป ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้ความสว่างแห่งบารมีของพระเจ้าอันมีสง่าราศีของพระคริสต์ ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า ส่องแสงถึงพวกเขา (2 คร 4:4)
ดังนั้น เราจะต้องรู้ทันเล่ห์กลของซาตาน และรู้ความจริงว่า พระเจ้าไม่ละเลยความบาปเล็ก ๆ น้อย ๆหรอก และนรกนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับ “คนเลว” เท่านั้น นรกมีไว้สำหรับคนทำดี (ที่ไม่เต็มร้อย) ด้วย เพราะคนเลวเป็นคนบาป คนทำดี (บ้างทำชั่วบ้าง) เป็นคนบาป นักบวชเป็นคนบาป (ใครก็ตามที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนเป็นคนบาป) ความบาปทุกชนิด (ของคนทุกประเภท) เป็นสิ่งที่แยกเขาออกจากพระเจ้า ดังนั้นจึงไม่มีใครดีพอที่จะเข้าสวรรค์ด้วยตัวเองได้ ตามที่พระคำของพระองค์กล่าวไว้ว่า “เหตุว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า” (รม 3:23)
ด้วยเหตุดังกล่าว การเข้าสู่สวรรค์ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำดีของคนเรา แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของพระเจ้าในพระเยซู โดยทางพระคุณของพระองค์ ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “แต่ถ้าได้รับความหลุดพ้นโดยทางพระคุณของพระเจ้า ก็หาได้เป็นเพราะทางการประพฤติไม่ ถ้าเป็นทางการประพฤติ พระคุณก็จะไม่เป็นพระคุณอีกต่อไป” (รม 11:6)
ความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้านี้ได้มาเปล่า ๆ พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ พระองค์ประทานให้แก่ทุกคน ประทานให้แก่คนดี ประทานให้แก่คนชั่ว ประทานให้แก่นักบวช หรือประทานให้แม้กระทั่งผู้ที่ไม่สมควรที่จะได้รับ ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้หลุดพ้น มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่โดยพระธรรมของพระองค์” (ทต 3:5)
คนเราไม่มีใครสามารถจะทำการดีเพื่อจะเข้าสู่สวรรค์ได้ ทางไปสู่สวรรค์นั้น คือพระเยซูคริสต์ และเป็นหนทางที่คับแคบและยุ่งยาก ผู้ที่จะไปต้องเข้าสู่ประตูคับแคบ ดังที่พระองค์ตรัสว่า “จงเข้าไปทางประตูแคบเพราะว่าประตูใหญ่และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศและคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก” (มธ 7:13)
ผู้ที่จะเข้าสู่สวรรค์นี้ จะต้องละทิ้งตัวกู-ของกู และแบกกางเขนติดตามพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นละทิ้งตัวกู-ของกู (พระคัมภีร์ฉบับปี 1971 แปลว่า “เอาชนะตัวเอง” พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานปี 2011 แปลว่า “ปฏิเสธตนเอง”) และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มก 8:34)
มนุษย์ทุกคนมีชีวิตอยู่ในความบาป ถ้าอยากจะหลุดพ้นจากบาป จำเป็นจะต้องละทิ้งตัวกู-ของกู แล้วเชื่อในพระเจ้า การเชื่อและวางใจในพระเจ้านี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้อื่นจะทำแทนได้ เราจะต้องเชื่อเอง เราจะต้องพึ่งตนเอง (ในแง่นี้) เมื่อเชื่อแล้วเราจะหลุดพ้น เข้าสู่สวรรค์ได้ เพราะการหลุดพ้นนั้นก็หลุดพ้นโดยพระคุณ
เพราะพระคำของพระเจ้ากล่าวไว้ว่า “เมื่อก่อนเราทั้งปวงเคยประพฤติเป็นพรรคพวกกับคนเหล่านั้นที่ประพฤติตามตัณหาของเนื้อหนังเช่นกัน คือกระทำตามความปรารถนาของเนื้อหนังและความคิดในใจ ตามสันดานเราจึงเป็นบุตรแห่งพระอาชญาเหมือนอย่างคนอื่น แต่พระเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา เพราะเหตุความรักอันใหญ่หลวง ซึ่งพระองค์ทรงรักเรานั้น ถึงแม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาป พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ (ซึ่งท่านทั้งหลายหลุดพ้นนั้นก็หลุดพ้นโดยพระคุณ)” (อฟ 2:3-5)
เมื่อพระเจ้าสร้างอาดัมและเอวา พระองค์ให้เขาดำเนินชีวิตอย่างอิสระ เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า เขาจะต้องไม่กินผลไม้ที่พระองค์ทรงห้าม แต่เขาก็ฝ่าฝืน เพราะได้รับการล่อลวงจากซาตาน เขาจึงมีความบาป ถูกแยกออกจากพระเจ้า (รวมถึงทุกคนที่สืบเชื้อสายมาจากเขา และพวกเราด้วย) ถูกแยกออกจากความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระเจ้า
เมื่อมนุษย์เป็นคนบาป เขาจึงไม่สามารถไปสวรรค์ได้ด้วยตนเอง ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตายแต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (โรม 6:23)
ด้วยเหตุดังกล่าว พระองค์จึงได้หาทางใหม่ให้ นั่นคือ “พระคุณ” โดย “พระสัญญา” พระองค์เลือกสรรอับราฮัมว่า จะให้มีผู้มาเกิดในเชื้อสายของเขา เพื่อจะมาเป็นผู้ไถ่มนุษย์ให้กลับคืนดีกับพระเจ้าได้ การกระทำของพระเจ้านี้ เป็นเพราะพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาของพระองค์ดังที่ยอห์นกล่าวไว้ว่า “เพราะว่าพระเจ้ามีพรหมวิหารสี่ต่อโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตเข้าสู่นิพพาน” (ยน 3:16)
การที่พระเยซูเกิดมาในโลกนี้ พระองค์ไม่ได้มาสอนพวกเราให้รู้จักทางหลุดพ้นนั้น (เหมือนกับพระพุทธองค์) แต่พระองค์มาเป็นทางหลุดพ้น มาเป็นผู้ไถ่บาป โดยตายไถ่บาปเรา เพื่อเราจะไม่ต้องตาย และในวันที่สาม พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อเราจะได้เป็นขึ้นจากตายด้วย (รม 4:25)
การเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์นี่แหละเป็นข้อพิสูจน์ถึงชัยชนะเหนือความตายของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง พระเจ้าและมนุษย์ เพื่อเราจะได้มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ ขอเพียงแต่เราเชื่อในพระองค์เท่านั้นเอง “และนี่แหละคือชีวิตเข้าสู่นิพพาน คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ผู้ที่พระองค์ทรงใช้มา” (ยน 17:3)
เมื่อเรารู้ว่าพระองค์เป็นทางหลุดพ้น เราต้องกลับใจใหม่หันเข้าหาพระองค์ และสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ หันหลังให้กับความบาป และยอมติดตามพระองค์ เราจะต้องเชื่อและไว้วางใจในพระเยซู ทุกสิ่งที่เรามี และทุกอย่างที่เรากระทำ “คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ แก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน” (รม 3:22)
พระคัมภีร์สอนไว้ว่า ทางหลุดพ้นด้วยการกระทำของเราเองนั้นเป็นไปไม่ได้ ทางหลุดพ้นนั้นมีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือทางของพระเยซูคริสต์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น (เป็นมรรค) เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน 14:6)
กล่าวโดยสรุป พระเยซูเป็นทางหลุดพ้นเพียงทางเดียว เพราะพระองค์คือผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถใช้หนี้บาปของเราได้ (รม 6:23) ทางหลุดพ้นไม่มีในศาสนาอื่นๆ ในพุทธศาสนานั้น ทางหลุดพ้นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะความหลุดพ้นนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของคน ถ้าทำได้ก็จะหลุดพ้น ถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่หลุดพ้น ศักยภาพของมนุษย์ไม่สามารถที่จะทำตามคำสอนของพระพุทธองค์พอที่จะหลุดพ้นได้ ในศาสนาคริสต์ก็เช่นกัน ถ้าสอนว่า ความหลุดพ้นขึ้นอยู่กับการประพฤติ หรือการกระทำของมนุษย์ ก็จะไม่แตกต่างจากศาสนาพุทธ และความหลุดพ้นนั้นก็เป็นไปไม่ได้
ดังนั้นพระเจ้าจึงได้อวตาร (Incarnation) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อทำความหลุดพ้นให้ พระองค์มาเกิดเป็นพระเยซู อยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ไปด้วยพระคุณและความจริง (ยน 1:1,14) พระองค์มาตายใช้หนี้บาป พระองค์เป็นความหลุดพ้น “ในผู้อื่นความหลุดพ้นไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายหลุดพ้นได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ 4:12) สรุปอีกครั้งว่าพระเยซูเท่านั้นที่เป็นหนทางไปสู่สวรรค์ เป็นหนทางไปสู่พระเจ้า ทางอื่นไม่สามารถไปได้ ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม
เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม 2012 เวลา 8:45 น.

เชื่อพระเยซูโดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา

27 ก.ย.

บทเรียนพระคัมภีร์
เชื่อพระเยซู โดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา
(Believe in Jesus, not necessary to change religious)
เขียนโดย…บรรพต เวชกามา
(ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)
วันพุธที่ 21 พฤษภาคม 2012 เวลา 15:20 น.
________________________________________
คนไทยหลายคน เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องของพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านจากใบปลิว หรือการฟังทางวิทยุ หรือโทรทัศน์ หรือฟังการเล่าเรื่องบารมีของพระเจ้าเป็นการส่วนตัว เขามักจะคิดว่า “ผม-ฉัน นับถือศาสนาพุทธ เป็นพุทธศาสนิกชน แล้วทำไมผม-ฉัน จะต้องเชื่อพระเยซู ทำไมผม-ฉัน จะต้องเปลี่ยนศาสนา หรือทำไมผม-ฉันจะต้องเป็นคริสเตียน”
ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น อยากจะบอกไว้ก่อนว่า เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูนั้น ไม่ต้องเป็นคริสเตียน ไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาก็ได้ ยังนับถือศาสนาพุทธ และยังเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนเดิม แต่เป็น “พุทธใหม่” เพราะ “พุทธเก่า”นั้น พึ่งอาศัยในตนเอง แต่พุทธใหม่นั้นพึ่งอาศัยในพระเจ้า พึ่งอาศัยในการกระทำของพระเยซูคริสต์เจ้า
ที่นี้กลับมาที่คำถามที่ว่า ผม-ฉัน นับถือศาสนาพุทธ (เก่า) แล้วทำไมจะต้องเปลี่ยนมานับถือพุทธ (ใหม่) ซึ่งก็คือการชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูคริสต์เจ้า ทำไมผม-ฉันต้องทำเช่นนั้น
คำตอบ ประการแรกก็คือ เพราะ การนับถือศาสนพุทธ (แบบเก่า) นั้น ไม่ได้ช่วยให้คุณหลุดพ้นได้ คำสอนเรื่องการหลุดพ้นในศาสนาพุทธนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของคุณเอง ดังภาษิตบาลีว่า “อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ” ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าคุณอยากหลุดพ้น อยากไปสวรรค์ อยากไปนิพพาน คุณจะต้องประพฤติ ปฏิบัติเอง ทำตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในพุทธศาสนา ไม่มีการไถ่บาป ไม่มีการทำแทน “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ไม่มีพระผู้ไถ่ หรือพระผู้ช่วยให้หลุดพ้น (Saviour) คุณทำอะไรก็ได้อย่างนั้น คุณทำดี ได้ดี คุณทำชั่วได้ชั่ว
แต่ปัญหาของคุณ (และผม) คือ เป็นคนบาป ถ้าบอกว่า เป็นคนบาป คุณอาจจะไม่ยอมรับ เพราะคำสอนในศาสนาพุทธ ไม่มี “บาปกำเนิด” (Original Sin) ซึ่งเป็นบาปที่ติดตัวมาจากการเกิดเป็นมนุษย์ สืบต่อเป็นทอดๆ มาจาก อาดัมเอวา ซึ่งเป็นมนุษย์คู่แรกของโลก
เขาทั้งสองได้ทำบาป คือฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า ความบาปนั้น จึงสืบทอด ถ่ายทอดลงไปในเลือดเนื้อ วิญญาณ จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนที่สืบทอดมาจากอาดัมเอวา ไม่ว่าคุณ (และผม) จะนับถือศาสนาอะไร เผ่าพันธุ์ไหน ชนชาติอะไร เพศอะไร อยู่ในวัยไหนก็ตาม ถ้าได้ชื่อว่าเป็นคน คุณมีบาปกำเนิด (Original Sin)
บาปกำเนิดนี้ ศาสนาพุทธสอนว่าคือ “กิเลส ราคะ ตัณหา” กิเลส ราคะ ตัณหา นี่แหละคือบาปกำเนิดตามคำสอนในพระคัมภีร์ไบเบิล ดังนั้น ถ้าคุณ (และผม) ไม่ยอมรับว่ามีบาปกำเนิดก็ไม่เป็นไร แต่คุณจะปฏิเสธเรื่อง กิเลส ราคะ ตัณหา ไม่ได้ เพราะเป็นคำสั่งสอนขององค์สมณะโคดม
กิเลส ราคะ ตัณหา ฝังอยู่ในร่างกาย เนื้อหนัง จิตใจ จิตวิญญาณของคุณ (และผม) ไม่มีทางที่จะเอาออกไปได้ ไม่ว่าคุณ (และผม) จะประพฤติ ปฏิบัติตามคำสั่งขององค์สมเด็จพระสมณะโคดมมากเท่าใด ก็ไม่มีทางที่ กิเลส ราคะ ตัณหาจะหมดไปจากจิตใจ จิตวิญญาณ และร่างกายของคุณ (และผม) ได้
ต่อให้ไปบวชจนสำเร็จพระอรหันต์ กิเลส ราคะ ตัณหา ก็ไม่หมดไป อาจจะน้อยลง หรือควบคุมมันให้อยู่ใน Control ของคุณ (และผม) ได้ แต่อย่าคิดว่า มันจะหมดไป ตราบใดที่คุณ (และผม) อยู่ในเนื้อหนังร่างกาย (ที่มีบาปกำเนิด มีกิเลส ราคะ ตัณหา) นี้ ไม่มีทางที่คุณ (และผม) จะเป็นคนบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส ราคะ ตัณหาได้เลย ต่อให้บวช รักษาศีล ภาวนา ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนานเท่าใด บาปกำเนิด กิเลส ราคะ ตัณหา ของคุณ (และผม) ก็ไม่มีวันหมดไป
เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณ (และผม) จะทำอย่างไร จึงจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหาเหล่านั้น ตามศาสนาพุทธ พระพุทธองค์ก็สอนว่า “ให้ละเว้นความชั่ว และประกอบกรรมดี” ให้รักษาศีลห้า ถ้าคุณทำได้ตามศีลห้านั้น คุณก็จะเป็นคนดี (แต่กิเลส ราคะ ตัณหา หรือบาปกำเนิด ของคุณก็ยังไม่หมดไป) แต่ถ้าคุณฝ่าฝืนศีลห้า คุณก็จะเป็นคนไม่ดี เป็นคนชั่ว ซึ่งคนไทยพุทธ (เก่า) จะบอกว่า คุณ (และผม) เป็นคนบาป ความจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะคนไทยพุทธ (เก่า) เข้าใจ และสอนกันว่า “ถ้าทำผิด ฝ่าฝืนบทบัญญัติ ฝ่าฝืนศีลห้า จึงเป็น “บาป” ถ้าไม่ฝ่าฝืนก็ไม่บาป
การทำผิด ฝ่าฝืนศีลห้าเป็นบาป
ดังนั้นเราจึงได้ยินอยู่เสมอว่า “ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต” เป็นบาป “ลักขโมยทรัพย์สมบัติ โกงเอาของๆคนอื่นมาเป็นของตน” เป็นบาป ผิดผัวผิดเมียคนอื่น เป็นบาป โกหกพกลม เป็นบาป และดื่มสุรายาเมาก็เป็นบาป ถ้าไม่ทำ ก็ไม่บาป ถ้ารักษาศีลได้ก็ไม่เป็นบาป
ความเข้าใจเรื่องบาประหว่างพุทธ (เก่า) และพุทธ (ใหม่)
แสดงว่า คนไทยพุทธ (เก่า) และคนไทยพุทธ (ใหม่) เข้าใจ “ความบาป” ไม่เหมือนกัน บาปของคนไทยพุทธ (เก่า) คือการทำผิด การฝ่าฝืน บทบัญญัติ การฝ่าฝืนศีลห้า แต่บาปของคนไทยพุทธ (ใหม่) คือ การเกิดมาเป็นมนุษย์ ยังไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องฝ่าฝืนศีลห้า ไม่ต้องฝ่าฝืนบทบัญญัติอะไร ก็เป็นคนบาปแล้ว เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ก็มีบาปแล้ว นั่นคือ “การเห็นแก่ตัว อยากเป็นใหญ่ อยากเป็นคนสำคัญ ปฏิเสธพระเจ้า ไม่ยอมกลับหันหลังไปพึ่งพระเจ้า” สิ่งเหล่านี้ ชาวไทยพุทธ (เก่า) ไม่เรียกว่า “บาป” แต่เรียกว่า “กิเลส ราคะ ตัณหา” ซึ่งก็คือบาปในความเข้าใจของคนไทยพุทธ (ใหม่)นั่นเอง
ดังนั้น เราจึงต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า “การมีกิเลศ ราคะ ตัณหา” ชีวิตมีทุกข์ การเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตนี้เกิดมาพร้อมกับ ทุกขฺ อนิจจฺ อนตฺตา คือ ชีวิตนี้เป็นทุกข์ และเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง ไม่ยังยืน และไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู-ของกู เกิดขึ้นมาสักพักหนึ่งก็ดับ หรือตายไปแล้ว สิ่งเหล่านี้แหละ คือ “บาป” ตามความหมายของคนไทยพุทธ (ใหม่)
ฉะนั้น เมื่อเราเกิดมาเป็นคน เราจึงมีบาปกำเนิด มีทุกข์ มีความเสื่อม เพราะชีวิตเป็น ทุกขฺ อนิจจฺ อนตฺตา ร่างกายเป็นอนิจจัง และในที่สุดก็จะตายไป เพราะไม่มีตัวตน พระพุทธองค์สอนว่า อย่าไปยึดติดเลย ให้ปล่อยวาง และรู้ทัน เราก็จะสามารถที่ขจัดความบาปที่เรามีนี้ได้
ปัญหาของมนุษย์
แต่ปัญหาของมนุษย์คือ ไม่มีศักยภาพพอที่จะทำตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ไม่สามารถที่จะทำตามศีลห้าได้ บางทีอาจจะทำได้ข้อหนึ่ง หรือสองข้อ หรือทำไม่ได้เลย การกระทำตามศีลห้านี้จะต้องทำให้ครบถ้วน ทำให้เป็นประจำ ทำตลอดเวลา เมื่อใดก็ตาม ที่เราฝ่าฝืน ก็แสดงว่า เราเป็นคนบาปแล้ว (ตามศาสนาพุทธเก่า)
ทางออกของคนที่ถือพุทธเก่า
เพราะเหตุนี้เอง ผู้ที่ยึดถือว่าจะต้องรักษาศีลห้า เพื่อจะได้หลุดพ้น เพื่อจะได้เป็นคนบุญ จึงสอนว่า “ขอให้ทำขอให้รักษาศีลห้า ทำได้เท่ากับ “ช้างแกว่งหู งูแลบลิ้น” ก็ได้บุญแล้ว ก็เป็นคนดีแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง จะทำได้มากกว่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะลบ บาปกำเนิด หรือ กิเลส ราคะ ตัณหาที่มีอยู่ในเนื้อหนังร่างกายของเราได้
ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะทำอย่างไร ทางออกของศาสนาพุทธ (เก่า) ก็คือ ต้องปฏิบัติ ต้องกระทำ ต้องถือศีลภาวนา ต้องรู้ทันตัวเอง ประพฤติปฏิบัติไปเรื่อยๆ หวังว่า สักวันหนึ่ง จะสามารถทำตามศีลห้า (หรือศีลอื่นๆได้) และก็จะได้ไปสวรรค์ หรือไปนิพพาน ชีวิตก็จะพ้นทุกข์
ทางออกของคนที่ถือพุทธใหม่
แต่ทางออกของพุทธ (ใหม่) ไม่เป็นเช่นนั้น ทางออกของชาวพุทธ (ใหม่) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า เพราะมนุษย์เป็นคนบาป (มีบาปกำเนิด) มีกิเลส ราคะ ตัณหา ชีวิตวนเวียนอยู่กับการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่สามารถทำตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสมณะโคดมได้
พระเจ้าจึงได้ทำความหลุดพ้นให้กับมนุษย์ โดยได้ทำพันธสัญญาไว้กับ “อับราฮัม” ว่าพระองค์จะส่งให้ผู้หนึ่งมาเกิดในตระกูลของเขา เพื่อจะมาเป็น “ผู้ไถ่บาป” (ทั้งที่เป็นบาปกำเนิด กิเลส ราคะ ตัณหา หรือบาปที่เกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนบทบัญญัติ หรือศีลห้า) (คำสอนนี้ไม่มีอยู่ในศาสนาพุทธเก่า) ผู้ที่จะมาเกิดนั้น คือ “พระมาซีอะห์ (Mashiah) ในศาสนายูดาย หรือ พระศรีอาริย เมตไตรย ในศาสนาพุทธ (เก่า)
แผนการของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้น
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของของพวกอิสราเอล พระเจ้าก็เปิดเผยให้เห็นทีละเล็กละน้อยถึงการไถ่บาป พระองค์ยอมให้มีการบูชาไถ่บาป โดยใช้แกะเป็นเครื่องบูชา ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่อ้างถึงพระผู้ไถ่ที่จะมาเกิดในอนาคต ในที่สุด พระผู้ไถ่ หรือพระมาซีอะห์ (หรือพระศรีอาริย์ เมตไตรย) ก็ลงมาเกิดตามพระสัญญา มาเกิดเป็น “พระเยซู” ผู้เป็นพระสัญญาของพระเจ้า ผู้เป็นพระคริสต์ของชาวกรีก เป็นพระมาซีอะห์ของชาวฮีบรู หรือเป็น “พระศรีอาริย เมตไตรย” ของชาวไทยพุทธเก่า
การกระทำของพระเจ้าเพื่อมนุษย์
เมื่อพระองค์มาเกิดแล้ว พระองค์ได้มาทำแทนมนุษย์ชาติ ประการแรกที่พระองค์ทำ คือ การทำตามธรรมบัญญัติ (ซึ่งหมายถึงศีลห้า ศีลสิบ หรือบทบัญญัติอื่น รวมทั้งข้อความในพระคัมภีร์หมวดธรรมบัญญัติของยิว และหนังสือพระคัมภีร์ทั้งเล่ม) แสดงว่า คำสอนที่ว่า จงกระทำตามศีลห้า (และศีลอื่นๆ) เพื่อจะได้หลุดพ้น เพื่อจะได้เป็นคนดีนั้น พระเยซูได้กระทำแล้วอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เหตุที่พระองค์ทำได้ เพราะพระองค์ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นพระเจ้า เป็นผู้ที่มีศักยภาพที่จะทำได้
พระองค์เป็นพระเจ้าในรูปแบบที่ไม่เป็นบุคคล คือเป็น “พระธรรม (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “พระวาทะ”) ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นสง่าราศีของพระองค์ คือสง่าราศีอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา” (ยน 1:14)
เมื่อพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว พระองค์ไม่ได้มาลายธรรมบัญญัติ หรือศีลต่างๆ แต่มาทำให้สมบูรณ์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า “อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะทำลายธรรมบัญญัติหรือคำของคนทรงของพระเจ้าเสีย เรามิได้มาเพื่อจะทำลาย แต่มาเพื่อจะให้สำเร็จ เพราะเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถึงฟ้าและดินจะล่วงไป แม้อักษรหนึ่งหรือจุดๆหนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าจะสำเร็จทั้งสิ้น เหตุฉะนั้น ผู้ใดได้ทำให้ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่งในพระบัญญัตินี้เบาลง ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย ผู้นั้นจะได้ชื่อว่า เป็นผู้น้อยที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามพระบัญญัติ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่า เป็นใหญ่ในอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าบุญของท่านไม่ยิ่งกว่าบุญของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้” (มธ 5:17-19)
นอกจากพระองค์จะมาทำตามศีลห้า มาทำตามบทบัญญัติต่างๆ แล้ว พระองค์ยังมาตายเพื่อไถ่บาปด้วย เพราะความบาป (ที่เป็นบาปกำเนิด เป็นกิเลส ราคะ ตัณหา ฯลฯ) นั้นไม่มีทางหมดไปด้วยการประพฤติของคน พระเจ้าในพระเยซู จึงได้มาทำแทน มาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป เพราะว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย (ทั้งทางฝ่ายร่างกาย และจิตวิญญาณ) แต่ของประทานของพระเจ้าคือชีวิตเข้าสู่นิพพาน ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (รม 6:23)
ผู้ที่จะไถ่บาป และผู้ที่จะรับการไถ่บาป
ในการไถ่บาปนั้น ต้องไถ่กับพระเจ้า เพราะมนุษย์มาจากพระเจ้า เป็นหนี้ความบาป และความตายอยู่กับพระเจ้า จะต้องมีการไถ่ หรือการใช้หนี้ ความตาย (ของมนุษย์) จะต้องไถ่ด้วยความตายของพระเจ้า (ในพระเยซู) มนุษย์ไม่มีศักยภาพพอที่จะไถ่ตัวเองได้ เพราะถ้าทำเช่นนั้น มนุษย์จะต้องตกนรกตลอดไปเป็นนิตย์ แต่พระเจ้าในพระเยซู พระองค์มาตาย และตกนรกแทนมนุษย์ในสามวันที่พระองค์ตายนั้น
หลังจากนั้น พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย มีร่างกายใหม่ เป็นร่างกายที่ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ “ทุกขฺ อนิจจฺ อนตฺตา” แต่เป็นร่างกายที่ “สุขฺ นิจจฺ อตฺตา” คือ จะเป็นเหมือนร่างกายของอาดัมก่อนที่จะล้มลงในความบาป และจะมีความสัมพันธ์กับพระองค์ อยู่กับพระองค์ตลอดไป เป็นร่างกายหรือชีวิตที่เข้าสู่นิพพาน คือจะไม่มี บาป (ไม่ว่าจะเป็นบาปกำเนิด) ไม่มีกิเลส ราคะ ตัณหา อีกเลย
หนทางที่จะหลุดพ้นของคนที่เป็นพุทธ (ใหม่)
กล่าวโดยสรุปคือ เพราะคุณ (และผม) เป็นคนบาป (มีบาปกำเนิด มีกิเลส ราคะ ตัณหา) ไม่สามารถที่จะพ้นบาปได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะทำอย่างไร จะพยายามอย่างไร จะถือศีล หรือบวชเป็นสมณะ ก็ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นจากบาป ไม่สามารถจะหลุดพ้นจาก กิเลส ราคะ ตัณหานี้ได้ ดังนั้นพระเจ้า จึงได้มาทำแทน มาทำตามธรรมบัญญัติ มาตาย และเป็นขึ้นจากความตายแทนเรา ถ้าคุณ (และผม) อยากจะพ้นบาป คุณจะต้องมาพึ่งพระองค์ เชื่อวางใจในพระองค์ แล้วคุณ (และผม) ก็จะหลุดพ้นได้ นี่คือคำตอบที่ว่า ทำไมคุณจึงต้องเชื่อพึ่งพระเยซูคริสต์
ขอย้ำอีกว่า การเชื่อในพระเยซูนี้ เป็นการเปลี่ยนศาสนาไหม? คำตอบก็คือ ไม่ใช่การเปลี่ยนศาสนา คุณไม่ต้องนับถือศาสนาคริสต์ (รูปแบบ วัฒธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักรตะวันตก) คุณเพียงแต่เชื่อพึ่งอาศัย วางใจในการกระทำของพระเยซูเพื่อคุณเท่านั้นเป็นพอ
เชื่อพระเยซูไม่ใช่การเปลี่ยนศาสนา แต่เป็นการเปลี่ยนที่พึ่ง
คุณยังเป็นคนไทยพุทธเหมือนเดิม ภายนอกคุณเป็นพุทธ คือยังใช้รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย แต่ภายในคุณเปลี่ยนแปลงใหม่ คือไม่พึ่งอาศัยในตนเองอีกต่อไป แต่เชื่อพระเยซู การเชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูนี้ ไม่ใช่การเปลี่ยนศาสนา แต่เป็น “การเปลี่ยนที่พึ่ง” แต่ก่อนนั้นเมื่อครั้งที่คุณยังเป็นพุทธ (เก่า) อยู่นั้น คุณพึ่งในตนเอง พึ่งในความสามารถของตนเอง ทำดีเอง ถือศาสนาด้วยตนเอง เพื่อจะหลุดพ้น และคุณ (และผม) ก็รู้ว่า ทางนั้นตัน ไปไม่ได้ เพราะคุณ (และผม) เป็นมนุษย์ ไม่มีศักยภาพพอที่จะทำตามพอที่จะหลุดพ้นได้
ดังนั้นพระเจ้าในพระเยซู จึงได้มาทำแทนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และตอนนี้ คุณ (และผม) ได้ย้ายที่พึ่ง (ไม่ใช่เปลี่ยนศาสนา) จากการพึ่งตนเอง มาพึ่งพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ภายนอกของคุณยังเป็น รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยอยู่ แต่จิตใจของคุณ ได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้ว คือคือพึ่งพระเจ้า ในพระเยซู
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ตอบคำถามของคุณ (และผม) แล้วใช่ไหมล่ะว่า ทำไมคุณ (และผม) ที่เป็นพุทธ (เก่า) จึงต้องมาเป็นพุทธ (ใหม่) เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซู หวังว่าที่บรรยายมาอย่างยืดยาวนี้ จะตอบคำถามของคุณได้บ้าง
ท้ายที่สุด โดยการเชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูเท่านั้นที่เราจะหลุดพ้นได้ หากคุณต้องการให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้หลุดพ้น และต้องการให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ ขอให้คุณสวดอ้อนวอน หรือพูดกับพระเจ้า จะออกเสียงหรือพูดในใจก็ได้ แล้วบอกพระองค์ว่าคุณต้องการรับความหลุดพ้นโดยทางพระเยซู
ตัวอย่างการสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง ที่คุณจะสวดอ้อนวอน หรือพูดกับพระเจ้า: “สาธุพระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงรักลูก ขอบคุณพระองค์สำหรับการเสียสละพระองค์เองเพื่อลูก ขอบคุณที่พระองค์สำหรับการให้อภัยและประทานความหลุดพ้นให้ ลูกขอรับของขวัญแห่งความหลุดพ้นโดยทางพระเยซู ลูกขอต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้หลุดพ้นของลูกตลอดไป ลูกขอสวดอ้อนวอนในนามพระเยซูคริสต์เจ้า สาธุ”
ถ้าคุณได้สวดอ้อนวอนตามนี้แล้ว คุณก็ได้เชื่อพึ่งอาศัยพระเจ้า คุณได้เป็นลูกของพระองค์ ได้รับการชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) และจะได้รับร่างกายใหม่ เข้าสู่สวรรค์ เข้าสู่นิพพาน ในความหลุดพ้นขั้นที่ 3 (Glorification) นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ความหลุดพ้นนี้ไม่มีอยู่ในศาสนาพุทธ (เก่า) มีอยู่แต่ในพระเยซูเท่านั้น
เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม 2012 เวลา 16:35 น.

ประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คริสเตียน

19 ก.ย.

บทเรียนพระคัมภีร์

ประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คริสเตียน

(The Gospel for Christian)

โดยบรรพต เวชกามา

(ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)

หวันที่ 19 เมษายน 2011 เวลา 10:50 น.


ถ้าเราจะแบ่งคนในโลกนี้ตามพระคำของพระเจ้า เราอาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

คนที่ยังไม่หลุดพ้น

คนที่หลุดพ้นแล้ว

คำว่า หลุดพ้น คริสเตียนทั่วไปใช้ว่า รอด แต่ในบทเรียนนี้จะไม่ใช้คำนี้ เพราะเป็นภาษาเฉพาะกลุ่ม คนไทยทั่วไปไม่เข้าใจ จึงขออนุญาตใช้คำว่า หลุดพ้น เพราะคนไทยทั่วไปเข้าใจ และอยากจะ หลุดพ้น

อย่างไรก็ตาม คนที่ยังไม่หลุดพ้น คือคนที่นับถือศาสนา (ที่พึ่งตนเองเพื่อจะหลุดพ้น) ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม จะเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลาม หรือศาสนาอื่นๆ ก็ตาม ต่างก็ยังไม่หลุดพ้นทั้งนั้น

ปัญหาของมนุษย์คือไม่รู้จักความหลุดพ้นของพระเจ้า

เหตุที่คนนับถือศาสนาเหล่านี้ยังไม่หลุดพ้น เพราะเขาไม่รู้จัก ความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เขาจึงสร้างความหลุดพ้นของตนเองขึ้นมา ความหลุดพ้นของผู้ที่นับถือศาสนาเหล่านั้นคือ การพึ่งตนเอง การทำความดี การประพฤติปฏิบัติตามหลักของศาสนา เพื่อตัวเองจะได้หลุดพ้น

ในกรณีนับถือศาสนาพุทธ ก็จะพยายามดับกิเลสตัณหาด้วยตนเอง ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ รักษาศีลห้า ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ทำผิดศีลห้า

ในกรณีถือศาสนาคริสต์ ก็จะพยายามละเว้นความชั่วกระทำความดี ทำตามคำสอนของพระเจ้าด้วยตนเอง คือช่วยพระเจ้า ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้า เพราะเข้าใจว่า การกระทำของพระเจ้า ในพระเยซู นั้นไม่เพียงพอจะต้องช่วยพระองค์

ในกรณีนับถือศาสนาอื่นๆ ก็จะกระทำตามคำสอนเหล่านั้นด้วยตนเอง (ขอย้ำว่า “ด้วยตนเอง”) เพื่อจะได้รับความหลุดพ้น

การทำความหลุดพ้นด้วยตนเองนี้ เรียกว่า ไม่รู้จักความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า อยู่นอกความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า และคิดว่าตัวเองมี ศักยภาพ พอที่จะทำความหลุดพ้นได้ จึงได้สร้างความหลุดพ้นของตนเองขึ้นมา

เหมือนกับพวกยิวที่ “ไม่รู้จักความหลุดพ้น (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า ความชอบธรรม”) ของพระเจ้า และได้สร้างความหลุดพ้นของตนเองขึ้นมา” (รม 10:3) และเหมือนกับ คริสเตียน ที่ไม่รู้จักความหลุดพ้นโดยพระคุณพระเจ้า 3 ขั้นตอน ซึ่งได้แก่การถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่ง หรือที่เรียกว่า เราอยู่ในพระเยซู” (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า ความชอบธรรม=Justification) การถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่สองที่เรียกว่า พระเยซูอยู่ในเรา” (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า การชำระให้บริสุทธิ์”=Sanctification) และการจะเข้าสู่สง่าราศีของพระเจ้า” รับร่างกายใหม่ในความหลุดพ้นขั้นที่สาม (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า เข้าส่วนในพระสิริของพระเจ้า”=Glorification)

เหตุที่มนุษย์ไม่สามารถหลุดพ้นได้ด้วยตนเอง

ตามความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ไม่มี ศักยภาพ” (Potential) พอที่จะหลุดพ้นได้ด้วยตนเอง เพราะมนุษย์มีธรรมชาติที่อ่อนแอ พูดตามคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธก็บอกว่า มนุษย์มีกิเลส ราคะตัณหา” (คือรัก=ราคะ โลภ=โลภะ โกรธ=โทสะ หลง=โมหะ) จึงไม่มีศักยภาพพอที่จะทำดี หรือทำตามหลัก ศีลธรรม ที่ศาสนาบัญญัติไว้ได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ตลอดเวลาและตลอดไป

แม้แต่ศีล 5 ข้อ มนุษย์ก็ไม่สามารถรักษาได้อย่างครบถ้วนตลอดเวลา และตลอดไปได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะพ่ายแพ้แก่กิเลส ราคะ ตัณหา (ภาษาของคริสเตียนคือ บาปกำเนิด”=original) ที่ฝังอยู่ในร่างกายจิตใจของตนเอง

ถ้าจะพูดตามภาษาเฉพาะของคริสเตียนก็คือ มนุษย์เป็นคนบาป เกิดขึ้นมาก็เป็นคนบาปทันที โดยไม่ต้องทำผิด หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติหรือศีลธรรมแต่อย่างใด (ซึ่งก็คือ มีกิเลส ราคะ ตัณหานั่นเอง) มนุษย์เห็นแก่ตัว อยากเป็นใหญ่กว่าพระเจ้า และคนทั้งปวง เป็นศัตรูกับพระเจ้า มีธรรมชาติที่อ่อนแอ (อยู่ในวัฏฏะจักรแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย) ไม่สามารถทำตามบทบัญญัติ หรือคำสั่งสอนของพระเจ้าพอที่จะหลุดพ้นได้ (ข้อย้ำว่า ไม่สามารถทำตามศีลห้า และศีลอื่นๆ ตามคำสั่งสอนของศาสนาพอที่จะหลุดพ้นได้)

พระธรรมมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำความหลุดพ้นให้กับทุกคน

ดังนั้นพระเจ้าจึงได้อวตาร (Incarnation) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งก็คือ พระเยซูคริสต์เจ้า ผู้เป็นพระธรรม (หรือ โลกอส Logos=พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า พระวาทะ”)

คำว่า พระธรรมในภาษาไทย (ที่มาจากภาษาบาลี) มีความหมายว่า ธรรมชาติกฎธรรมชาติหน้าที่ตามธรรมชาติผลที่เกิดจากการทำหน้าที่ตามธรรมชาติ และ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

พระธรรมนี่แหละที่มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อทำความหลุดพ้นให้กับมนุษย์ทุกคน ตามที่ยอห์น 1:14 กล่าวไว้ว่า พระธรรมได้มาเกิดเป็นมนุษย์ และทรงอยู่ท่ามกลางเรา และเราทั้งหลายได้เห็นสง่าราศีของพระองค์ คือสง่าราศีอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง

การมาเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์เจ้า (ผู้เป็นพระธรรม) นี้ พระองค์ไม่ได้มาเป็น ศาสดาของศาสนาคริสต์ ไม่ได้มาสั่งสอนให้คนทำดีเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าเหมือนโมเสส หรือไม่ได้มาเป็น ครู ผู้ชี้ทางหลุดพ้นให้กับมนุษย์เหมือนกับ พระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาของพุทธศาสนา และศาสดาของศาสนาอื่นๆ

แต่พระองค์มาเป็น ผู้ทำแทน โดยมาเป็นเครื่องบูชาไถ่โทษบาป มาเป็นผู้รับความผิดบาปของโลกไป ตามที่กล่าวไว้ใน ยอห์น 1:29 ว่า วันรุ่งขึ้นเมื่อยอห์นผู้ทำพิธีมุดน้ำ เห็นพระเยซูกำลังเดินมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า จงดูพระผู้เป็นลูกแกะของพระเจ้า (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลเป็นภาษาเฉพาะของตนเองว่า พระเมษโปดกของพระเจ้า”) ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย

จากพระคำข้อนี้ เราจะเห็นว่า พระองค์มาเพื่อจะรับความผิดบาปของโลกไป นอกจากนี้พระองค์ยังมาเป็นผู้ทำแทนมนุษย์ทุกคน สิ่งใดที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทำ และมนุษย์ไม่สามารถทำได้ เพราะมีธรรมชาติที่อ่อนแอ เป็นคนที่มีกิเลส ราคะ ตัณหา หรือเป็นคนบาป พระองค์ได้ทำแทนแล้ว

ศีลธรรม (ศีล 5 ศีล 10 ฯลฯ) พระองค์ทำตามแล้วอย่างครบถ้วน ไม่มีข้อบกพร่องแม้แต่อย่างใด บทบัญญัติต่างๆของโมเสส (รวมทั้งของพระพุทธองค์และของศาสดาองค์อื่นๆด้วย) พระองค์ได้ทำตามอย่างครบถ้วน ดังที่พระองค์ตรัสว่า อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะเลิกล้างหนังสือธรรมบัญญัติและคำของศาสดาพยากรณ์ เรามิได้มาเพื่อจะเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ(มธ 5:17)

มนุษย์หลุดพ้นได้ด้วยการกระทำของพระเจ้า

เพราะฉะนั้นการที่มนุษย์จะหลุดพ้น จึงไม่ได้อยู่ที่การกระทำของเขาเอง แต่อยู่ที่การกระทำของพระเจ้า ในพระเยซู” (อฟ 1:3-14) และตามที่เปาโลกล่าวไว้ว่า ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายหลุดพ้นนั้นก็หลุดพ้นโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความหลุดพ้นนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (อฟ 2:8-9)

ดังนั้นใครก็ตามที่ทำความความหลุดพ้นด้วยตนเอง ก็แสดงว่ายังไม่ได้อยู่ในความหลุดพ้นของพระเจ้า ไม่ว่าคุณจะเรียกตนเองว่าเป็นคริสเตียน หรือคริสตัง หรือนับถือศาสนาอะไรก็ตาม ถ้าคุณทำความหลุดพ้นด้วยตัวของคุณเอง โดยการประพฤติดี รักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไปโบสถ์เพื่อร่วมประชุมนมัสการพระเจ้าทุกวันอาทิตย์ โดยถือว่าการกระทำของคุณนั้นเป็นความดี เป็นสิ่งที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย และคุณจะได้รับความหลุดพ้น ถ้าคุณคิดเช่นนั้นแสดงว่า คุณทำความหลุดพ้นด้วยตนเอง ยังไม่ได้อยู่ในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า

เป็นคริสเตียนแล้วทำอะไรก็ได้หรือ

ทางที่ถูกต้อง คุณต้องยอม อยู่ในพระเยซู เมื่อคุณอยู่ในพระเยซูแล้ว คุณจะได้รับความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ คุณไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำดี รักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เพื่อร่วมประชุมนมัสการพระเจ้า

เพราะแม้ว่าคุณทำสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่เกิดความหลุดพ้นขึ้นแต่อย่างใด เพราะการกระทำเช่นนั้น ไม่ใช่หนทางหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เป็นความหลุดพ้นของคุณเอง ซึ่งพระเจ้าเห็นว่า ไร้ค่า

บางคนอาจจะถามว่า เชื่อพระเจ้าเป็นคริสเตียนได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องทำดีใดๆหรือ? ทำอะไรก็ได้หรือ? คำตอบมีสองอย่างคือ ใช่

ดังที่เปาโลกล่าวว่า ข้าพเจ้าทำสิ่งสารพัดได้ ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ทำได้นั้นจะมีประโยชน์ ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใดเลย(1 คร 6:12)

อิสรภาพในพระเจ้ามีมากมายขนาดนั้น คือเมื่อหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจาแล้ว ก็ทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำทุกสิ่งตามใจของตนเอง เพราะเราไม่ได้เป็นนายของตนเอง แต่พระเจ้าเป็นนายของเรา และคำตอบอีกอย่างคือ ไมใช่

ถ้าคุณถามเช่นนั้น ก็แสดงว่า คุณโง่แล้ว คุณจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ดังที่เปาโลกล่าวว่า ถ้าเข่นนั้น(ในเมื่อเราหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว) เราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป (คือทำอะไรไรก็ได้ตามกิเลส ราคะ ตัณหา) เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือเมื่อถามเช่นนี้แล้ว เปาโลก็กล่าวต่อไปว่าอย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย (คือทำเช่นนั้นก็ได้ แต่อย่าทำเลย) พวกเราที่ตายต่อบาปแล้ว(ในพระเยซู)จะมีชีวิตในบาป (กิเลส ราคะ ตัณหา) ต่อไปอย่างไรได้(รม 6:1-2)

การดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่สอง

เราอย่าลืมว่า เมื่อเราถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าในขั้นที่หนึ่ง (เราอยู่ในพระเยซู=Justification) แล้ว เราก็จะถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าขั้นที่สอง (พระเยซูอยู่ในเรา=Sanctification) ในการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่สองนี้ เราไม่ได้อยู่เพียงลำพังหรืออยู่เดียวดาย หรือเราไม่ได้พึ่งตนเอง หรือทำความหลุดพ้นเอง ดังที่คริสเตียนหลายคนเข้าใจผิด และพยายามที่จะประพฤติดี ทำดี เพื่อช่วยพระเจ้า เพื่อความหลุดพ้นจะได้สมบูรณ์ ไม่ใช่เช่นนั้น

แต่การดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าในขั้นที่สองนี้ เรามี อำนาจของพระเจ้า” (the power of God)อยู่กับเรา เราไม่ได้อยู่เดียวดาย หรืออยู่เพียงลำพัง แต่เรามีอำนาจของพระเจ้าอยู่ด้วย อำนาจของพระเจ้านั้นคือ พระธรรม(ซึ่งพระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า พระวิญญาณ”) มาอยู่กับเรา อยู่ในเรา

และพระธรรมนี้แหละจะเป็นผู้ที่ช่วยเรา และนำพาให้เราประพฤติดี ทำดี การทำดีหรือประพฤติดีโดยพระคุณของพระเจ้าในความหลุดพ้นขั้นที่สอง (พระเยซูอยู่ในเรา=Sanctification) นี้ไม่ได้ต้องการความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าขั้นที่หนึ่ง (เราอยู่ในพระเยซู=Justification) เพราะเราทำไม่ได้ เราเป็นคนบาป (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) มีธรรมชาติที่อ่อนแอ และการทำความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่งนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่เป็นหน้าที่ของพระเจ้า และพระองค์ได้ทำแล้วในพระเยซู เรามีหน้าที่เพียงแต่ยอมรับเอาความหลุดพ้นบาปขั้นที่หนึ่งที่พระองค์ทำแทนแล้วนั้น มาเป็นของเรา ซึ่งเป็นการยากมาก เพราะมนุษย์ไม่ยากทำเชนนั้น เขาถือว่ามันง่ายเกินไป คริสเตียนหลายคนไม่อยากสอน ไม่กล้าสอน เพราะกลัวว่า คนจะทำบาป และไม่ยอมทำความดี

ความหลุดพ้นโดยพระคุณมีอยู่ในบารมีของพระเจ้า

ความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าทั้งสามขั้นตอน (ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น) นี้แหละคือ บารมีของพระเจ้า(พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า ข่าวประเสริฐ”) ไม่มีอยู่ในศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ (ที่เป็นเพียงรูปแบบของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตก) หรือศาสนาอื่นๆ แต่มีอยู่ในพระเยซู

ถ้าเราเพียงแต่เป็น คริสเตียน ที่นับถือศาสนาคริสต์ (นิกายไหนก็ได้) โดยพึ่งตนเองเพื่อจะได้รับความหลุดพ้น ทำดี ทำตามคำสั่งสอนของพระเจ้า ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ก็แสดงว่า เรายังไม่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เรายัง อยู่นอกพระเยซู ยังไม่ได้ อยู่ในพระเยซู

เราจะอยู่ในพระเยซูก็ต่อเมื่อเราละทิ้ง ตัวกูของกู(พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า เอาชนะตนเอง) แล้วแบกกางเขนตามพระองค์ไป (มก 8:34) นั่นก็คือ เรายอมทิ้งตัวของเรา ยอมรับว่าเราเป็นคนอ่อนแอ มีธรรมชาติบาป (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) แล้วรับเอาการกระทำของพระเยซูทุกอย่างมาเป็นของเรา เมื่อนั้นเราจะ อยู่ในพระเยซู และเมื่อนั้น เราได้รับความหลุดพ้นแล้ว (ในขั้นที่หนึ่ง และกำลังดำเนินอยู่ในขั้นที่สอง)โดยพระคุณของพระเจ้า

ศาสนาคริสต์กับบารมีของพระเจ้าไม่เหมือนกัน

โดยทั่วไปแล้ว คริสเตียน มักจะเข้าใจว่า ศาสนาคริสต์(รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักรตะวันตก) เป็นเรื่องเดียวกับ บารมีของพระเจ้า(เหมือนกับชาวยิวเข้าใจว่ารูปแบบของศาสนายิว เป็นเรื่องเดียวกับบารมีของพระเจ้า) ซึ่งไม่เป็นความจริง

เมื่อออกไปประกาศกับคนที่ยังไม่มีความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคนไทยที่นับถือ พุทธศาสนา ก็จะพยายามยัดเยียด ศาสนาคริสต์ ให้กับคนไทยไปพร้อมกับ บารมีของพระเจ้าด้วย ซึ่งคนไทยจะยอมรับ (ทั้งสองอย่างพร้อมกัน) ยาก เพราะคนไทยคิดและเข้าใจว่า ศาสนาของเขาดีอยู่แล้ว และศาสนาไหนก็สอนให้คนเป็นคนดี

จนมีบางคนถามพวกเราว่า เชื่อพระเยซู โดยไม่ต้องนับถือศาสนาคริสต์ได้ไหม ซึ่งเราก็บอกว่า ได้ เชื่อพระเยซูโดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาก็ได้ และก็มีหลายคนเชื่อพระเยซูได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า โดยไม่เป็นคริสเตียนด้วย

(ซึ่งตรงกันข้ามกับหลายคนที่เป็น คริสเตียน แต่ไม่ยอมรับความหลุดพ้นของพระเจ้า แสดงว่าคนนั้นยังไม่หลุดพ้น และยังอยู่นอกพระเยซู แม้ว่าจะเรียกตนเองว่าเป็นคริสเตียนก็ตาม)

คริสเตียนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ และจะบอกว่า ไม่ได้ ที่บอกว่าไม่ได้ เพราะคิดว่า ศาสนาคริสต์ และ บารมีของพระเจ้า เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งความจริงแล้ว เป็นคนละเรื่องกัน เหมือนกับพวกยิวที่คิดว่า “ศาสนายูดาย” และ “บารมีของพระเจ้า” เป็นเรื่องเดียวกัน แต่เปาโลได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ ว่า “รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี” ของยิว ไม่ใช่บารมีของพระเจ้า และไม่เกี่ยวข้องกัน ชาวต่างชาติเชื่อในบารมีของพระเจ้าโดยไม่ต้อง เข้าจารีตนับถือศาสนายูดาย

คนที่เป็นคริสเตียนที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่ทำความหลุดพ้นด้วยตนเอง ก็ไม่ต่างจากคนที่นับถือศาสนายูดาย ศาสนาพุทธ ฯลฯ แต่อย่างใด เพราะเขาไม่ยอมอยู่ในความหลุดพ้นของพระเจ้า เขายังอยู่นอกพระคริสต์

ดังที่เปาโลกล่าวว่า ผู้ที่ปรารถนาอยากหลุดพ้น (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า เป็นคนชอบธรรม”)โดยธรรมบัญญัติ เขาก็ขาดจากพระคริสต์ และหล่นพ้นไปจากพระคุณไปเสียแล้ว(กท 5:4)

การประกาศบารมีของพระเจ้าให้แก่คริสเตียนมีความจำเป็น

ดังนั้น การประกาศบารมีของพระเจ้านั้น จึงไม่จำเป็นจะต้องประกาศกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ เท่านั้น แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประกาศกับ คริสเตียน ที่ไม่เข้าใจ และไม่ยอมอยู่ในความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าด้วย ใครก็ตามที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน (หรือคริสตัง) ที่พึ่งตนเอง เพื่อจะได้รับความหลุดพ้นนี้ น่าสงสารมาก เพราะเขาเป็นพวกที่ ใกล้เกลือกินด่าง อยู่กับพระคุณของพระเจ้าแท้ๆ แต่กลับมองไม่เห็น

เหมือนกับพวกยิว ที่มองไม่เห็น และไม่เชื่อว่า พระเยซูเป็น พระสัญญา ของพระเจ้า เป็นความหลุดพ้นของเขา ไม่ใช่เขาไม่เชื่อเท่านั้น เขายังพยายามที่จะทำลายล้าง ตามประหัตถ์ประหารคนที่เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูด้วย ดังที่เราจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรกๆ

มีคริสเตียนจำนวนมากทำความดีเพื่อจะได้รับความหลุดพ้น

จากประสบการณ์ของข้าพเจ้าในการเป็นคริสเตียน ไม่น้อยกว่า 50 ปี เห็นว่า มีคริสเตียน (ที่เป็นคนไทยที่มีพื้นฐานมาจากศาสนาพุทธ) จำนวนไม่น้อยที่พึ่งตนเองเพื่อจะหลุดพ้น ทำความหลุดพ้นด้วยการประพฤติดี ทั้งนี้เพราะไม่เข้าใจความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า 3 ขั้นตอน

เมื่อไปอ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยที่แปลไม่ชัดเจน ว่าจะต้องประพฤติเพื่อจะได้รับความหลุดพ้นที่ว่า เหตุฉะนี้พวกที่รักของข้าพเจ้า เมื่อท่านเชื่อฟังทุกเวลาฉันใด ท่านทั้งหลายจงอุตส่าห์ประพฤติ เพื่อให้ได้ความหลุดพ้นด้วยความเกรงกลัวและตัวสั่นฉันนั้น มิใช่เฉพาะเมื่อข้าพเจ้าอยู่กับท่านเท่านั้น แต่จงยิ่งประพฤติให้มากข้นในเมื่อข้าพเจ้าไม่อยู่ด้วย(ฟป 2:12)

เมื่ออ่านเช่นนี้แล้ว ก็ยิ่งต้องพึ่งตนเองมากยิ่งขึ้นเพื่อจะได้รับความหลุดพ้น ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด และเป็นการไม่ถูกต้อง เปาโลบอกให้ประพฤติในหนังสือฟิลิปปีนี้ ไม่ใช่ประพฤติในขั้นที่หนึ่ง แต่เป็นขั้นที่สอง ซึ่งจำเป็นจะต้องประพฤติ เพราะได้รับความหลุดพ้นแล้ว ไม่ใช่ประพฤติเพื่อจะได้รับความหลุดพ้นในขั้นหนึ่ง

ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่สำคัญ ที่คริสเตียนไทยไม่เข้าใจ และจะถกเถียงกับข้าพเจ้า กล่าวหาว่าข้าพเจ้าสอนผิดอยู่เป็นประจำ แม้แต่ในทุกวันนี้ ก็ยังกล่าวหาว่า ข้าพเจ้าสอนผิด สอนให้คนทำอะไรก็ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เราทำอะไรก็ได้ เหมือนเปาโลกล่าวไว้ แต่ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะมีประโยชน์ และทำให้เราเจริญขึ้น

คริสเตียนที่หลุดพ้นแล้วจะต้องประกาศบารมีพระเจ้าให้แก่คริสเตียนที่ยังไม่หลุดพ้น

คริสเตียนที่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า 3 ขั้นตอน จะต้องถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องประกาศ บารมีของพระเจ้าให้กับคริสเตียนที่ยังไม่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เหมือนกับ ชาวยิว(ที่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว) ที่ได้ประกาศบารมีของพระเจ้าให้ชาวยิว (ที่ยังไม่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า)

ปัญหายุ่งยากเกิดขึ้นกับชาวยิว ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ฉันใด ปัญหายุ่งยากก็จะเกิดกับ คริสเตียน(ที่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว) ฉันนั้น เรื่องนี้ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเป็นความจริง เพราะคริสเตียน (ที่ยังไม่ได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า) จะมีใจแข็งกระด้าง จะไม่ยอมเชื่อง่ายๆ ว่า เขาจะต้องยอมอยู่ในพระเยซู และยอมเชื่อพึ่งอาศัยในพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น เขาไม่มีหน้าที่ที่จะทำความหลุดพ้นเลย เขามีหน้าที่อย่างเดียวเท่านั้น คือ ยอม เชื่อพึ่งอาศัยในพระคุณของพระเจ้า

เพราะเปาโลกล่าวไว้ว่า ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายหลุดพ้น (ในขั้นที่หนึ่ง=พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า รอด”)นั้นก็หลุดพ้นโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้” (อฟ 2:8)

หนทางหลุดพ้นมีทางเดียวเท่านั้นคือพระคุณของพระเจ้า

ถ้าคริสเตียนยอมอยู่ในพระเยซู ยอมรับว่าหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น การประพฤติดี ไม่ใช่เพื่อจะได้รับความหลุดพ้นเพิ่มขึ้น หรือเป็นคนดีเพิ่มขึ้น การประพฤติดีนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองพระคุณของพระเจ้า เพราะได้รับความหลุดพ้นแล้ว

ถ้าคริสเตียนทุกคนเข้าใจเช่นนี้ และยอมทำเช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะประกาศ บารมีพระเจ้า ให้แก่คริสเตียน แต่จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า ยังมีคริสเตียนอีกจำนวนมาก ที่ยังไม่หลุดพ้น ยังงมโข่งอยู่กับการพึ่งตนเอง ยังช่วยพระเจ้า ยังทำดีเพื่อจะได้รับความหลุดพ้นอยู่

ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะประกาศ และบอกคริสเตียนเหล่านั้นว่า หยุดพึ่งตนเองได้แล้ว กลับมาพึ่งในพระคุณของพระเจ้าเถิด แม้ว่าคุณจะทำดีขนาดไหนก็ตาม จะไม่ได้รับความหลุดพ้นหรอก เพราะไม่ใช่หนทาง หนทางคือพึ่งในพระคุณของพระเจ้า ซึ่งเป็น “บารมีของพระเจ้า” ในพระเยซูคริสต์เจ้า

19 เมษายน 54

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2012 เวลา 15:00 น.

 

 

พระเจ้า 2 แบบ (Two Kinds of God)

13 ก.ย.

บทเรียนพระคัมภีร์

พระเจ้า 2 ชนิด

(Two Kinds of God)

เขียนโดยบรรพต เวชกามา

(ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2012 เวลา 14:00 น.


หลายคนมักจะคิดและเข้าใจว่า พระเยซูเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ หรือเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์ แท้จริงพระองค์ไม่ได้เป็นศาสดาหรือผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์ ถ้าจะแสวงหาว่าใครเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์ที่ใช้รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของกรีก-โรมัน ผู้นั้นคือเปาโล เพราะเปาโลเป็นผู้ที่นำ บารมีของพระเจ้า ออกจาก รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของยิว ไปสวมใส่ของกรีก-โรมัน

ถ้าพระองค์ไม่ใช่ผู้ก่อตั้ง และไม่ใช่ศาสดาของศาสนาคริสต์แล้วพระองค์เป็นใคร? มีความสำคัญอย่างไร? คำตอบก็คือ พระองค์เป็นพระเจ้าผู้สร้างโลก สร้างทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่ปรากฏแก่ตา และไม่ปรากฏแก่ตา

พระเจ้ามีอยู่ 2 แบบ

คำว่า พระเจ้า นี้มีสองแบบด้วยกัน คือ พระเจ้าแบบบุคคล และพระเจ้าที่ไม่ใช่บุคคล เนื่องจาก ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย พระบุตรของเดียวผู้ทรงสถิตอยู่ในทรวงของพระบิดา พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว (ยน 1:18) ดังนั้นเมื่ออธิบายพระองค์ เราจึงอธิบายว่า พระองค์ที่เป็นเหมือนบุคคล หมายความว่า เราใช้คนเป็นแบบอย่าง (Model) ในการอธิบายพระองค์ คือ มีหู มีตา มีปาก มีฟัน มีความรู้สึกนึกคิดต่างๆเหมือนกับคน พระเจ้าแบบนี้มีอยู่ในศาสนายิวหรือยูดาย ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู พระองค์เป็นพระเจ้าสูงสุด เป็นพระเจ้าองค์เดียว

พระนามของพระเจ้าแบบบุคคลในภาษาฮีบรู

ในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู พระนามของพระเจ้าแบบบุคคลมีอยู่หลายพระนาม แต่เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้ว มักจะแปลว่า พระเจ้า หรือองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ชื่อของพระเจ้าแบบบุคคลตามที่ปรากฏนี้ เป็นชื่อตามภาษาฮีบรู ตามที่คนในพระคัมภีร์เรียกชื่อพระองค์ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1. อีโลฮิม(Elohim=พระเจ้า) “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐก 1:1)

2. เยโฮวาห์ (Jehovah=องค์พระผู้เป็นเจ้า) “พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดินและทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจของเขาล้วนเป็นเรื่องร้ายเสมอไป” (ปฐก 6:5)

3. เยโฮวาห์อีโลฮิม(Jehovah Elohim=องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้า) “พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผลคลีดินระลายลมปราณเข้าทางจมูกมนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต” (ปฐก 2:7)

4. อโดนัย (Adonai=องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ครอบครองผู้เป็นเจ้านาย) “พระองค์ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าว่าดูเถิดพระเจ้าประทับยืนอยู่ที่ข้างกำแพงสร้างด้วยใช้สายดิ่งมีสายดิ่งอยู่ในพระหัตถ์และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่าอาโมสเอ๋ยเจ้าเห็นอะไรและข้าพเจ้าทูลว่าสายดิ่งเส้นหนึ่งพระเจ้าข้าแล้วพระเจ้าตรัสว่าดูเถิดเรากำลังเอาสายดิ่งจับท่ามกลางอิสราเอลประชากรของเราเราจะไม่ผ่านเขาไปอีก”’ (อมส 7:7-8)

5. เยโฮวาห์ซาบาโอธ (Jehovah Sabaoth=องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพลโยธา) “พระองค์ผู้ทรงเป็นส่วนของยาโคบไม่เหมือนสิ่งเหล่านี้เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ที่ก่อร่างทุกสิ่งขึ้นและอิสราเอลเป็นเผ่าที่เป็นมรดกของพระองค์พระเยโฮวาห์จอมโยธาเป็นพระนามของพระองค์” (ยรม 10:16)

6. เอลชัดได(El Shaddai=พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่) “เมื่ออายุอับรามได้เก้าสิบเก้าปีพระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามและตรัสแก่ท่านว่าเราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จงดำเนินอยู่ต่อหน้าเราและเป็นคนดีพร้อม” (ปฐก 17:1)

7. เอลเอลยอน(El Elyon=พระเจ้าผู้ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์) “อับราฮัมปลูกต้นแทมริสก์ไว้ที่เบเออร์เชบาและนมัสการออกพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้านิรันดร์ที่นั่น” (ปฐก 21:33)

8. เยโฮวาห์ยิเรห์ (Jehovah-Jireh=องค์พระผู้เป็นเจ้าจัดเตรียมไว้) “อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่าเยโฮวาห์ยิเรห์อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่าจะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์”’ (ปฐก 22:14)

9. เยโฮวาห์ราฟา(Jehovah-rapha=พระเจ้าผู้รักษาโรค) “พระองค์ตรัสว่าถ้าเจ้าทั้งหลายฟังเสียงของพระเจ้าของเจ้าและกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของระองค์เงี่ยหูฟังพระบัญญัติของพระองค์และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ทุกประการแล้วโรคต่างๆซึ่งเราบันดาลให้เกิดแก่ชาวอียิปต์นั้นเราจะไม่ให้บังเกิดแก่พวกเจ้าเลยเพราะเราคือพระเจ้าแพทย์ของเจ้า” (อพย 15:26)

10. เยโฮวาห์ นิสสิ (Jehovah-nissi=องค์พระผู้เป็นเจ้าคือธงแห่งชัยชนะ) “โมเสสจึงสร้างแทนบูชาเรียกเชื่อว่าเยโฮวาห์นิสสีกล่าวว่าพระหัตถ์บนพระบัลลังของพระเจ้าพระองค์จะทรงกระทำสงครามกับอามาเลขต่อไปทุกชั่วชาตพันธุ์” (อพย 17:15)

11. เยโฮวาห์ชาโลม (Jehovah-shalom=องค์พระผู้เป็นเจ้าคือสันติภาพ) “ฝ่ายกิเดโอนก็สร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่งถวายพระเจ้าที่นั่นและเรียกตำบลนั้นว่าพระเจ้าคือสวัสดิภาพทุกวันนี้แท่นนั้นก็ยังอยู่ที่โอฟราห์ซึ่งเป็นของตระกูลอาบีเยเซอร์” (วนฉ 6:24)

12. เยโฮวาห์ ราห์ (Jahovah-raah=องค์พระผู้เป็นเจ้าคือผู้เลี้ยงแกะ) “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน” (สดด 23:1)

13. เยโฮวาห์ ทสิดเกนู (Jehovaah-tsidken=องค์พระผู้เป็นเจ้าคือความชอบธรรม) “ในสมัยของท่าน ยูดาห์จะหลุดพ้นได้ และอิสราเอลจะอาศัยอยู่อย่างมั่นคง และนี่จะเป็นนามซึ่งเราจะเรียกท่าน คือ พระเจ้าเป็นความชอบธรรมของเรา” (ยรม 23:6)

14. เยโฮวาห์ ชามมาห์ (Jahovah-shammah=องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่ที่นั่น) “วัดรอบนครนั้นได้หนึ่งหมื่นแปดพันศอก ตั้งแต่นี้ไปนครนี้มีชื่อว่า พระเจ้าสถิตที่นั่น” (อสค 48:35)

15. อโดไนเยโฮวาห์ (Adonai Jehovah=องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ครอบครองผู้เป็นพระเจ้า) “อับรามทูลว่าข้าแต่พระเจ้า (ผู้ครอบครอง) ข้าพระองค์จะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้ดินแดนนี้เป็นกรรมสิทธิ์” (ปฐก 15:8)

16. เราเป็นซึ่งเราเป็น (I am who I am) “ฝ่ายโมเสสทูลพระเจ้าว่าเมื่อข้าพระองค์ไปหาชนชาติอิสราเอลและบอกพวกเขาว่าพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลายทรงสั่งข้าพเจ้ามาหาท่านและเขาจะถามข้าพระองค์ว่าพระองค์ทรงพระนามว่ากระไรข้าพระองค์จะตอบเขาอย่างไรพระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่าเราเป็นผู้ซึ่งเราเป็นแล้วพระองค์ตรัสว่าไปบอกชนชาติอิสราเอลว่าพระองค์ผู้ทรงพระนามว่าเราเป็นทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย” (อพย 3:13-14) พระเยซูตรัสกับเขาว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนอับราฮัมเกิดมานั้นเราเป็นอยู่แล้ว(ยน 8:58)

17. อัลฟาและโอเมกา (The alpha and the Omega=เบื้องต้นและเบื้องปลาย) “พระเจ้าผู้ทรงอยู่เดี๋ยวนี้ผู้ได้ทรงอยู่ในกาลก่อนผู้จะเสด็จมานั้นและผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดได้ตรัสว่าเราเป็นอัลฟาและโอเมกา” (เบื้องต้นและเบิ้องปลาย) (วว 1:8)

ความหมายของพระเจ้าที่ไม่เป็นบุคคล

ส่วนพระเจ้าที่ไม่เป็นบุคคลนั้น คือ พระธรรม หรือ ธรรมะ เนื่องจากพุทธศาสนา ไม่ยอมรับว่ามีพระเจ้าแบบบุคคล แต่ยอมรับว่ามีพระเจ้าที่ไม่ใช่บุคคล ดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า:

“ทีนี้ก็มาถึงพระเจ้าโดยชื่อ พระเจ้านี้จะเรียกชื่อว่าอะไร ในภาษาไทยเราเรียกพระเจ้า พระเจ้าของคริสเตียน หรือที่เนื่องจากคริสเตียนก็เรียกว่าพระเยโฮวาห์ (Jehovah) ศาสนาอิสลาม เขาเรียกชื่อพระเจ้าว่า อัลหล่า นี้เขามีชื่อกันทั้งนั้น ในพุทธศาสนาเล่า พระเจ้ามีชื่อว่าอะไร ตรงนี้ต้องขอเวลาอธิบายกันสักหน่อย คือขอให้ย้อนไปพิจารณาจากเรื่องธรรมะ 4 ความหมาย

ความหมายของธรรมะ 4 ประการ

ธรรมะคือตัวธรรมชาตินี้ความหมายหนึ่ง

ธรรมะคือกฎของธรรมชาตินี้ความหมายหนึ่ง

ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินี้ความหมายหนึ่ง

ธรรมะคือผลอันเกิดจากหน้าที่นั้นอีกความหมายหนึ่งรวมเป็น 4 ความหมาย (และอีกอย่างหนึ่งคือคำสอนของพระพุทธเจ้า=ผู้เขียน)

พระธรรมที่เป็นกฎธรรมชาติคือพระเจ้า

แล้วพระธรรมในความหมายที่ 2 คือกฎของธรรมชาตินั่นเองเป็นชื่อของพระเจ้า ถ้าจะเรียกกันสั้น ๆ เราก็ต้องเรียกว่า พระธรรมเป็นชื่อของพระเจ้า

ในพระธรรมตามความหมายที่ 2 ที่เรากำลังพูดถึง คือกฎของธรรมชาติ จะใช้คำว่ากฎของธรรมชาติเป็นชื่อของพระเจ้ามันก็รุ่มร่าม แต่ที่ถูกมันเป็นอย่างนั้น ธรรมะหรือพระธรรมในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ นั้นแหละคือพระเจ้า ตามความหมายทางพุทธศาสนา

พระธรรมเป็นที่เคารพของพระพุทธเจ้า

พระธรรมในลักษณะนี้ เป็นที่เคารพ แม้แต่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสขึ้นมาเองว่า ตถาคตจะอยู่โดยมีที่เคารพ และธรรมะที่ตรัสรู้และนำมาสอนนั่นแหละเป็นที่เคารพของตถาคต สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาสอนอันลึกซึ้ง ก็คือความจริงของธรรมชาติ ซึ่งเราเรียกกันว่า สัจธรรม ฉะนั้นสัจธรรมจะเป็นชื่อของพระเจ้าในความหมายนี้ก็ได้ แต่อาตมาชอบคำว่าพระธรรมเฉยๆ หรือธรรมเฉยๆ เป็นชื่อของพระเจ้า ที่เราจะมีกันในหมู่พุทธบริษัท พูดง่ายๆ ก็ว่าพุทธบริษัทมีพระเจ้าแล้วก็เรียกว่าพระธรรม

พระธรรมรวมอยู่ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าด้วย

บางคนอาจจะสงสัยว่าก็เป็นพระธรรมที่รวมอยู่ในชุดพระรัตนตรัยสามอย่าง คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้นหรือย่างไร ก็อยากจะบอกว่า พระธรรมที่นี่ มีความหมายไกลขึ้นไปถึงกฎของธรรมชาติอันสูงสุด และก็รวมคำว่า พระธรรมในพระรัตนตรัยเข้าไว้ด้วย หลักพระธรรมก็ดี การปฏิบัติก็ดี ก็รวมอยู่ในคำว่าธรรม หรือพระธรรมในความหมายอันสูงสุดนั้น

ทีนี้จะชี้ให้เห็นชัดลงไปอีกว่า ธรรมในที่นี่หมายถึงธรรมเรื่องอะไร พระธรรมในความหมายอย่างไร ในเรื่องอะไร โดยเฉพาะเจาะจงขึ้นไปอีก ทีนี้มันก็จะกลายเป็นเรื่องของผู้คงแก่เรียน คนทั่วๆ ไปจะฟังไม่ค่อยเข้าใจ เว้นไว้แต่จะพยายามฟังหรือศึกษา

พระธรรมมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า

เราเคยบรรยายเรื่องอิทัปปัจจยตา อ้างพระพุทธภาษิตมาเห็นชัดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตถาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตามตถาคตทั้งหลายนะในลักษณะเป็นพหูพจน์คือมากตถาคตทั้งหลายจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ตามธรรมธาตุนั้นก็มีอยู่แล้วในฐานะเป็นธัมมัฏฐิตตาธัมมนิยามตาธรรมธาตุนั้นเป็นตถาคือมีความเป็นอย่างนั้นธรรมธาตุนั้นเป็นอวิตถตาธรรมธาตุนั้นมีความไม่เป็นอย่างอื่นจากความเป็นอย่างนั้นนี่คือชื่อของพระเจ้าหรือจะถือว่าเป็นคุณลักษณะของพระเจ้าสำคัญอยู่ตรงที่คำว่าตถาคำว่าตถาแปลว่าอย่างนั้นผู้ใดถึงตถาผู้นั้นเรียกว่าตถาคตถึงตถาก็คือถึงพระเจ้าที่พูดอย่างสมมติไม่ผิดจากความเป็นอย่างนั้นเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมดาเป็นการตั้งอยู่ตามธรรมดา

ความหมายของคำว่าตถา

ตถาความเป็นอย่างนั้น ในทางพระพุทธศาสนาเล็งถึงเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง คือกฎอันเกี่ยวกับอริยสัจโดยตรง นี้เราไม่ต้องเปรียบเทียบ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองว่า ตถามีอยู่ 4 อย่าง คือ

ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคนี่คือตถากฎเกี่ยวกับ 4 อย่างนี้เรียกว่าตถานี่คือตัวสัจจะที่เป็นพระเจ้าแล้วก็กฎเรื่อง

อนิจจังทุกขังอนัตตา นี่ก็เป็นตถาแล้วก็กฎเรื่อง

ปฎิจจสมุปบาททั้งชุดที่ก็เป็นตถาแต่มักจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอิทัปปัจจยตาจะเรียกว่าตถาก็ได้จะเรียกว่าตถตาก็ได้จะเรียกว่าอวิตถตาก็ได้เรียกว่าอนัญญาถตาก็ได้เรียกว่าธัมมัฏฐิตตาก็ได้ธัมมนิยามตาก็ได้ใจความมันเหมือนกันหมดคือความเป็นอย่างนั้นตั้งอยู่โดยความเป็นอย่างนั้นคือจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้

ข้อเปรียบเทียบระหว่างพระเจ้าแบบบุคคลและพระเจ้าที่ไม่ใช่บุคคล

นี่คือตัวกฎของธรรมชาติ ที่เป็นความหมายของคำว่า ธรรมะ ในความหมายที่ 2 เรียกว่ากฎของธรรมชาตินี่คือตัวพระเจ้าในพุทธศาสนา ทีนี้มันจะเป็นบุคคลไม่ได้ จะเป็นบุคคล มีลักษณะอย่างบุคคล เหมือนพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ศาสนายิว คริสต์ อิสลามไม่ได้ เพราะว่าเรามีพระเจ้าอย่างแบบที่ไม่ใช่คน แล้วทำไมไม่เรียกพระเจ้า ก็เพราะมีคุณสมบัติ มีลักษณะ มีสมรรถนะ มีอะไรทุกอย่างเหมือนกับพระเจ้าชนิดที่เขาเรียกกันอย่างคน

พระเจ้าอย่างบุคคลเป็นปฐมเหตุทุกสิ่งในสากลจักรวาล เราก็มีพระเจ้าตถานี่แหละเป็นปฐมเหตุของทุกสิ่งในสากลจักรวาล

เขาว่าพระเจ้าสร้างโลก

เราว่ากฎตถาหรือตถตานั่นแหละสร้างโลก

เขาว่าพระเจ้าควบคุมโลกเพิกถอนโลก

เราก็ว่ากฎตถานั่นแหละควบคุมโลกและเพิกถอนโลก

เขาว่าพระเจ้าอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งเป็น Omnipotentพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด

เราก็ว่ากฎตถตานี่แหละมันใหญ่กว่าสิ่งใด

พระเจ้าเป็นสิ่งที่อยู่ในทุกหนทุกแห่ง

กฎของธรรมชาติอยู่ในทุกสิ่งทุกแห่ง

ในทุกปรมาณูของสิ่งทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลก เป็นมนุษย์ก็ได้ ไม่ใช่เป็นมนุษย์ก็ได้ นี่ฟังดูให้ดีๆ ว่า แม้ในปรมาณูหนึ่งๆ ของร่างกายคนที่ประกอบเป็นมนุษย์นี้ก็มีพระเจ้า

จริงอยู่พวกโน้นเขาก็ว่าอย่างนี้ แม้เราก็กล่าวได้อย่างนี้โดยไม่มีข้อที่คัดค้านได้

เขาว่าพระเจ้านี่รู้ทุกสิ่งหมายความว่าความรู้ต่างๆมันรวมอยู่ในสิ่งที่พระเจ้ารู้และบันดาลได้ทั้งนั้น

เราก็มีพระเจ้ามีสิ่งที่ทำได้อย่างนั้นเราจึงมีพระเจ้าแต่ไม่ใช่อย่างคน

รวมความว่าพุทธบริษัทมีพระเจ้า แต่ไม่ใช่อย่างคน ไม่ควรจะเรียกว่าคน ก็เรียกว่าตัวธรรมชาติที่เป็นกฎก็คือกฎของธรรมชาติ

ความสอดคล้องของคำว่า กฎ และ God

ทีนี้คำว่า กฎนั้นมันมีอยู่ในภาษาไทย ภาษาบาลีไม่มีใช้ แต่บังเอิญมันมีในภาษาไทย ก็ใช้คำว่ากฎของธรรมชาติ นี่คือพระเจ้า แล้วบังเอิญไปเหมาะกันเข้ากับคำว่า Godของภาษาฝรั่ง ก็ถือว่าไอ้คำว่า กฎนั้นคือ Godของเราจะเข้มข้นกว่าเสียอีก ของเขามันออกเสียยาวเป็น God ของเราทำให้เข้มให้สั้นเข้ามาเป็นกฎ เรามีพระเจ้าที่เข้มข้นกว่าเสียอีก คือคำกฎ

ท่านทั้งหลายจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจอาตมาก็ยังลังเลอยู่เหมือนกัน ขอสรุปความว่า ลักษณะทั้งหลายที่มีอยู่ในพระเจ้าของฝ่ายที่มีพระเจ้าเป็นบุคคลนั้น เราก็มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ในความหมายที่เป็นตถตา ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้า คือมีคุณสมบัติมีอะไรเท่าเทียมกัน เพียงแต่เขากล่าวอย่างเป็นคน เราจะกล่าวอย่างเป็นธรรม คือมิใช่คน

พุทธศาสนาก็มีพระเจ้าเหมือนกัน

นี่เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่าพุทธบริษัทหรือพุทธศาสนาก็มีพระเจ้า ถ้าพูดว่าไม่มี ก็เพราะว่าเราโง่ไปเอง มันไม่มีปัญญาจะมีกับเขา ถ้าเรามีปัญญาพิจารณาใคร่ครวญดู เราก็จะเห็นว่า เรามีเหมือนกับที่เขามี แต่เราไม่ยอมถือว่าเป็นบุคคล หรือเป็นพระเจ้าอย่างบุคคล

การที่เขาจัดให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า มันถูกครึ่งเดียวเท่านั้น คือมันไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล แต่มันมีพระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคล แล้วเลยแบ่งพระเจ้าออกเป็น 2 ชนิด คือ

พระเจ้าอย่างบุคคลเป็นPersonal God

พระเจ้าที่มิใช่บุคคลเป็นImpersonal God

พระเจ้าก็เลยมีขึ้นมาเป็น 2 ชนิด เราก็มีกับเขาชนิดหนึ่ง พวกอื่นก็มีอีกชนิดหนึ่ง ฉะนั้นเราก็มาเป็นเพื่อนกันได้มาเป็นเกลอกันได้ คือมีพระเจ้าด้วยกัน แล้วเราก็ไม่ทะเลาะวิวาทกันในเรื่องที่มีพระเจ้าคนละรูปแบบ คือของเราไม่ใช่บุคคล

ศาสนาคริสเตียนออกจะได้เปรียบ เพราะเขาทำให้พระเจ้ามีถึง 3 ส่วน คือพระบิดาพระจิต (เป็นภาษาเฉพาะของคาทอลิก ส่วนโปรเตสแตนท์ ใช้ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์=ผู้เขียน) และพระบุตรพระบิดานั้นก็มีลักษณะอย่างคน พระบุตรก็มีลักษณะอย่างคน แต่พระจิตนั้น เขาเรียกว่าHoly Spiritไม่ใช่คนเป็นวิญญาณ

ถ้าเรียกว่าเป็นผี เดี๋ยวเขาจะโกรธเอา เราจะไม่ใช้คำว่าเป็นผี เรียกว่าพระจิต หรือพระวิญญาณตามที่น่าฟังสักหน่อย นี่ศาสนาคริสเตียนมีพระเจ้าทั้งชนิดที่เป็นบุคคล และมิใช่บุคคล จึงได้เปรียบที่จะพูดให้มันครอบคลุมไปหมดได้

นี่พุทธบริษัทมีพระเจ้าอย่างนี้กันเสียที บางคนอาจจะคิดว่า นี่เพื่อจะไปต่อรองกับพวกที่มีพระเจ้า เพื่อเอาอกเอาใจเขาหรืออย่างไร ก็บอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นความจริง มันเป็นความจริงอย่างยิ่ง จริงโดยเด็ดขาด ที่มันมีอยู่อย่างนี้ คือเรามีธรรมะในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่เหมือนกับพระเจ้าในศาสนาทั้งหลาย เขาทำกันได้อย่างไร เราก็ทำกันได้อย่างนั้น

ชื่อของพระเจ้าในศาสนาพุทธ

ฉะนั้นให้ยุติว่าเรามีพระเจ้าตามแบบของชาวพุทธ เป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งปวง สร้างสิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวง ทำลายสิ่งทั้งปวง ตั้งอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยอะไร อย่างนี้เป็นต้น

เมื่อถามว่าพระเจ้าของฝ่ายพุทธศาสนาชื่ออะไร ที่จะไปเข้าแถวกับคำว่าพระยะโฮวา พระอัลเลาะห์ พระอิศวร พระพรหมอะไรได้ ก็ใช้คำว่า ตถา หรือ ตถตา นี่จะพอสู้กันได้

ตามที่ได้ฟังมาคำว่าเยโฮวาห์(Jehovah)ก็แปลว่าตถาเหมือนกันคือตั้งอยู่โดยความเป็นอย่างนั้นพระเยโฮวาห์คำนี้แปลว่าผู้ที่ตั้งอยู่โดยความเป็นอย่างนั้น (I am who I am) หรือบางทีก็ผู้ที่มีอยู่ หรือสิ่งที่มีอยู่อย่างเป็นปัจจุบันอันไม่มีที่สิ้นสุด” (พุทธคริสต์ในทัศนะท่านพุทธทาส หน้า 33-68))

ดังนั้น เราจะเห็นว่า พระเจ้ามีอยู่สองแบบ นั่นคือ พระเจ้าแบบบุคคล และพระเจ้าที่ไม่ใช่บุคคล พระเจ้าแบบบุคคลนี่แหละเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในนามของกฎธรรมชาติตามที่ผู้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าแบบบุคคล ซึ่งพระองค์ได้ลงมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เป็นพระเยซูคริสต์เจ้า ดังที่เราจะได้เรียนในตอนต่อไป

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2012 เวลา 10:00 น.

พระเจ้า 2 แบบ (Two Kinds of God)

13 ก.ย.

บทเรียนพระคัมภีร์

พระเจ้า 2 ชนิด

(Two Kinds of God)

เขียนโดยบรรพต เวชกามา

(ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2012 เวลา 14:00 น.


หลายคนมักจะคิดและเข้าใจว่า พระเยซูเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ หรือเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์ แท้จริงพระองค์ไม่ได้เป็นศาสดาหรือผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์ ถ้าจะแสวงหาว่าใครเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์ที่ใช้รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของกรีก-โรมัน ผู้นั้นคือเปาโล เพราะเปาโลเป็นผู้ที่นำ บารมีของพระเจ้า ออกจาก รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของยิว ไปสวมใส่ของกรีก-โรมัน

ถ้าพระองค์ไม่ใช่ผู้ก่อตั้ง และไม่ใช่ศาสดาของศาสนาคริสต์แล้วพระองค์เป็นใคร? มีความสำคัญอย่างไร? คำตอบก็คือ พระองค์เป็นพระเจ้าผู้สร้างโลก สร้างทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่ปรากฏแก่ตา และไม่ปรากฏแก่ตา

พระเจ้ามีอยู่ 2 แบบ

คำว่า พระเจ้า นี้มีสองแบบด้วยกัน คือ พระเจ้าแบบบุคคล และพระเจ้าที่ไม่ใช่บุคคล เนื่องจาก ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย พระบุตรของเดียวผู้ทรงสถิตอยู่ในทรวงของพระบิดา พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว (ยน 1:18) ดังนั้นเมื่ออธิบายพระองค์ เราจึงอธิบายว่า พระองค์ที่เป็นเหมือนบุคคล หมายความว่า เราใช้คนเป็นแบบอย่าง (Model) ในการอธิบายพระองค์ คือ มีหู มีตา มีปาก มีฟัน มีความรู้สึกนึกคิดต่างๆเหมือนกับคน พระเจ้าแบบนี้มีอยู่ในศาสนายิวหรือยูดาย ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู พระองค์เป็นพระเจ้าสูงสุด เป็นพระเจ้าองค์เดียว

พระนามของพระเจ้าแบบบุคคลในภาษาฮีบรู

ในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู พระนามของพระเจ้าแบบบุคคลมีอยู่หลายพระนาม แต่เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้ว มักจะแปลว่า พระเจ้า หรือองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ชื่อของพระเจ้าแบบบุคคลตามที่ปรากฏนี้ เป็นชื่อตามภาษาฮีบรู ตามที่คนในพระคัมภีร์เรียกชื่อพระองค์ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1. อีโลฮิม(Elohim=พระเจ้า) “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐก 1:1)

2. เยโฮวาห์ (Jehovah=องค์พระผู้เป็นเจ้า) “พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดินและทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจของเขาล้วนเป็นเรื่องร้ายเสมอไป” (ปฐก 6:5)

3. เยโฮวาห์อีโลฮิม(Jehovah Elohim=องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้า) “พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผลคลีดินระลายลมปราณเข้าทางจมูกมนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต” (ปฐก 2:7)

4. อโดนัย (Adonai=องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ครอบครองผู้เป็นเจ้านาย) “พระองค์ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าว่าดูเถิดพระเจ้าประทับยืนอยู่ที่ข้างกำแพงสร้างด้วยใช้สายดิ่งมีสายดิ่งอยู่ในพระหัตถ์และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่าอาโมสเอ๋ยเจ้าเห็นอะไรและข้าพเจ้าทูลว่าสายดิ่งเส้นหนึ่งพระเจ้าข้าแล้วพระเจ้าตรัสว่าดูเถิดเรากำลังเอาสายดิ่งจับท่ามกลางอิสราเอลประชากรของเราเราจะไม่ผ่านเขาไปอีก”’ (อมส 7:7-8)

5. เยโฮวาห์ซาบาโอธ (Jehovah Sabaoth=องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพลโยธา) “พระองค์ผู้ทรงเป็นส่วนของยาโคบไม่เหมือนสิ่งเหล่านี้เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ที่ก่อร่างทุกสิ่งขึ้นและอิสราเอลเป็นเผ่าที่เป็นมรดกของพระองค์พระเยโฮวาห์จอมโยธาเป็นพระนามของพระองค์” (ยรม 10:16)

6. เอลชัดได(El Shaddai=พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่) “เมื่ออายุอับรามได้เก้าสิบเก้าปีพระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามและตรัสแก่ท่านว่าเราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จงดำเนินอยู่ต่อหน้าเราและเป็นคนดีพร้อม” (ปฐก 17:1)

7. เอลเอลยอน(El Elyon=พระเจ้าผู้ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์) “อับราฮัมปลูกต้นแทมริสก์ไว้ที่เบเออร์เชบาและนมัสการออกพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้านิรันดร์ที่นั่น” (ปฐก 21:33)

8. เยโฮวาห์ยิเรห์ (Jehovah-Jireh=องค์พระผู้เป็นเจ้าจัดเตรียมไว้) “อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่าเยโฮวาห์ยิเรห์อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่าจะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์”’ (ปฐก 22:14)

9. เยโฮวาห์ราฟา(Jehovah-rapha=พระเจ้าผู้รักษาโรค) “พระองค์ตรัสว่าถ้าเจ้าทั้งหลายฟังเสียงของพระเจ้าของเจ้าและกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของระองค์เงี่ยหูฟังพระบัญญัติของพระองค์และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ทุกประการแล้วโรคต่างๆซึ่งเราบันดาลให้เกิดแก่ชาวอียิปต์นั้นเราจะไม่ให้บังเกิดแก่พวกเจ้าเลยเพราะเราคือพระเจ้าแพทย์ของเจ้า” (อพย 15:26)

10. เยโฮวาห์ นิสสิ (Jehovah-nissi=องค์พระผู้เป็นเจ้าคือธงแห่งชัยชนะ) “โมเสสจึงสร้างแทนบูชาเรียกเชื่อว่าเยโฮวาห์นิสสีกล่าวว่าพระหัตถ์บนพระบัลลังของพระเจ้าพระองค์จะทรงกระทำสงครามกับอามาเลขต่อไปทุกชั่วชาตพันธุ์” (อพย 17:15)

11. เยโฮวาห์ชาโลม (Jehovah-shalom=องค์พระผู้เป็นเจ้าคือสันติภาพ) “ฝ่ายกิเดโอนก็สร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่งถวายพระเจ้าที่นั่นและเรียกตำบลนั้นว่าพระเจ้าคือสวัสดิภาพทุกวันนี้แท่นนั้นก็ยังอยู่ที่โอฟราห์ซึ่งเป็นของตระกูลอาบีเยเซอร์” (วนฉ 6:24)

12. เยโฮวาห์ ราห์ (Jahovah-raah=องค์พระผู้เป็นเจ้าคือผู้เลี้ยงแกะ) “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน” (สดด 23:1)

13. เยโฮวาห์ ทสิดเกนู (Jehovaah-tsidken=องค์พระผู้เป็นเจ้าคือความชอบธรรม) “ในสมัยของท่าน ยูดาห์จะหลุดพ้นได้ และอิสราเอลจะอาศัยอยู่อย่างมั่นคง และนี่จะเป็นนามซึ่งเราจะเรียกท่าน คือ พระเจ้าเป็นความชอบธรรมของเรา” (ยรม 23:6)

14. เยโฮวาห์ ชามมาห์ (Jahovah-shammah=องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่ที่นั่น) “วัดรอบนครนั้นได้หนึ่งหมื่นแปดพันศอก ตั้งแต่นี้ไปนครนี้มีชื่อว่า พระเจ้าสถิตที่นั่น” (อสค 48:35)

15. อโดไนเยโฮวาห์ (Adonai Jehovah=องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ครอบครองผู้เป็นพระเจ้า) “อับรามทูลว่าข้าแต่พระเจ้า (ผู้ครอบครอง) ข้าพระองค์จะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้ดินแดนนี้เป็นกรรมสิทธิ์” (ปฐก 15:8)

16. เราเป็นซึ่งเราเป็น (I am who I am) “ฝ่ายโมเสสทูลพระเจ้าว่าเมื่อข้าพระองค์ไปหาชนชาติอิสราเอลและบอกพวกเขาว่าพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลายทรงสั่งข้าพเจ้ามาหาท่านและเขาจะถามข้าพระองค์ว่าพระองค์ทรงพระนามว่ากระไรข้าพระองค์จะตอบเขาอย่างไรพระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่าเราเป็นผู้ซึ่งเราเป็นแล้วพระองค์ตรัสว่าไปบอกชนชาติอิสราเอลว่าพระองค์ผู้ทรงพระนามว่าเราเป็นทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย” (อพย 3:13-14) พระเยซูตรัสกับเขาว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนอับราฮัมเกิดมานั้นเราเป็นอยู่แล้ว(ยน 8:58)

17. อัลฟาและโอเมกา (The alpha and the Omega=เบื้องต้นและเบื้องปลาย) “พระเจ้าผู้ทรงอยู่เดี๋ยวนี้ผู้ได้ทรงอยู่ในกาลก่อนผู้จะเสด็จมานั้นและผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดได้ตรัสว่าเราเป็นอัลฟาและโอเมกา” (เบื้องต้นและเบิ้องปลาย) (วว 1:8)

ความหมายของพระเจ้าที่ไม่เป็นบุคคล

ส่วนพระเจ้าที่ไม่เป็นบุคคลนั้น คือ พระธรรม หรือ ธรรมะ เนื่องจากพุทธศาสนา ไม่ยอมรับว่ามีพระเจ้าแบบบุคคล แต่ยอมรับว่ามีพระเจ้าที่ไม่ใช่บุคคล ดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า:

“ทีนี้ก็มาถึงพระเจ้าโดยชื่อ พระเจ้านี้จะเรียกชื่อว่าอะไร ในภาษาไทยเราเรียกพระเจ้า พระเจ้าของคริสเตียน หรือที่เนื่องจากคริสเตียนก็เรียกว่าพระเยโฮวาห์ (Jehovah) ศาสนาอิสลาม เขาเรียกชื่อพระเจ้าว่า อัลหล่า นี้เขามีชื่อกันทั้งนั้น ในพุทธศาสนาเล่า พระเจ้ามีชื่อว่าอะไร ตรงนี้ต้องขอเวลาอธิบายกันสักหน่อย คือขอให้ย้อนไปพิจารณาจากเรื่องธรรมะ 4 ความหมาย

ความหมายของธรรมะ 4 ประการ

ธรรมะคือตัวธรรมชาตินี้ความหมายหนึ่ง

ธรรมะคือกฎของธรรมชาตินี้ความหมายหนึ่ง

ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินี้ความหมายหนึ่ง

ธรรมะคือผลอันเกิดจากหน้าที่นั้นอีกความหมายหนึ่งรวมเป็น 4 ความหมาย (และอีกอย่างหนึ่งคือคำสอนของพระพุทธเจ้า=ผู้เขียน)

พระธรรมที่เป็นกฎธรรมชาติคือพระเจ้า

แล้วพระธรรมในความหมายที่ 2 คือกฎของธรรมชาตินั่นเองเป็นชื่อของพระเจ้า ถ้าจะเรียกกันสั้น ๆ เราก็ต้องเรียกว่า พระธรรมเป็นชื่อของพระเจ้า

ในพระธรรมตามความหมายที่ 2 ที่เรากำลังพูดถึง คือกฎของธรรมชาติ จะใช้คำว่ากฎของธรรมชาติเป็นชื่อของพระเจ้ามันก็รุ่มร่าม แต่ที่ถูกมันเป็นอย่างนั้น ธรรมะหรือพระธรรมในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ นั้นแหละคือพระเจ้า ตามความหมายทางพุทธศาสนา

พระธรรมเป็นที่เคารพของพระพุทธเจ้า

พระธรรมในลักษณะนี้ เป็นที่เคารพ แม้แต่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสขึ้นมาเองว่า ตถาคตจะอยู่โดยมีที่เคารพ และธรรมะที่ตรัสรู้และนำมาสอนนั่นแหละเป็นที่เคารพของตถาคต สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาสอนอันลึกซึ้ง ก็คือความจริงของธรรมชาติ ซึ่งเราเรียกกันว่า สัจธรรม ฉะนั้นสัจธรรมจะเป็นชื่อของพระเจ้าในความหมายนี้ก็ได้ แต่อาตมาชอบคำว่าพระธรรมเฉยๆ หรือธรรมเฉยๆ เป็นชื่อของพระเจ้า ที่เราจะมีกันในหมู่พุทธบริษัท พูดง่ายๆ ก็ว่าพุทธบริษัทมีพระเจ้าแล้วก็เรียกว่าพระธรรม

พระธรรมรวมอยู่ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าด้วย

บางคนอาจจะสงสัยว่าก็เป็นพระธรรมที่รวมอยู่ในชุดพระรัตนตรัยสามอย่าง คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้นหรือย่างไร ก็อยากจะบอกว่า พระธรรมที่นี่ มีความหมายไกลขึ้นไปถึงกฎของธรรมชาติอันสูงสุด และก็รวมคำว่า พระธรรมในพระรัตนตรัยเข้าไว้ด้วย หลักพระธรรมก็ดี การปฏิบัติก็ดี ก็รวมอยู่ในคำว่าธรรม หรือพระธรรมในความหมายอันสูงสุดนั้น

ทีนี้จะชี้ให้เห็นชัดลงไปอีกว่า ธรรมในที่นี่หมายถึงธรรมเรื่องอะไร พระธรรมในความหมายอย่างไร ในเรื่องอะไร โดยเฉพาะเจาะจงขึ้นไปอีก ทีนี้มันก็จะกลายเป็นเรื่องของผู้คงแก่เรียน คนทั่วๆ ไปจะฟังไม่ค่อยเข้าใจ เว้นไว้แต่จะพยายามฟังหรือศึกษา

พระธรรมมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า

เราเคยบรรยายเรื่องอิทัปปัจจยตา อ้างพระพุทธภาษิตมาเห็นชัดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตถาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตามตถาคตทั้งหลายนะในลักษณะเป็นพหูพจน์คือมากตถาคตทั้งหลายจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ตามธรรมธาตุนั้นก็มีอยู่แล้วในฐานะเป็นธัมมัฏฐิตตาธัมมนิยามตาธรรมธาตุนั้นเป็นตถาคือมีความเป็นอย่างนั้นธรรมธาตุนั้นเป็นอวิตถตาธรรมธาตุนั้นมีความไม่เป็นอย่างอื่นจากความเป็นอย่างนั้นนี่คือชื่อของพระเจ้าหรือจะถือว่าเป็นคุณลักษณะของพระเจ้าสำคัญอยู่ตรงที่คำว่าตถาคำว่าตถาแปลว่าอย่างนั้นผู้ใดถึงตถาผู้นั้นเรียกว่าตถาคตถึงตถาก็คือถึงพระเจ้าที่พูดอย่างสมมติไม่ผิดจากความเป็นอย่างนั้นเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมดาเป็นการตั้งอยู่ตามธรรมดา

ความหมายของคำว่าตถา

ตถาความเป็นอย่างนั้น ในทางพระพุทธศาสนาเล็งถึงเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง คือกฎอันเกี่ยวกับอริยสัจโดยตรง นี้เราไม่ต้องเปรียบเทียบ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองว่า ตถามีอยู่ 4 อย่าง คือ

ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคนี่คือตถากฎเกี่ยวกับ 4 อย่างนี้เรียกว่าตถานี่คือตัวสัจจะที่เป็นพระเจ้าแล้วก็กฎเรื่อง

อนิจจังทุกขังอนัตตา นี่ก็เป็นตถาแล้วก็กฎเรื่อง

ปฎิจจสมุปบาททั้งชุดที่ก็เป็นตถาแต่มักจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอิทัปปัจจยตาจะเรียกว่าตถาก็ได้จะเรียกว่าตถตาก็ได้จะเรียกว่าอวิตถตาก็ได้เรียกว่าอนัญญาถตาก็ได้เรียกว่าธัมมัฏฐิตตาก็ได้ธัมมนิยามตาก็ได้ใจความมันเหมือนกันหมดคือความเป็นอย่างนั้นตั้งอยู่โดยความเป็นอย่างนั้นคือจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้

ข้อเปรียบเทียบระหว่างพระเจ้าแบบบุคคลและพระเจ้าที่ไม่ใช่บุคคล

นี่คือตัวกฎของธรรมชาติ ที่เป็นความหมายของคำว่า ธรรมะ ในความหมายที่ 2 เรียกว่ากฎของธรรมชาตินี่คือตัวพระเจ้าในพุทธศาสนา ทีนี้มันจะเป็นบุคคลไม่ได้ จะเป็นบุคคล มีลักษณะอย่างบุคคล เหมือนพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ศาสนายิว คริสต์ อิสลามไม่ได้ เพราะว่าเรามีพระเจ้าอย่างแบบที่ไม่ใช่คน แล้วทำไมไม่เรียกพระเจ้า ก็เพราะมีคุณสมบัติ มีลักษณะ มีสมรรถนะ มีอะไรทุกอย่างเหมือนกับพระเจ้าชนิดที่เขาเรียกกันอย่างคน

พระเจ้าอย่างบุคคลเป็นปฐมเหตุทุกสิ่งในสากลจักรวาล เราก็มีพระเจ้าตถานี่แหละเป็นปฐมเหตุของทุกสิ่งในสากลจักรวาล

เขาว่าพระเจ้าสร้างโลก

เราว่ากฎตถาหรือตถตานั่นแหละสร้างโลก

เขาว่าพระเจ้าควบคุมโลกเพิกถอนโลก

เราก็ว่ากฎตถานั่นแหละควบคุมโลกและเพิกถอนโลก

เขาว่าพระเจ้าอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งเป็น Omnipotentพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด

เราก็ว่ากฎตถตานี่แหละมันใหญ่กว่าสิ่งใด

พระเจ้าเป็นสิ่งที่อยู่ในทุกหนทุกแห่ง

กฎของธรรมชาติอยู่ในทุกสิ่งทุกแห่ง

ในทุกปรมาณูของสิ่งทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลก เป็นมนุษย์ก็ได้ ไม่ใช่เป็นมนุษย์ก็ได้ นี่ฟังดูให้ดีๆ ว่า แม้ในปรมาณูหนึ่งๆ ของร่างกายคนที่ประกอบเป็นมนุษย์นี้ก็มีพระเจ้า

จริงอยู่พวกโน้นเขาก็ว่าอย่างนี้ แม้เราก็กล่าวได้อย่างนี้โดยไม่มีข้อที่คัดค้านได้

เขาว่าพระเจ้านี่รู้ทุกสิ่งหมายความว่าความรู้ต่างๆมันรวมอยู่ในสิ่งที่พระเจ้ารู้และบันดาลได้ทั้งนั้น

เราก็มีพระเจ้ามีสิ่งที่ทำได้อย่างนั้นเราจึงมีพระเจ้าแต่ไม่ใช่อย่างคน

รวมความว่าพุทธบริษัทมีพระเจ้า แต่ไม่ใช่อย่างคน ไม่ควรจะเรียกว่าคน ก็เรียกว่าตัวธรรมชาติที่เป็นกฎก็คือกฎของธรรมชาติ

ความสอดคล้องของคำว่า กฎ และ God

ทีนี้คำว่า กฎนั้นมันมีอยู่ในภาษาไทย ภาษาบาลีไม่มีใช้ แต่บังเอิญมันมีในภาษาไทย ก็ใช้คำว่ากฎของธรรมชาติ นี่คือพระเจ้า แล้วบังเอิญไปเหมาะกันเข้ากับคำว่า Godของภาษาฝรั่ง ก็ถือว่าไอ้คำว่า กฎนั้นคือ Godของเราจะเข้มข้นกว่าเสียอีก ของเขามันออกเสียยาวเป็น God ของเราทำให้เข้มให้สั้นเข้ามาเป็นกฎ เรามีพระเจ้าที่เข้มข้นกว่าเสียอีก คือคำกฎ

ท่านทั้งหลายจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจอาตมาก็ยังลังเลอยู่เหมือนกัน ขอสรุปความว่า ลักษณะทั้งหลายที่มีอยู่ในพระเจ้าของฝ่ายที่มีพระเจ้าเป็นบุคคลนั้น เราก็มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ในความหมายที่เป็นตถตา ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้า คือมีคุณสมบัติมีอะไรเท่าเทียมกัน เพียงแต่เขากล่าวอย่างเป็นคน เราจะกล่าวอย่างเป็นธรรม คือมิใช่คน

พุทธศาสนาก็มีพระเจ้าเหมือนกัน

นี่เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่าพุทธบริษัทหรือพุทธศาสนาก็มีพระเจ้า ถ้าพูดว่าไม่มี ก็เพราะว่าเราโง่ไปเอง มันไม่มีปัญญาจะมีกับเขา ถ้าเรามีปัญญาพิจารณาใคร่ครวญดู เราก็จะเห็นว่า เรามีเหมือนกับที่เขามี แต่เราไม่ยอมถือว่าเป็นบุคคล หรือเป็นพระเจ้าอย่างบุคคล

การที่เขาจัดให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า มันถูกครึ่งเดียวเท่านั้น คือมันไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล แต่มันมีพระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคล แล้วเลยแบ่งพระเจ้าออกเป็น 2 ชนิด คือ

พระเจ้าอย่างบุคคลเป็นPersonal God

พระเจ้าที่มิใช่บุคคลเป็นImpersonal God

พระเจ้าก็เลยมีขึ้นมาเป็น 2 ชนิด เราก็มีกับเขาชนิดหนึ่ง พวกอื่นก็มีอีกชนิดหนึ่ง ฉะนั้นเราก็มาเป็นเพื่อนกันได้มาเป็นเกลอกันได้ คือมีพระเจ้าด้วยกัน แล้วเราก็ไม่ทะเลาะวิวาทกันในเรื่องที่มีพระเจ้าคนละรูปแบบ คือของเราไม่ใช่บุคคล

ศาสนาคริสเตียนออกจะได้เปรียบ เพราะเขาทำให้พระเจ้ามีถึง 3 ส่วน คือพระบิดาพระจิต (เป็นภาษาเฉพาะของคาทอลิก ส่วนโปรเตสแตนท์ ใช้ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์=ผู้เขียน) และพระบุตรพระบิดานั้นก็มีลักษณะอย่างคน พระบุตรก็มีลักษณะอย่างคน แต่พระจิตนั้น เขาเรียกว่าHoly Spiritไม่ใช่คนเป็นวิญญาณ

ถ้าเรียกว่าเป็นผี เดี๋ยวเขาจะโกรธเอา เราจะไม่ใช้คำว่าเป็นผี เรียกว่าพระจิต หรือพระวิญญาณตามที่น่าฟังสักหน่อย นี่ศาสนาคริสเตียนมีพระเจ้าทั้งชนิดที่เป็นบุคคล และมิใช่บุคคล จึงได้เปรียบที่จะพูดให้มันครอบคลุมไปหมดได้

นี่พุทธบริษัทมีพระเจ้าอย่างนี้กันเสียที บางคนอาจจะคิดว่า นี่เพื่อจะไปต่อรองกับพวกที่มีพระเจ้า เพื่อเอาอกเอาใจเขาหรืออย่างไร ก็บอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นความจริง มันเป็นความจริงอย่างยิ่ง จริงโดยเด็ดขาด ที่มันมีอยู่อย่างนี้ คือเรามีธรรมะในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่เหมือนกับพระเจ้าในศาสนาทั้งหลาย เขาทำกันได้อย่างไร เราก็ทำกันได้อย่างนั้น

ชื่อของพระเจ้าในศาสนาพุทธ

ฉะนั้นให้ยุติว่าเรามีพระเจ้าตามแบบของชาวพุทธ เป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งปวง สร้างสิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวง ทำลายสิ่งทั้งปวง ตั้งอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยอะไร อย่างนี้เป็นต้น

เมื่อถามว่าพระเจ้าของฝ่ายพุทธศาสนาชื่ออะไร ที่จะไปเข้าแถวกับคำว่าพระยะโฮวา พระอัลเลาะห์ พระอิศวร พระพรหมอะไรได้ ก็ใช้คำว่า ตถา หรือ ตถตา นี่จะพอสู้กันได้

ตามที่ได้ฟังมาคำว่าเยโฮวาห์(Jehovah)ก็แปลว่าตถาเหมือนกันคือตั้งอยู่โดยความเป็นอย่างนั้นพระเยโฮวาห์คำนี้แปลว่าผู้ที่ตั้งอยู่โดยความเป็นอย่างนั้น (I am who I am) หรือบางทีก็ผู้ที่มีอยู่ หรือสิ่งที่มีอยู่อย่างเป็นปัจจุบันอันไม่มีที่สิ้นสุด” (พุทธคริสต์ในทัศนะท่านพุทธทาส หน้า 33-68))

ดังนั้น เราจะเห็นว่า พระเจ้ามีอยู่สองแบบ นั่นคือ พระเจ้าแบบบุคคล และพระเจ้าที่ไม่ใช่บุคคล พระเจ้าแบบบุคคลนี่แหละเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในนามของกฎธรรมชาติตามที่ผู้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าแบบบุคคล ซึ่งพระองค์ได้ลงมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เป็นพระเยซูคริสต์เจ้า ดังที่เราจะได้เรียนในตอนต่อไป

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2012 เวลา 10:00 น.

The New Buudhists

13 ก.ย.

The New Buddhists

By…Banpote Wetchgama

Translated by…Paul DeNeui

 

It is inevitable. As soon as a person has converted and believes in Jesus Christ he or she will be labeled a Christian.  This person has suddenly entered into a global category of people who follow what is known as Christianity. The word “Christian” appears only three times in the New Testament and was never used by Christ’s followers during his lifetime. It was meant as an insult by non-believers to refer to this new emerging group inferring people against their own society outside of the norm who did not believe as others did. Within the community of faith the believers did not use this term but instead referred to themselves as saints[1] or children of God.[2] Later, those who believed in Christ accepted the use of the term and referred to themselves and others followers around the world as Christians. When it was first adopted by believers they interpreted the meaning to be those belonging to Jesus Christ but when people from other languages and cultures started adopting this term the meaning changed as will be explained in this paper.

In Thai history the use of the term Christian began in the days of the Ayutthaya kingdom during the reign of King Phraya Ekat’otsarot (1605-1610 A.D.) when a group of Portuguese merchants came to trade with the Siamese kingdom. (Add quote). Along with their products they also brought their religion Roman Catholicism that included Western cultural traditions and rituals as expressions of the gospel. The Portuguese pronounced the word Christian as Khittang therefore Thai people refer to those who follow Roman Catholicism as Khittang. Later, during the reign of Rama III (1824-1851 A.D.) in the Rattanakosin period, the first Protestant missionaries arrived from England [and America] to Thailand (Add Quote). These missionaries pronounced the term “Christian” in their own English accents. Therefore Thai people understood this as a separate word [from Khittang] and referred to those who followed the Protestant religion as Khris-tee-yeen. Those who followed Catholicism were still referred to as Khittang. In reality both of these terms have the same meaning; they are simply different pronunciations of the same [word Christian]. If we believe that both Catholics and Protestants are children of God, and that both believe in the grace of God we should refer to both as Khristachon or Khrista-sasanikachon followers of Christianity.

When a [Thai] believer uses the term Khris-tee-yen to refer to him or herself it has a very narrow meaning understood to refer only to those who follow Protestant Christianity and does not include Catholics. In reality both Khittang and Khris-tee-yen depend upon the grace of God. The calling of oneself as a Khris-tee-yen indicates that such a person believes that only Protestants are children of God; Catholics and Orthodox are excluded. This is extremely narrow. Khris-tee-yen and Khittang if they both follow only the outward forms are merely following the cultural expressions of the western church. Going to the church each Sunday, that is one who is depending on one’s own good religious works but not depending upon the grace of God does not make a person a child of God. Such a person has left the grace of God already (Galatians 5:4). This is the same as Jews who have been born into the Jewish race but who do not believe in the grace of God but rather depend upon their own actions. These people are not real Jews. They are cultural Jews only. The real Jews are those who have the same belief as Abraham (Romans 2:28-29). 

As stated above the word Khris-tee-yen has an origin that is negative in meaning. It has continued to develop narrow connotations even into our own present time. In Thailand and in the northeastern region in particular this word brings the following connotations to the hearts and minds of Thai people when they hear it:

  1. A person who follows the foreigner’s religion.
  2. A person who works for foreigners.
  3. A person who has sold out his or her own nationality to foreigners. Thai people like to say, “Our religion is fine. Why do you need to follow the ways of foreigners?” For Thai people three things are of primary importance: the monarchy, the nation, and the religion. The religion referred to here is Buddhism. When we follow another religion it is felt that we have sold out our nationality to others. Thai people everywhere believe Buddhism to be the national religion.
  4. A person who has leprosy. The first Thai people who came to believe in Jesus were lepers. Ordinary Thai people felt no need or desire to change their religion.  They did not believe in God. The missionaries in those days had projects to help lepers and these people who responded to Jesus entered into Christianity.
  5. People who have descended from “Pee Pob” (evil spirits). In former times, or even today, many Northeastern Thai people (Issan) believed that there was “Pee Pob”! When ones were accused of being “Pee Pob” by other villagers, they would be expelled from the villages. They went to another place and establish a new village, and some time later, they converted and became Christians, either Catholics or Protestants. Therefore, as they were considered as offspring of “Pee Pob”, they were usually rejected by, or alienated from, other Issan people.
  6.  When a Christian dies, he does not meet “Pra Song”, because there is no Buddhist funeral at which “Pra Song” or Buddhist monks will come to his home. Thai Buddhists perceive that only those who have been ordained are Buddhist monks. Otherwise, they would be laymen, or “ordinary” people. When a Christian dies, they do not see any monk coming to the funeral to bring him to heaven, because monks in other religions do not dress like Buddhist monks and the people do not recognize them as monks. This perception therefore prevents them from becoming Christians.

Since the term Khris-tee-yen is a problem and a barrier for Thai people keeping them from believing in God we no longer use this term. We are using a different term which is, Luk Phra Chao [child of God] and also the term Puttasasanikachon mai [a new Buddhist]. (Move to p.5 mid para?? This term is not original with us. We have a model of this term in the actions of God himself when he allowed his immortal being to be incarnated as human flesh in the Jewish culture. He did not bring a new religion as a set of new external forms from outside (John 1:14-18). Instead, God brought the word (Logos) into the world born as a Jew, using the cultural forms and rituals of the Jews that were in accordance with God’s word. The cultural forms and rituals that the Jewish religious leaders (Pharisees) or the Jewish ancestors created and that were not in accordance with the word of God, Jesus protested against and denied the use of completely. God was not alone in operating this way. When the Apostle Paul began his mission to the Gentiles he did not bring the culture of the Jews with him in his message to the Gentiles. The most important Jewish ritual that Paul did not force upon the Gentiles was circumcision. This ritual had nothing to do with salvation from sin and therefore was not required of the Gentiles (Refer to Acts 15:1-21).

People from the East, and especially Thai people, believe that when they are born they are born as followers of the Buddhist religion. According to their house registration and census records they are Buddhists as were their ancestors in the same way that Jews were Jewish as were their ancestors. There are very few Thai people who truly follow the heart of the teachings of the Buddha. Buddhists in Thailand actually follow an amalgamation of beliefs including animism, Hinduism, and Buddhism. These three are all melted together to become one set of beliefs. Thais who refer to themselves as followers of Thai Buddhism actually follow all three religions. None of the three are denied. However, when Christianity enters into the society they attempt to add it on to the other three.  Rev. Dr. Nantachai Mejudhon has described it thus:

Christianity

Buddhism

Hinduism

Animism

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIGURE 1
ADDING cHRISTIANITY TO THE RELIGIOUS MIX

(Nantachai Mejudhon 2003)

The reason that Christianity is not able to be extended on top of the belief systems of the Thai people is because Christianity has its roots in the cultural forms and rituals of western civilization which are not compatible with that of the Thai people. Protestant missionaries came to Thailand over one hundred and seventy-five years ago. Catholicism came much earlier than that. However, total membership from both groups is only 991,600 people.[3] The reason for this is because Christianity cannot be accepted by Thai people. They revere their own traditions and they cannot accept others’ religions. They believe their own religion is fine. To change is to insult one’s own ancestors. If Thai people follow the religion of other nationalities they feel it insults their own society. Thai people can accept western culture in certain aspects willingly but not in the area of religion. Western culture that Thai people can follow without any shame include the following, birthday cake and blowing out of candles, the exchange of gifts at Christmas (without any emphasis on Jesus), and decorating with Christmas trees. Top hotels throughout Thailand will decorate with Christmas trees. The Christmas tree has nothing to do with Jesus and there is an obvious absence of anything that points to the one who is the whole central focus of the event.

The way that Thai people can be freed from their sins through Jesus without building any barriers is dependent upon a change in the way evangelism is done. Instead of presenting merely the externals of Christianity (i.e. western Church forms), the presenter should follow what God and the Apostle Paul suggested in scripture namely, allow the word (the Logos) to be the main point of religion which is composed of three stages of salvation which Jesus has already provided. The message of the gospel must be reborn or re-packaged in the best forms from Thai culture that are in accordance with the message of the gospel itself. Thai people will believe [in Jesus] without a need to change religions or without believing in Christianity (no need to follow merely the external forms).  They can still be Thai Buddhists as before. They can still follow the traditions of their people that are in accordance with the gospel. Thai people who follow Jesus in this way can be called “New Buddhists” not Khris-tee-yen (since that word carries a negative connotation). 

Note: Add that Buddhism is good but people are not. Don’t want to make enemies.  Buddhist won’t like this but we want.

The reason for using this term is because Buddhism in and of itself is incomplete. Those who are followers of Buddhism have not received salvation from their sins. The foundational principle of Buddhism teaches that we must depend upon ourselves for everything. Buddhism teaches, “Human life is full of suffering.” (ref?)  The only way to be released from this cycle of suffering is to follow the teachings and lifestyle of the enlightened Buddha himself. The most important teachings of Buddha are the Four Noble Truths which are birth, aging, illness and death. This is the cycle of suffering.  The only way to be released from the cycle of suffering is to follow the teaching of the Buddha in every detail because Buddha taught that each person is his or her own place of dependence according to the often quoted Pali saying, “Attahi attanoh, nah toh.” [Each person is his own source of dependence].  All Buddhists know that they cannot keep this but attempt to do it anyway with a personal understanding that attempting a little is better than doing nothing. A little at a time will help them become a little bit better. When they are completely better then they will reach enlightenment. As an eager new Christian observing my mother’s faithful devotion to Buddhist tradition I mentioned the futility of her good deeds. “Never mind,” she said. “The monks told me that if I did as little good as an elephant wiggling his ear or a snake flashing his tongue I will go to heaven.” Very few people would be willing to say that they in themselves have done enough to reach that stage of enlightenment known as Nirvana. The problem is the uncertainty as to whether the owner of Nirvana (whom I believe to be God) will allow that person to enter or not.

When we know this problem of Buddhist we can bring the heart message of Christianity to people. This compares to the Bible teaching that says all have sinned[4] the same as what is said in Buddhism that all human life is suffering. [The Thai saying] warns that “What is mine is mine and is the source of suffering.” It is important to release all of these desires for possession. This alone will allow a person to be released from suffering. The problem with people is that in their own power they are unable to make this disconnection. Looking out only for oneself, a desire to be greater than God himself, holding onto what is mine as mine is the root of sin.  The Bible does not teach that to do wrong is to sin but teaches that doing wrong is the result of sin. Buddhists are not willing to accept that they are born with sin. However, if we give reasons and examples, we can show that humans are sinful from birth. The fact that people may or may not repeat the wrong things they have done indicates this in-born tendency towards to sin because people are inherently self-centric and desire to be great. This is why humans are the enemy of God and ultimately encounter death. Death, therefore is suffering as in accordance with the teachings of the Buddha.  How can we be released from death?  Buddhism teaches that we must follow and obey the teachings through our own efforts. Within Buddhism there is no one to assist in the release from sin, there is no Messiah. The Buddha taught that he was the one to bring the word of enlightenment to others because he himself experienced enlightenment. Whoever desired to be released from sin (suffering) must follow his teachings personally. The Buddha cannot assist anyone in the process.

The Bible teaches that all humans are sinful, sinful from birth and from personal actions after birth which leads to suffering. No person has the individual potential to do enough good or to follow the teachings of Buddha perfectly enough to escape death and suffering. God therefore, did it in place of humans who were unable to do it themselves. God came and did everything according to the law including the teachings of Buddha as well. [Jesus] died and paid the debt of sin and suffering to God because the wages of sin is death but the gift of God is eternal life in Jesus Christ (Romans 6:23). Jesus was victorious over death in the place of all humans. Anyone who believes in this way will be released from sin and suffering. There is no need to change the external forms or religions. This is the completion of what is unfulfilled in Buddhism itself. These believers are still Thai people according to rituals and customs as they were before. If we were to make a diagram of new Buddhism it would appear like this:

 

 

Thai

People Who

Believe in Jesus

In Cultural Forms

Known as

New Buddhism

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIGURE 2
   
THai new buddhism

(Banpote Wetchgama 2004)

 

If we compare this diagram with that of the first diagram, we can see that there is no change in cultural forms. Both are pyramids. The things that are not in accordance with God’s teachings are not included, for example: animism. Belief in Brahman ceremonies (Hinduism) can be used if the meaning is already good.  However, if the meaning is not congruous with the gospel then it must be changed for example: weddings that use string-tying. The string is a symbol that can be used to express the love of God. Teachings of the Buddha that are incomplete must also be replaced with scripture for example: the teaching of the dependence upon self in order to reach nirvana will be replaced with the scriptural teaching that says that humans are not able to depend upon themselves; that no one has the personal potential sufficient to keep the teachings of Buddha completely in order to reach the stage of nirvana because humans are sinful and therefore human life is suffering. Humans are born with a sinful nature; humans are weak. The natural tendency is to do evil more than good. Therefore the efforts of humans to do good is insufficient to reach nirvana, To use the terms used in Christianity, the good efforts of humans are insufficient to reach God himself therefore it is necessary to find a new way. The new way to reach nirvana or God himself is Jesus Christ who is the Logos.  He is the way, the truth, and the life. No one can reach the father (nirvana) except through the way of Jesus (John 14:6).

Therefore, those who believe in Jesus in eastern societies, particularly Thai society, do not need to change the external forms of their religion or replace them with western external religious forms because Christianity in and of itself cannot save people from sin. Jesus is the only one who can do this. He is the way (the Logos); he can be in any cultural form or expression because all cultural forms come from the creator God himself. In order to clarify this meaning let me give the example of laundry detergent. The brand name of the detergent is not able to wash clothes at all. It is only the powder in the box that can do the real work. The same is true in regards to religion. The name of a religion is not able to save anyone. The real power of religion is all that can save (release from suffering), and this power is found in only one, the Lord Jesus Christ. In regard to religion this is the same. Christianity is unable to save anyone from sin or release them from suffering. Only Jesus, the real power of religion, is able to save people from sin and release them from suffering.

If we want Eastern people, or those outside of Christianity in its western expression to understand and accept the real heart of the gospel without any barriers we must allow the scripture, or the good news, or the dharma be reborn in the forms and cultural expressions of eastern people. In the Thai Buddhist context, we can easily explain the meaning of the release from sin, which is the way of suffering, from the teachings of Buddha himself. We don’t need to be concerned about western expressions of Christianity. When there are people who follow Jesus according to the cultural expressions of Thailand, they can be called new Buddhists, not Christians.

I have never told someone who did not know beforehand that I was a Christian or that I followed Christianity. Instead, I have told people that I am Buddhist of a new denomination, or a new Buddhist. I do this because if I were to say to people that I am a Christian who follows Christianity I would be insulted by others even if not face-to-face. People would have no further interest in pursuing a friendship with me or spending time together with me. Opportunities to share with them what it means to be released from the result of sin and suffering would no longer be available. However, if I say that I am a new Buddhist they will wonder what I am talking about and will ask, “How does this differ from the old Buddhism?” I then have an opportunity to explain what the difference is between the old and the new Buddhism.  In the old Buddhism I had to depend completely upon myself according to what Buddha taught when he said, “Attahi attano na toh.[5]” New Buddhism means complete dependence upon God and his grace as expressed through his son Jesus Christ. Even if we say we are Christian (or Jew) and we believe in Christianity, if we depend completely on ourselves in order to be released from the bondage of sin, or to please God in order to be able to go to heaven (Nirvana) this would be similar to the vast majority of Christians who believe and do exactly this.  We would not differ from the old Buddhists. If we depend upon the grace of God, even if we say that we are new Buddhists, we will receive salvation from our sins. We will be released from our suffering to reach Nirvana or to reach God.

The word “Buddha” means “the Enlightened One” or ‘The Joyful One.” This is in direct contradiction to popular Thai superstition which is the Thai proverb that says

Non lahp mai ruh, non khuh mai hen.

Sleep and you don’t know anything; face down and you can’t see.”

Therefore, the person who is a new Buddhist is a person who knows, or in other words, knows God. That person knows that the source of life is God himself and that they will go to see God in the end free from suffering. Aside from this, the person is awake and conscious of what is happening to them. The person being awake refers to one who does not fool themselves with any animistic practices, whether it is fortune telling, star-gazing, or any other kinds of divination (Galatians 4:8-9;Colossians 2:8,10). Blind belief or belief without any foundation of reason is an animistic form of belief. This is not the belief of the Buddha. Belief in the Buddha; or of the “Awakened One” was taught in his sermon entitled Kalama Suddtra[6]. Buddha taught the following ten circumstances in which the faithful are not to base their beliefs:

  1. Do not believe merely because it has been spoken repeated.
  2. Do not believe merely because it has been done repeatedly.
  3. Do not believe merely because the entire city is discussing it.
  4. Do not believe merely because someone said it was written down.
  5. Do not believe merely because you thought of it yourself.
  6. Do not believe merely because you calculated it out yourself.
  7. Do not believe merely because you concluded it yourself.
  8. Do not believe merely because it fits with your thinking.
  9. Do not believe merely because the teacher is trustworthy.
  10. Do not believe merely because the Buddha himself has spoken,.[7]

The mean of the term “Enlightened One” means the one who is pleased to gain this knowledge, not one who receives it as a burden. The person is happy, joyful even if life is full of difficulties; there is still a happiness from inside because of the knowledge that the person is no longer in debt to their sin.  He is released from suffering. When this life is over that individual knows that they will go and be with God (Nirvana) even as Paul shared in Philippians 4:4, “ Rejoice in the Lord always, again I say rejoice.” 

Summary

Buddha sought the eternal Logos and came to teach other people but was unable to present a full completed message because he used people themselves as the main source of salvation to find release from sin and suffering. The problem which Buddha overlooked was the factor of sin that remains in the heart of every person.  The natural tendency for all people is to hold on tightly to all that is their own. There is a natural inborn tendency to grasp for mortality, to be self-centric, weaknesses that drive people to serve only themselves. There is no potential to fulfill all the excellent teaching that has been given in religion. There is certainly insufficient obedience to make it to heaven.  Therefore it is crucial that we remove the various obstacles that stand as barriers between the needy and those whom God is trying to reach. One of these barriers is being a Khris-tee-yen or following only the external elements of western Christianity and not being a Thai. Following the ways of the new Buddhist gives an opportunity to receive salvation to be truly Thai which means to be truly free) with complete dependence upon Jesus Christ who is the source of salvation from sin the way for freedom from suffering for all of humanity.  He is the final word of the law and he is the completion of every salvation in this world (Romans 10:4). 

 

11 September 2003

 


[1] The term “saints” appears forty five times in the NT, and is always in the plural.  It is first found in Acts 9:13 and last mentioned in Revelations 1:8.  The term saint in the Thai Bible refers to the followers of the truth and referred to all believers.  It was not limited only to those of special merit as sainthood has been defined by the Roman Catholic Church.

[2] [The term “children of God” appears nine times from John 1:12 to I John 5:19].

[3] Data from Thai National Statistic Office, Ministry Office, 2542 (no Page Number????)?

[4] Romans 3:23.

[5] This Buddhist proverb is spoken in the sacred language of Bali and means “You are your own place of dependence.” 

[6] Phunpitsamai Dissakun Mom Chao.  “Pitii Khong Tuk Khon.”  Page. 1 Yr???? Publisher?

[7] Phrabannyanantamunii.  “Chao Phut Khuan Chua Yang Rai?”  P. 29, (As quoted in “Khadi Chao Ban” by Gingkaew Adapakorn).

The New Buudhists

13 ก.ย.

The New Buddhists

By…Banpote Wetchgama

Translated by…Paul DeNeui

 

It is inevitable. As soon as a person has converted and believes in Jesus Christ he or she will be labeled a Christian.  This person has suddenly entered into a global category of people who follow what is known as Christianity. The word “Christian” appears only three times in the New Testament and was never used by Christ’s followers during his lifetime. It was meant as an insult by non-believers to refer to this new emerging group inferring people against their own society outside of the norm who did not believe as others did. Within the community of faith the believers did not use this term but instead referred to themselves as saints[1] or children of God.[2] Later, those who believed in Christ accepted the use of the term and referred to themselves and others followers around the world as Christians. When it was first adopted by believers they interpreted the meaning to be those belonging to Jesus Christ but when people from other languages and cultures started adopting this term the meaning changed as will be explained in this paper.

In Thai history the use of the term Christian began in the days of the Ayutthaya kingdom during the reign of King Phraya Ekat’otsarot (1605-1610 A.D.) when a group of Portuguese merchants came to trade with the Siamese kingdom. (Add quote). Along with their products they also brought their religion Roman Catholicism that included Western cultural traditions and rituals as expressions of the gospel. The Portuguese pronounced the word Christian as Khittang therefore Thai people refer to those who follow Roman Catholicism as Khittang. Later, during the reign of Rama III (1824-1851 A.D.) in the Rattanakosin period, the first Protestant missionaries arrived from England [and America] to Thailand (Add Quote). These missionaries pronounced the term “Christian” in their own English accents. Therefore Thai people understood this as a separate word [from Khittang] and referred to those who followed the Protestant religion as Khris-tee-yeen. Those who followed Catholicism were still referred to as Khittang. In reality both of these terms have the same meaning; they are simply different pronunciations of the same [word Christian]. If we believe that both Catholics and Protestants are children of God, and that both believe in the grace of God we should refer to both as Khristachon or Khrista-sasanikachon followers of Christianity.

When a [Thai] believer uses the term Khris-tee-yen to refer to him or herself it has a very narrow meaning understood to refer only to those who follow Protestant Christianity and does not include Catholics. In reality both Khittang and Khris-tee-yen depend upon the grace of God. The calling of oneself as a Khris-tee-yen indicates that such a person believes that only Protestants are children of God; Catholics and Orthodox are excluded. This is extremely narrow. Khris-tee-yen and Khittang if they both follow only the outward forms are merely following the cultural expressions of the western church. Going to the church each Sunday, that is one who is depending on one’s own good religious works but not depending upon the grace of God does not make a person a child of God. Such a person has left the grace of God already (Galatians 5:4). This is the same as Jews who have been born into the Jewish race but who do not believe in the grace of God but rather depend upon their own actions. These people are not real Jews. They are cultural Jews only. The real Jews are those who have the same belief as Abraham (Romans 2:28-29). 

As stated above the word Khris-tee-yen has an origin that is negative in meaning. It has continued to develop narrow connotations even into our own present time. In Thailand and in the northeastern region in particular this word brings the following connotations to the hearts and minds of Thai people when they hear it:

  1. A person who follows the foreigner’s religion.
  2. A person who works for foreigners.
  3. A person who has sold out his or her own nationality to foreigners. Thai people like to say, “Our religion is fine. Why do you need to follow the ways of foreigners?” For Thai people three things are of primary importance: the monarchy, the nation, and the religion. The religion referred to here is Buddhism. When we follow another religion it is felt that we have sold out our nationality to others. Thai people everywhere believe Buddhism to be the national religion.
  4. A person who has leprosy. The first Thai people who came to believe in Jesus were lepers. Ordinary Thai people felt no need or desire to change their religion.  They did not believe in God. The missionaries in those days had projects to help lepers and these people who responded to Jesus entered into Christianity.
  5. People who have descended from “Pee Pob” (evil spirits). In former times, or even today, many Northeastern Thai people (Issan) believed that there was “Pee Pob”! When ones were accused of being “Pee Pob” by other villagers, they would be expelled from the villages. They went to another place and establish a new village, and some time later, they converted and became Christians, either Catholics or Protestants. Therefore, as they were considered as offspring of “Pee Pob”, they were usually rejected by, or alienated from, other Issan people.
  6.  When a Christian dies, he does not meet “Pra Song”, because there is no Buddhist funeral at which “Pra Song” or Buddhist monks will come to his home. Thai Buddhists perceive that only those who have been ordained are Buddhist monks. Otherwise, they would be laymen, or “ordinary” people. When a Christian dies, they do not see any monk coming to the funeral to bring him to heaven, because monks in other religions do not dress like Buddhist monks and the people do not recognize them as monks. This perception therefore prevents them from becoming Christians.

Since the term Khris-tee-yen is a problem and a barrier for Thai people keeping them from believing in God we no longer use this term. We are using a different term which is, Luk Phra Chao [child of God] and also the term Puttasasanikachon mai [a new Buddhist]. (Move to p.5 mid para?? This term is not original with us. We have a model of this term in the actions of God himself when he allowed his immortal being to be incarnated as human flesh in the Jewish culture. He did not bring a new religion as a set of new external forms from outside (John 1:14-18). Instead, God brought the word (Logos) into the world born as a Jew, using the cultural forms and rituals of the Jews that were in accordance with God’s word. The cultural forms and rituals that the Jewish religious leaders (Pharisees) or the Jewish ancestors created and that were not in accordance with the word of God, Jesus protested against and denied the use of completely. God was not alone in operating this way. When the Apostle Paul began his mission to the Gentiles he did not bring the culture of the Jews with him in his message to the Gentiles. The most important Jewish ritual that Paul did not force upon the Gentiles was circumcision. This ritual had nothing to do with salvation from sin and therefore was not required of the Gentiles (Refer to Acts 15:1-21).

People from the East, and especially Thai people, believe that when they are born they are born as followers of the Buddhist religion. According to their house registration and census records they are Buddhists as were their ancestors in the same way that Jews were Jewish as were their ancestors. There are very few Thai people who truly follow the heart of the teachings of the Buddha. Buddhists in Thailand actually follow an amalgamation of beliefs including animism, Hinduism, and Buddhism. These three are all melted together to become one set of beliefs. Thais who refer to themselves as followers of Thai Buddhism actually follow all three religions. None of the three are denied. However, when Christianity enters into the society they attempt to add it on to the other three.  Rev. Dr. Nantachai Mejudhon has described it thus:

Christianity

Buddhism

Hinduism

Animism

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIGURE 1
ADDING cHRISTIANITY TO THE RELIGIOUS MIX

(Nantachai Mejudhon 2003)

The reason that Christianity is not able to be extended on top of the belief systems of the Thai people is because Christianity has its roots in the cultural forms and rituals of western civilization which are not compatible with that of the Thai people. Protestant missionaries came to Thailand over one hundred and seventy-five years ago. Catholicism came much earlier than that. However, total membership from both groups is only 991,600 people.[3] The reason for this is because Christianity cannot be accepted by Thai people. They revere their own traditions and they cannot accept others’ religions. They believe their own religion is fine. To change is to insult one’s own ancestors. If Thai people follow the religion of other nationalities they feel it insults their own society. Thai people can accept western culture in certain aspects willingly but not in the area of religion. Western culture that Thai people can follow without any shame include the following, birthday cake and blowing out of candles, the exchange of gifts at Christmas (without any emphasis on Jesus), and decorating with Christmas trees. Top hotels throughout Thailand will decorate with Christmas trees. The Christmas tree has nothing to do with Jesus and there is an obvious absence of anything that points to the one who is the whole central focus of the event.

The way that Thai people can be freed from their sins through Jesus without building any barriers is dependent upon a change in the way evangelism is done. Instead of presenting merely the externals of Christianity (i.e. western Church forms), the presenter should follow what God and the Apostle Paul suggested in scripture namely, allow the word (the Logos) to be the main point of religion which is composed of three stages of salvation which Jesus has already provided. The message of the gospel must be reborn or re-packaged in the best forms from Thai culture that are in accordance with the message of the gospel itself. Thai people will believe [in Jesus] without a need to change religions or without believing in Christianity (no need to follow merely the external forms).  They can still be Thai Buddhists as before. They can still follow the traditions of their people that are in accordance with the gospel. Thai people who follow Jesus in this way can be called “New Buddhists” not Khris-tee-yen (since that word carries a negative connotation). 

Note: Add that Buddhism is good but people are not. Don’t want to make enemies.  Buddhist won’t like this but we want.

The reason for using this term is because Buddhism in and of itself is incomplete. Those who are followers of Buddhism have not received salvation from their sins. The foundational principle of Buddhism teaches that we must depend upon ourselves for everything. Buddhism teaches, “Human life is full of suffering.” (ref?)  The only way to be released from this cycle of suffering is to follow the teachings and lifestyle of the enlightened Buddha himself. The most important teachings of Buddha are the Four Noble Truths which are birth, aging, illness and death. This is the cycle of suffering.  The only way to be released from the cycle of suffering is to follow the teaching of the Buddha in every detail because Buddha taught that each person is his or her own place of dependence according to the often quoted Pali saying, “Attahi attanoh, nah toh.” [Each person is his own source of dependence].  All Buddhists know that they cannot keep this but attempt to do it anyway with a personal understanding that attempting a little is better than doing nothing. A little at a time will help them become a little bit better. When they are completely better then they will reach enlightenment. As an eager new Christian observing my mother’s faithful devotion to Buddhist tradition I mentioned the futility of her good deeds. “Never mind,” she said. “The monks told me that if I did as little good as an elephant wiggling his ear or a snake flashing his tongue I will go to heaven.” Very few people would be willing to say that they in themselves have done enough to reach that stage of enlightenment known as Nirvana. The problem is the uncertainty as to whether the owner of Nirvana (whom I believe to be God) will allow that person to enter or not.

When we know this problem of Buddhist we can bring the heart message of Christianity to people. This compares to the Bible teaching that says all have sinned[4] the same as what is said in Buddhism that all human life is suffering. [The Thai saying] warns that “What is mine is mine and is the source of suffering.” It is important to release all of these desires for possession. This alone will allow a person to be released from suffering. The problem with people is that in their own power they are unable to make this disconnection. Looking out only for oneself, a desire to be greater than God himself, holding onto what is mine as mine is the root of sin.  The Bible does not teach that to do wrong is to sin but teaches that doing wrong is the result of sin. Buddhists are not willing to accept that they are born with sin. However, if we give reasons and examples, we can show that humans are sinful from birth. The fact that people may or may not repeat the wrong things they have done indicates this in-born tendency towards to sin because people are inherently self-centric and desire to be great. This is why humans are the enemy of God and ultimately encounter death. Death, therefore is suffering as in accordance with the teachings of the Buddha.  How can we be released from death?  Buddhism teaches that we must follow and obey the teachings through our own efforts. Within Buddhism there is no one to assist in the release from sin, there is no Messiah. The Buddha taught that he was the one to bring the word of enlightenment to others because he himself experienced enlightenment. Whoever desired to be released from sin (suffering) must follow his teachings personally. The Buddha cannot assist anyone in the process.

The Bible teaches that all humans are sinful, sinful from birth and from personal actions after birth which leads to suffering. No person has the individual potential to do enough good or to follow the teachings of Buddha perfectly enough to escape death and suffering. God therefore, did it in place of humans who were unable to do it themselves. God came and did everything according to the law including the teachings of Buddha as well. [Jesus] died and paid the debt of sin and suffering to God because the wages of sin is death but the gift of God is eternal life in Jesus Christ (Romans 6:23). Jesus was victorious over death in the place of all humans. Anyone who believes in this way will be released from sin and suffering. There is no need to change the external forms or religions. This is the completion of what is unfulfilled in Buddhism itself. These believers are still Thai people according to rituals and customs as they were before. If we were to make a diagram of new Buddhism it would appear like this:

 

 

Thai

People Who

Believe in Jesus

In Cultural Forms

Known as

New Buddhism

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIGURE 2
   
THai new buddhism

(Banpote Wetchgama 2004)

 

If we compare this diagram with that of the first diagram, we can see that there is no change in cultural forms. Both are pyramids. The things that are not in accordance with God’s teachings are not included, for example: animism. Belief in Brahman ceremonies (Hinduism) can be used if the meaning is already good.  However, if the meaning is not congruous with the gospel then it must be changed for example: weddings that use string-tying. The string is a symbol that can be used to express the love of God. Teachings of the Buddha that are incomplete must also be replaced with scripture for example: the teaching of the dependence upon self in order to reach nirvana will be replaced with the scriptural teaching that says that humans are not able to depend upon themselves; that no one has the personal potential sufficient to keep the teachings of Buddha completely in order to reach the stage of nirvana because humans are sinful and therefore human life is suffering. Humans are born with a sinful nature; humans are weak. The natural tendency is to do evil more than good. Therefore the efforts of humans to do good is insufficient to reach nirvana, To use the terms used in Christianity, the good efforts of humans are insufficient to reach God himself therefore it is necessary to find a new way. The new way to reach nirvana or God himself is Jesus Christ who is the Logos.  He is the way, the truth, and the life. No one can reach the father (nirvana) except through the way of Jesus (John 14:6).

Therefore, those who believe in Jesus in eastern societies, particularly Thai society, do not need to change the external forms of their religion or replace them with western external religious forms because Christianity in and of itself cannot save people from sin. Jesus is the only one who can do this. He is the way (the Logos); he can be in any cultural form or expression because all cultural forms come from the creator God himself. In order to clarify this meaning let me give the example of laundry detergent. The brand name of the detergent is not able to wash clothes at all. It is only the powder in the box that can do the real work. The same is true in regards to religion. The name of a religion is not able to save anyone. The real power of religion is all that can save (release from suffering), and this power is found in only one, the Lord Jesus Christ. In regard to religion this is the same. Christianity is unable to save anyone from sin or release them from suffering. Only Jesus, the real power of religion, is able to save people from sin and release them from suffering.

If we want Eastern people, or those outside of Christianity in its western expression to understand and accept the real heart of the gospel without any barriers we must allow the scripture, or the good news, or the dharma be reborn in the forms and cultural expressions of eastern people. In the Thai Buddhist context, we can easily explain the meaning of the release from sin, which is the way of suffering, from the teachings of Buddha himself. We don’t need to be concerned about western expressions of Christianity. When there are people who follow Jesus according to the cultural expressions of Thailand, they can be called new Buddhists, not Christians.

I have never told someone who did not know beforehand that I was a Christian or that I followed Christianity. Instead, I have told people that I am Buddhist of a new denomination, or a new Buddhist. I do this because if I were to say to people that I am a Christian who follows Christianity I would be insulted by others even if not face-to-face. People would have no further interest in pursuing a friendship with me or spending time together with me. Opportunities to share with them what it means to be released from the result of sin and suffering would no longer be available. However, if I say that I am a new Buddhist they will wonder what I am talking about and will ask, “How does this differ from the old Buddhism?” I then have an opportunity to explain what the difference is between the old and the new Buddhism.  In the old Buddhism I had to depend completely upon myself according to what Buddha taught when he said, “Attahi attano na toh.[5]” New Buddhism means complete dependence upon God and his grace as expressed through his son Jesus Christ. Even if we say we are Christian (or Jew) and we believe in Christianity, if we depend completely on ourselves in order to be released from the bondage of sin, or to please God in order to be able to go to heaven (Nirvana) this would be similar to the vast majority of Christians who believe and do exactly this.  We would not differ from the old Buddhists. If we depend upon the grace of God, even if we say that we are new Buddhists, we will receive salvation from our sins. We will be released from our suffering to reach Nirvana or to reach God.

The word “Buddha” means “the Enlightened One” or ‘The Joyful One.” This is in direct contradiction to popular Thai superstition which is the Thai proverb that says

Non lahp mai ruh, non khuh mai hen.

Sleep and you don’t know anything; face down and you can’t see.”

Therefore, the person who is a new Buddhist is a person who knows, or in other words, knows God. That person knows that the source of life is God himself and that they will go to see God in the end free from suffering. Aside from this, the person is awake and conscious of what is happening to them. The person being awake refers to one who does not fool themselves with any animistic practices, whether it is fortune telling, star-gazing, or any other kinds of divination (Galatians 4:8-9;Colossians 2:8,10). Blind belief or belief without any foundation of reason is an animistic form of belief. This is not the belief of the Buddha. Belief in the Buddha; or of the “Awakened One” was taught in his sermon entitled Kalama Suddtra[6]. Buddha taught the following ten circumstances in which the faithful are not to base their beliefs:

  1. Do not believe merely because it has been spoken repeated.
  2. Do not believe merely because it has been done repeatedly.
  3. Do not believe merely because the entire city is discussing it.
  4. Do not believe merely because someone said it was written down.
  5. Do not believe merely because you thought of it yourself.
  6. Do not believe merely because you calculated it out yourself.
  7. Do not believe merely because you concluded it yourself.
  8. Do not believe merely because it fits with your thinking.
  9. Do not believe merely because the teacher is trustworthy.
  10. Do not believe merely because the Buddha himself has spoken,.[7]

The mean of the term “Enlightened One” means the one who is pleased to gain this knowledge, not one who receives it as a burden. The person is happy, joyful even if life is full of difficulties; there is still a happiness from inside because of the knowledge that the person is no longer in debt to their sin.  He is released from suffering. When this life is over that individual knows that they will go and be with God (Nirvana) even as Paul shared in Philippians 4:4, “ Rejoice in the Lord always, again I say rejoice.” 

Summary

Buddha sought the eternal Logos and came to teach other people but was unable to present a full completed message because he used people themselves as the main source of salvation to find release from sin and suffering. The problem which Buddha overlooked was the factor of sin that remains in the heart of every person.  The natural tendency for all people is to hold on tightly to all that is their own. There is a natural inborn tendency to grasp for mortality, to be self-centric, weaknesses that drive people to serve only themselves. There is no potential to fulfill all the excellent teaching that has been given in religion. There is certainly insufficient obedience to make it to heaven.  Therefore it is crucial that we remove the various obstacles that stand as barriers between the needy and those whom God is trying to reach. One of these barriers is being a Khris-tee-yen or following only the external elements of western Christianity and not being a Thai. Following the ways of the new Buddhist gives an opportunity to receive salvation to be truly Thai which means to be truly free) with complete dependence upon Jesus Christ who is the source of salvation from sin the way for freedom from suffering for all of humanity.  He is the final word of the law and he is the completion of every salvation in this world (Romans 10:4). 

 

11 September 2003

 


[1] The term “saints” appears forty five times in the NT, and is always in the plural.  It is first found in Acts 9:13 and last mentioned in Revelations 1:8.  The term saint in the Thai Bible refers to the followers of the truth and referred to all believers.  It was not limited only to those of special merit as sainthood has been defined by the Roman Catholic Church.

[2] [The term “children of God” appears nine times from John 1:12 to I John 5:19].

[3] Data from Thai National Statistic Office, Ministry Office, 2542 (no Page Number????)?

[4] Romans 3:23.

[5] This Buddhist proverb is spoken in the sacred language of Bali and means “You are your own place of dependence.” 

[6] Phunpitsamai Dissakun Mom Chao.  “Pitii Khong Tuk Khon.”  Page. 1 Yr???? Publisher?

[7] Phrabannyanantamunii.  “Chao Phut Khuan Chua Yang Rai?”  P. 29, (As quoted in “Khadi Chao Ban” by Gingkaew Adapakorn).

พระเจ้าเรียกคุณนะ

1 มิ.ย.

 

พระเจ้าเรียกคุณนะ

พระเจ้าองค์ไหนล่ะ

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเปลี่ยนศาสนาไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเป็นคริสเตียนไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องนับถือศาสนาคริสต์ไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วได้รับความหลุดพ้นจากบาปกรรม

เชื่อพระเจ้าแล้วได้เป็นลูกของพระองค์ คือเป็นคนบุญในร่างของคนบาป

เชื่อพระเจ้าแล้วได้รับการคืนดีกับพระเจ้า มีความสุขในพระองค์

เชื่อพระเจ้าแล้วได้เข้าสู่นิพพาน

 

พระเจ้าเรียกคุณนะ

พระเจ้าองค์ไหนล่ะ

คุณผู้อ่านที่รักและเคารพ (คุณจะเป็นใคร อยู่ในวัยไหน เพศอะไร หรืออยู่ในฐานะอะไรก็ตาม) ได้โปรด! อย่าเพิ่งวางบทความนี้ลง ขอให้อ่านก่อนนะ ไม่มากนักหรอก เราอยากจะบอกคุณว่า พระเจ้าเรียกคุณนะ คุณคงมีคำถามว่า “พระเจ้าองค์ไหนล่ะ พระเจ้าในศาสนาไหน” พระเจ้าในศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม หรือศาสนายูดาย ฯลฯ” คุณอาจจะมีคำถามอีกว่า “เอ๊ะ ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้านี่ พระเจ้ามีแต่ในศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนายูดาย ฯลฯ ไม่ใช่หรือ?” คำตอบก็คือ ในศาสนาพุทธก็มีพระเจ้าเหมือนกัน แต่เรียกว่า “พระธรรม” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ตถาคต” (หมายถึงพระองค์เอง) จะเกิดหรือไม่เกิดก็ตาม พระธรรมมีอยู่แล้ว และพระธรรมนั่นแหละคือพระเจ้า พระองค์เป็นพระเจ้าในศาสนาเหล่านี้นี่แหละ พระองค์เป็นพระเจ้าองค์เดียว เป็นพระเจ้าที่ใช้คนเป็นรูปแบบ(Model)ในการอธิบายพระองค์ พระองค์เคยสำแดงกับมนุษย์แล้วในหลายสถานการณ์ พระองค์เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวล โลกนี้และจักรวาลเกิดขึ้นจากการทรงสร้างของพระองค์ มนุษย์เราก็มาจากการทรงสร้างของพระเจ้าด้วย ถ้าจะพูดในแง่ของพระพุทธศาสนาก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจาก “พระธรรม” ที่ว่าพระองค์เป็น “กฎธรรมชาติ” กฎธรรมชาติเป็นผู้กำหนด และเป็นผู้สร้างไว้ กฎธรรมชาตินี้เป็นพระเจ้าที่ไม่เป็นบุคคล แต่พระเจ้าผู้เป็นบุคคลเป็นผู้ที่สร้างกฎธรรมชาตินั้นขึ้นมา

พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์

พระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นมา ตอนแรกมนุษย์ปราศจาก กิเลศ-ตัณหา (ยังไม่มี ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ) ซึ่งบางที่เรียกว่าบาปกรรมหรือเวรกรรม ตอนนั้นมนุษย์เป็นเพื่อนกับพระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง ในการสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ไม่ได้สร้างให้เขาเป็นเหมือนตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์ แต่พระองค์ให้เขามีอิสระ เสรีภาพที่จะเลือกพึ่งพาในพระองค์หรือพึ่งพาในตัวเอง โดยพระองค์มีเงื่อนไขกับเขาว่า ภายในสวนสวรรค์ที่พระองค์มอบให้แก่เขานั้น มี“ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว”ต้นหนึ่ง พระองค์ห้ามไม่ให้เขากิน ถ้าเขาฝ่าฝืนวันใด เขาจะต้องตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ เขาจะกลายเป็นศัตรูกับพระเจ้า และขาดจากความสัมพันธ์อันดีกับพระองค์ เขาจะมีบาปกรรม เวรกรรม (กิเลส ราคะ ตัณหา) ติดตัวไปชั่วลูกชั่วหลาน (ปฐมกาล 2:15-16) 

มนุษย์แยกทางจากพระเจ้า

มนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น (ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา) ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ กินผลไม้นั้น เขาจึงกลายเป็นศัตรูกับพระเจ้า และพบกับความตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ มีบาปกรรม เวรกรรมในเนื้อหนังร่างกาย ตั้งแต่นั้นมามนุษย์จึงตกอยู่ภายใต้กิเลส-ตัณหา (มีราคะ โลภะ โทสะ โมหะ) เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ยึดตัวเองเป็นที่พึ่ง ยึดตัวเองเป็นใหญ่ ยึดว่ามีตัวกู-ของกู ไม่ยอมกลับไปพึ่งพระองค์ผู้ทรงสร้างเขามาแต่แรก

วันเวลาล่วงเลยผ่านมา ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ห่างเหินออกไปทุกที แต่จิตสำนึกของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ยังโหยหา และแสวงหาพระเจ้า เราจะเห็นได้จากการที่มนุษย์พยายามสร้างพระเจ้าขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปเคารพ (ที่เป็นรูปมนุษย์หรือรูปสัตว์) หรือเทพเจ้า เทวดาอารักษ์ หรือบางที่ก็เรียกว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” สิ่งเหล่านี้แหละสะท้อนให้เห็นว่าจิตสำนึกของมนุษย์ยังต้องการพระเจ้าและแสวงหาพระองค์อยู่ 

พระเจ้าเตรียมแผนการที่จะให้มนุษย์คืนดีกับพระองค์

ส่วนพระเจ้าองค์แท้จริงที่ภาษาบาลีเรียกพระองค์ว่าพระธรรม และภาษาฮีบรูเรียกพระองค์ว่า “พระเยโฮวาห์” ที่เป็นผู้สร้าง “กฎธรรมชาติ” เป็นผู้ที่สร้างมนุษย์มานั้น พระองค์ไม่เคยลืมมนุษย์ พระองค์ยังรักและเป็นห่วงเขา หาทางที่จะนำเขาให้หันกลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระองค์ได้เรียกชายคนหนึ่งคือ “อับราฮัม” (เป็นต้นตระกูลแห่งชนชาติอิสราเอล) และทำพันธสัญญากับเขาว่าพระองค์จะให้มีผู้มาเกิดในเผ่าพันธุ์ของเขา และผู้นั้นจะผู้มาตายไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์ชาติ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอล ได้มีคำทำนายเอาไว้ว่า พระเจ้าจะให้มีผู้ลงมาเกิดเพื่อไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์ในชนชาติของเขา ภาษากรีกเรียกผู้นั้นว่า “พระคริสต์” (Christ) ภาษาฮีบรูเรียกว่า “มาซีอาห์” (Messiah) ภาษาบาลีเรียกว่า “พระศรีอาริย์ เมตไตรย” ส่วนภาษาสันสกฤตว่า เมตไตรยา (Mettraiya)

คำทำนายผญาภาษิตอีสานเกี่ยวกับพระศรีอาริย์

ในพระพุทธศาสนานั้น ขณะนี้อยู่ใน “ภัทรกัป” มีพระพุทธเจ้าอยู่ 5 พระองค์ คือ พระกุกุสันโธ พระโกณา คมโน พระกัสสโป พระโคตโม ทั้งสามพระองค์นั้นผ่านไปแล้ว ในปัจจุบันนี้อยู่ในสมัยของพระโคตโม หรือ “พระโคดม” เป็นปีที่อยู่ในระยะกึ่งพุทธกาล คือ 2500 ปี และกำลังรอคอยผู้ที่จะมาไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์คือ “พระศรีอาริยเมตตรัยโย” เกี่ยวกับการมาตรัสหรือมาเกิดของพระองค์นั้น มีคำผญา-ภาษิตอีสานว่า เมื่อพระศรีอาริย์มาถึงแล้วจะเป็นดังต่อไปนี้

-ถนนหนทางสิเป็นตาหมากหาบ แผ่นดินสิฮาบคือหน้ากลองชัย (หมากหาบ=ตาราง, ฮาบ=ราบ) (ความหมายคือทุกคนจะเท่าเทียมกัน)

-ม้าสิโป่งเขา เสาสิออกดอก (ม้าโป่งเขา=ม้ามีเขา) (ม้ามีเขาคือ มอเตอร์ไซด์ เสาออกดอกคือ เสาไฟฟ้า มีไฟเวลากลางคืน) 

-คนขี้ไฮ้สิได้เกิดเป็นดี ขี้ซีสิเซาเป็นกระบองไต้ ไง้นำกกเสา ไฟลุกพรึบ (คนขี้ไฮ้=คนไม่ดี คนบาป,ขี้ซี=น้ำมันยางนา,เซา=หยุด เลิก, กระบองไต้=คบเพลิง,ไง้=เปิด,กกเสา=ต้นเสา) (ความหมายคือ ทุกข์ไม่ดี คนบาป คนยากคนจน จะได้เป็นคนดี ขี้ไต้จะไม่นำมาใช้งานอีก เวลาเราเปิดปลั๊กไฟที่เสาไฟ ไฟก็จะลุกขึ้น)

-สงฆ์สิเป็นผู้ฮ้ายขายฮูปฮอยพระองค์ สงฆ์บ่มีวินัยไพร่เมืองบ่ยำย้าน มีแต่มหานั่นแหล่วสิล่อหลอกกินกัน เอาสวรรค์มาขายหลอกคนให้หลงเซ่อ ไผละเมอนำคำเว้าของมหาสิถืกหลอก เขาสิบอกให้เจ้าเอาเงินให้แก่เขา (ฮูปฮอย=รูปภาพ,บ่ยำย้าน=ไม่เกรงกลัว,คำเว้า=คำพูด,ถืก=ถูก)

-พระศรีอาริย์มาแล้วคนสิหน่ายแหนงซัง มวลคณาแนวเซื้อสหายเกลอรังเกียจ บังเบียดเจ้าซังแท้ผู้เดียว พระบาทเจ้าใจซื่อถือศีล ยินดีกับฝูงชนหมู่แหนแสนตื้อ ไผดึงดื้อหัวแข็งตาบอด เจ้าสิจอดแอ้งแม้งตายแท้แน่นอน (แนวเชื้อ=เชื้อสาย) 

-พระศรีอาริย์มาแล้วหัวดำสิออกก่อน หัวด่อนสินำหลัง(ดูภาพนายก และร.ม.ต.มหาดไทยจะเห็นภาพได้) ไผมีหูจงฟังแล้วฮิ่นตรองเอาไว้ ในตอนนั้นคนหัวขาวแข้วหล่อน เขาสิห้อยอ้อนต้อนนำก้นหนุ่มสาว ฟังดี ๆ เด้อเจ้าชาวโลกโลกา พระศรีอาริย์ลงมาเมื่อเถิงเวลานั้น (หัวด่อน=หัวขาวหรือผมหงอก,ฮิ่นตรอง=พิจารณา,แข้วหล่อน=ฟันหัก)

-ฮอดบ่อนบั้น สมัยเกิ่งศาสนาพุทธ มนุษย์ในแดนดินสิป่วงวินเป็นบ้า อันว่าโลกากว้างเกิดสงครามม้างมุ่น ไผมีบุญจั่งสิพ้อ เห็นหน้าพระศรีฯ (เกิ่ง=กึ่ง,ป่วงวิน=งุนงุง) 

-นับแต่สองพันห้า เทวดาองค์ใหม่ ยาฮากไม้กินได้กะบ่ดี (ยากฮากไม้=ยาสมุนไพรที่ทำจากรากไม้) 

-เมื่อฮอดสองพันห้า โลกาสิไหวหวั่น โลกสิปี้น เมืองบ้านสิหล่มหลวง อันว่าโลกากว้าง สิมีภัยทุกหนแห่ง เพิ่นแสดงไว้แล้ว เป็นจริงแท้แน่นอน (ปิ้น= พลิกคว่ำ,หล่มหลวง=ล่มสลาย)

-เมื่อฮอดสองพันห้าเขิงคำสิมาฮ่อน ไผผู้เหลืออยู่ค้างได้ไปแท้สู่นิพพาน ฟังดี ๆ เด้อท่านผู้ถือศาสนาพุทธ ผู้มาฉุดมาดึงแม่นพระศรีอารยิ์เจ้า ขอให้ชาวไทยเชื้อทั้งหลายให้คิดฮ่ำ คันเขิงคำฮ่อนเจ้าได้ไปแท้สู่นิพพาน (เขิง=ภาชนะที่ร่อนรำที่ได้จากการตำข้าว,คำ มีความหมาย2 อย่างคือ พระคำ หรือธรรมะ และ ทองคำ,ฮ่อน=ร่อน,) 

-เมื่อฮอดสองพันห้าเพิ่นสิมาโลกลุ่ม สิมาตุ้มพี่น้องเข้าสามฮ่มโพธิ์ศรี ไผผู้มีใจคดสิบ่เห็นพระองค์เจ้า ไผผู้มีใจแจ้งถือศีลทุกเช้าค่ำ ยึดถือคำเพิ่นไว้ได้ไปแท้สู่ฮ่มโพธิ์” 

พระเจ้ามาไถ่โทษแทนมนุษย์

พระเจ้าผู้ที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ ที่เรียกชื่อกันไปต่างๆกันนี้ พระองค์จะต้องมาเพื่อตายไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์ ฉะนั้นจึงมีคำถามว่า “ทำไมต้องมีการตายไถ่โทษบาป” คำตอบก็คือ เพราะว่ามนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แยกทางจากพระองค์ เป็นศัตรูกับพระองค์ มีบาปกรรม (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) เป็นหนี้ต่อพระองค์ เขาจะต้องใช้หนี้ด้วยความตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ เมื่อเป็นหนี้แล้วต้องใช้หนี้ ไม่ใช้หนี้ไม่ได้ เพราะไม่เป็นการยุติธรรม มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถที่จะตายไถ่โทษบาปได้ ในสมัยโบราณพระเจ้าให้ใช้แกะเป็นสัญลักษณ์ของการไถ่โทษบาป ต่อมาพระเจ้าจึงได้แบ่งภาค หรืออวตาร (Incarnation) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะตายไถ่โทษบาปแทนมนุษย์ทุกคน พระเจ้าเป็นเจ้าหนี้ มนุษย์เป็นลูกหนี้ จะต้องใช้หนี้ความตายต่อพระเจ้า พระองค์ไม่ประสงค์จะให้มนุษย์ทุกคนต้องตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ พระองค์จึงได้ลงมาตายแทนเขา จากพระธรรมผู้ที่เป็นพระเจ้า และเป็นผู้สร้างนั้น ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ คือ “พระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์” (เรียกแบบกรีกว่า “พระเยซูคริสต์” เรียกแบบยิวว่า “พระเยซูมาไซอะ”) พระองค์ตายบนกางเขน มนุษย์เป็นผู้ประหารชีวิตของพระองค์ฝ่ายร่างกาย แต่พระเจ้าเป็นผู้ปรับโทษพระองค์ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ การตายของพระองค์จึงเป็นการตายใช้หนี้บาปกรรมของมวลมนุษย์ชาติ เมื่อพระเจ้าปรับโทษบาปกรรมของมนุษย์ในพระเยซูแล้ว พระองค์ก็ปลดปล่อยมวลมนุษย์ให้เป็นไท มนุษย์ทุกคนที่ “อยู่ในพระเยซู” จะเป็นคนบาปที่ไม่มีค่าของความบาปอีกต่อไป เพราะหนี้ที่มีอยู่นั้นได้รับการใช้หนี้แล้ว การกระทำของพระเจ้า “ในพระเยซู” นี้เรียกว่าพระคุณ (คือสิ่งที่เราไม่สมควรจะได้รับ)

ถามว่า “ค่าของความบาปของมนุษย์หายไปไหน” ตอบว่า “ค่าของบาปหรือการเป็นหนี้บาปได้รับการใช้หนี้แล้วโดยการตายของพระเยซู” (ผู้เป็นพระมาไซอะของชาวยิว เป็นพระคริสต์ของชาวกรีก และเป็นพระศรีอาริย์ของชาวไทย) ดังนั้น คนที่เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูจึงเป็น“คนบุญในร่างของคนบาป” คือยังเป็นคนที่อยู่ในร่างกายเดิม แต่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว คือเปลี่ยนแปลงค่านิยม เปลี่ยนแปลงที่พึ่งใหม่ แต่เดิมนั้นพึ่งในตนเอง แต่เมื่อเชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้าแล้ว เขาได้พึ่งในพระองค์ เขาได้ละทิ้งตัวกู-ของกู และยอมแบกกางเขนตามพระองค์ไป (ลูกา 9:23)

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเปลี่ยนศาสนาไหม?

คุณอาจจะถามว่า “แล้วผม (ฉัน) จะคืนดีกับพระเจ้าองค์นี้ได้อย่างไร” คำตอบก็คือ “เชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้า โดยยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี มีกิเลส-ตัณหา (มีราคะ โลภะ โทสะ โมหะ) ซึ่งก็คือเป็นคนมีบาปกรรม เป็นศัตรูกับพระเจ้า” เพราะว่า “ถ้าคุณจะรับด้วยปากของคุณว่า พระเยซูเป็นพระเจ้า และเชื่อใจจิตใจของคุณว่า พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย คุณจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหาต่างๆ ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่การเป็นคนบุญ (ไม่มีค่าจ้างของความบาปอีก) และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา ต่างๆ ” (โรม 10:9-10) คุณอาจจะมีคำถามต่อไปว่า “เชื่อในพระเยซูแล้ว เป็นการเข้าจารีตนับถือศาสนาคริสต์ไหม” คำตอบก็คือ “ไม่…คุณไม่ต้องนับถือศาสนาคริสต์” คุณยังเป็นคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ อยู่ในวัฒนธรรมของศาสนาพุทธเหมือนเดิม แต่คุณมอบจิตใจให้แก่พระเจ้า สวดอ้อนวอน (พูดกับพระเจ้า) ขอให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ แล้วคุณจะเป็นของพระองค์ หลุดพ้นจากบาปกรรม เวรกรรมต่างๆ มีความสัมพันธ์กับพระองค์ เป็นสหายของพระองค์อีกเหมือนบรรพบุรุษของเรา

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเป็นคริสเตียนไหม?

การเชื่อในพระเจ้านี้ คุณไม่จำเป็นต้องเป็น “คริสเตียน” หรือ “นับถือศาสนาคริสต์” และไม่ต้องไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ด้วย คุณยังเป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธ อยู่ในวัฒนธรรมของศาสนาพุทธเหมือนเดิม แต่เป็น “พุทธใหม่” คุณยังสามารถทำบุญ ตักบาตรให้พระสงฆ์ได้เหมือนเดิม แต่คุณต้องบอกตัวเอง (หรือบอกกับพระสงฆ์นั้น) ว่า ที่คุณทำบุญทำทาน ตักบาตรนั้น คุณไม่ได้ต้องการบุญ แต่เพราะคุณได้บุญแล้ว คุณได้เป็นคนที่ไม่มีค่าจ้างของความบาปอีกแล้ว คุณเป็นพุทธใหม่ เพราะว่าพุทธเก่านั้น การจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา หรือบาปกรรมต่างๆ คุณต้องหลุดพ้นด้วยตัวเอง ทำด้วยตัวเอง คุณก็รู้ว่า คุณไม่มีความสามารถที่จะทำตามพอที่จะหลุดพ้นได้ แต่พุทธใหม่นี้ คุณจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา บาปกรรมต่างๆนานาด้วยบารมีของพระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์ เมื่อคุณเป็นพุทธใหม่แล้ว คุณต้องศึกษาพระคัมภีร์ อ่านพระคัมภีร์ ถ้าอ่านไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่อง คุณต้องหาทางไปพบกับคนที่รู้เรื่อง ที่ไม่พยายามบังคับให้คุณเป็นคริสเตียน (คุณอาจจะเขียนอีเมล์ไปถามที่ banpote1947@gmail.com) แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก เพราะถ้าคุณอ่านพระคัมภีร์ไปเรื่อยๆ พระเจ้าผู้มีฤทธิ์อำนาจนั้นจะเปิดตาเปิดใจของคุณให้รู้เรื่องได้เอง

พระเจ้าเข้ามาอยู่ในจิตใจคุณแล้วหรือยัง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณได้ยินเสียงของพระองค์ที่เรียกร้องอยู่ในจิตใจของคุณหรือยัง ถ้ายัง ลองคิดทบทวนอีกที อย่าลืมสวดอ้อนวอน (พูดกับพระองค์) ขอให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ สารภาพต่อพระองค์ว่า คุณเป็นคนที่มีกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือเป็นคนมีบาปกรรม เป็นศัตรูกับพระเจ้า แล้วพระองค์จะอภัยบาปกรรมเหล่านั้นให้กับคุณ ตามที่พระองค์กล่าวไว้ในพระคำของพระองค์ว่า “ถ้าใครก็ตามสารภาพบาปกรรมของเขา พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม จะทรงชำระล้างเขาให้พ้นจากบาปกรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9)

เชื่อพระเจ้าแล้วได้รับความหลุดพ้น

อย่าลืมว่า ถ้าคุณได้ยินเสียงของพระเจ้าแล้ว และยอมรับพระองค์ ยอมให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ แสดงว่าคุณเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นคนที่มีชีวิตใหม่แล้ว คุณได้กลับไปมีความสัมพันธ์กับพระองค์ดังเดิมเหมือนบรรพบุรุษของเรา ดังที่พระองค์กล่าวไว้ในพระคำของพระองค์ว่า “ใครก็ตามที่ต้อนรับพระองค์ เชื่อพึ่งอาศัยในนามของพระองค์ พระองค์ก็จะมอบสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้าได้ ซึ่งฐานะนั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้เกิดจากเลือดเนื้อ หรือกาม หรือความประสงค์ของมนุษย์ แต่เกิดจากพระเจ้า” (ยอห์น 1:12-13) นอกจากจะได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว คุณยังได้หลุดพ้นบาปกรรมต่างๆนานา หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด หลุดพ้นจากความทุกข์ที่สุมหัวใจของคุณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลุดพ้นจากการถูกลงโทษจากการทำผิดศีลห้า หลุดพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ผูกมัด กักขังหัวใจของคุณ นั่นก็หมายความว่าค่าของความบาปได้รับการใช้หนี้แล้ว กิเลศ ราคะ ตัณหาของคุณได้รับการดับลงโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว บัดนี้ได้คุณได้เข้าสู่นิพพานแล้ว คือกิเลส ราคะ ตัณหาจะไม่เผาผลาญคุณอีกต่อไป

เป็นยังไงล่ะ เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณยังจะลังเลอะไรอีกล่ะ เมื่อได้ยินเสียงของพระเจ้าแล้ว ก็ให้รีบเปิดใจให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ ยอมสารภาพว่าคุณเป็นคนที่มีกิเลศ ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือเป็นคนที่มีบาปกรรมนั่นแหละ เมื่อคุณทำเช่นนี้ คุณก็จะกลายเป็น “คนบุญในร่างของคนบาป” ไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมล่ะ พระเจ้าเรียกคุณแล้ว เปิดใจให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณเถอะ อย่าลังเลเลย ถ้าคุณยังสวดอ้อนวอน (พูดกับพระเจ้า) ไม่เป็น ลองสวดตามตัวอย่างต่อไปนี้ก็ได้นะ 

ตัวอย่างของคำสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า

“สาธุ สาธุ สาธุ พระเจ้า ผู้เป็นพระธรรม พระองค์เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์เป็นผู้สร้างโลกนี้ขึ้นมา ลูกนี้เป็นคนที่มีความทุกข์ระทมขมใจ มีกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือเป็นคนที่มีบาปกรรม ลูกไม่สามารถหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวของลูกเอง ไม่ว่าลูกจะพยายามทำตามคำสอน รักษาศีลห้า ลูกก็ไม่สามารถทำตามให้ครบถ้วนได้ ดังนั้นลูกจึงขอพึ่งพระองค์ ขอให้พระองค์อภัยโทษ อภัยในบาปกรรมของลูกที่เกิดขึ้น ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจในทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ด้วยเถิด ลูกอ้อนวอนขอในนามของพระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์ สาธุ”

นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คุณได้เป็นลูกชาย-หญิงของพระเจ้าแล้ว “เป็นคนบุญในร่างของคนบาป” เป็นคนที่มีพระธรรมของพระเจ้าเข้ามาอยู่ในจิตใจ ดีไหมล่ะ คุณไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องไปโบสถ์ ไม่ต้องออกบวช ไม่ต้องพยายามรักษาศีลห้า ไม่ต้องทำบุญเพื่อจะได้ความหลุดพ้น คุณก็มีพระธรรมของพระเจ้ามาอยู่ในจิตใจของคุณได้ อย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเพราะพระเจ้า พระองค์เป็นผู้กระทำ ไม่ใช่คุณเป็นผู้กระทำ คุณเพียงแต่ “รับด้วยปากของคุณว่า พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจของคุณว่าพระเจ้าได้บันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย คุณก็จะหลุดพ้น จากกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งเป็นความบาปต่างๆ นั้น ด้วยว่า ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่การเป็นคนบุญ และการยอมรับความจริงของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความหลุดพ้น” (รม 10:9-10) ดีไหมล่ะ ง่ายกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ 

ตั้งแต่นี้ไป คุณได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว มีความสัมพันธ์กับพระองค์แล้ว หลุดพ้นจากบาปกรรม เวรกรรมทุกอย่างแล้ว มีชีวิตใหม่แล้ว อย่าลืมว่าคุณสามารถติดต่อกับพระองค์ได้เสมอ ถ้าคุณมีปัญหาหนักอกหนักใจอะไร ก็ให้สวดอ้อนวอน (พูดกับพระองค์) ต่อพระองค์ได้ทุกเวลา แล้วพระองค์ก็จะตอบสนองคำขอของคุณตามใจของพระองค์

 

คำสอนของท่านพุทธทาสนิพพานสำหรับทุกคน

23 พ.ค.

คำสอนของท่านพุทธทาส

เรื่อง

นิพพานสำหรับทุกคน

คำนำ

ก่อนการศึกษา หรืออ่านเรื่อง “นิพพานสำหรับทุกคน”นั้น ข้าพเจ้าก็คิดว่า นิพพานคือการตายของพระอรหันต์ และนิพพานนี้คือเมืองๆหนึ่ง คล้ายๆกับสวรรค์ จึงมักจะเรียกควบกันว่า “สวรรค์นิพพาน” แต่ครั้นได้อ่าน นิพพานสำหรับทุกคน นิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้ จึงได้รู้ว่านิพพานคือการดับซึ่งกิเลส นิพพานแปลว่า “เย็น” ไม่ใช่ตาย ถ้าเป็นการตาย คือการตายของกิเลส ถ้ากิเลศตาย ก็แปลว่า กิเลสดับแล้ว และในตอนนั้นก็ได้นิพพานแล้ว ไม่ต้องรอชาติหน้า หรือชาติไหน และนิพพานนี้เป็นของทุกคน ทุกคนสามารถดื่มกินนิพพานได้ ไม่ใช่เฉพาะนักบวชเท่านั้นที่จะเข้าสู่นิพพาน คนธรรมดาสามัญ หรือปุถุชนก็เข้าสู่นิพพานได้

แต่ทุกคนจะไม่สามารถดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง เพราะมันยังอาศัยอยู่ในเนื้อหนัง ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ตามพระคริสต์ธรรมคัมภีร์เรียกกิเลส ราคะ ตัณหานี้ว่า “บาป” ซึ่งเป็น “บาปกำเนิด” (Original Sin) ที่สืบทอดมาจากการเป็นลูกหลานของอาดัมเอวา ทีไม่เชื่อฟังพระเจ้า แม้ว่าเราสามารถดับกิเลสที่เกิดขึ้นได้ชั่วครั้งชั่วคราว หรือดับได้จนหมดสิ้นเหมือนกับพระอรหันต์ แต่เราก็ยังอาศัยอยู่ในเนื้อหนังที่มีบาป จึงไม่มีทางมนุษย์ (ที่สืบเชื้อสายมาจากอาดัมเอวา) จะสามารถดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นพระเจ้าจึงได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะช่วยเหลือมนุษย์ให้สามารถดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง ข้าพเจ้าเข้าใจว่า “นิพพาน” และ “พระเจ้า” มีความหมายเดียวกัน เมื่อเราเชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้า เราได้เข้าสู่นิพพานแล้ว เราดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว เราได้พระเจ้าแล้ว เราอยู่กับพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องรอความตายจึงจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า (เหมือนกับคริสเตียนหลายคนบอกว่า เมื่อคนตายนั่นคือการไปอยู่กับพระเจ้า)

พระเจ้านี้เป็นพระเจ้าสำหรับทุกคน เราได้พระเจ้าเดี่ยวนี้ และที่นี่ พระเจ้าอยู่ในจิตใจของเรา อยู่กับเราที่นี่ ดังที่ภาษาฮีบรูว่า “พระเจ้าเป็นอิมมานุเอล” คือพระเจ้าอยู่กับเราทุกคน ที่มีความเชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้า ข้าพเจ้าหวังว่า เมื่อใครก็ตามได้อ่านบทความเรื่องนิพพานสำหรับทุกคน นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ จะทำให้รู้ว่า เราไม่สามารถดับกิเลศที่เป็น กิเลสกำเนิด (Original Sin) ในเนื้อหนังได้ และหันมาพึ่งอาศัยในพระเจ้า ที่ได้มาดับกิเลสแทนมนุษย์แล้วในพระเยซูเจ้า

ด้วยความปรารถนาดี

บรรพต เวชกามา


นิพพานสำหรับทุกคน

ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ณ ลานหินโค้ง 2 เมษายน 2531

ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย

การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขะบูชา เป็นครั้งที่ 1 ในวันนี้ อาตมาก็จะกล่าวเรื่องปกิณกะ คือเรื่องเดียวจบต่อไปตามเดิม ในวันนี้มีหัวข้อสำหรับกล่าว ว่า “นิพพานสำหรับทุกคน” นิพพานสำหรับทุกคน

นิพพานไม่ใช่การตายของพระอรหันต์

พอได้ยินคำนี้ มีหลายคนที่คงจะเชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ นิพพานสำหรับทุกคนจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะว่า นิพพาน นั้น หมายถึง การตายของพระอรหันต์ เมื่อทุกคนไม่ได้เป็นพระอรหันต์ นิพพานจะเป็นของทุกคนได้อย่างไร นี่ขอยืนยันว่าไม่ใช่อย่างนั้น “นิพพานไม่ใช่การตายของพระอรหันต์” นิพพานนั้น หมายถึงความเย็น เพราะไม่มีกิเลลและไม่ต้องตาย

ความหมายของนิพพาน

ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า นิพพาน นี้ไม่ได้เกี่ยวกับความตาย แต่หมายถึงความเย็น ถ้าตายแล้วจะรู้สึกเย็นอย่างไรได้ คนตายรู้สึกร้อนรู้สึกเย็นได้อย่างไร มันต้องเป็นของคนที่ยังมีความรู้สึกอยู่ คือไม่ตายนั่นเอง นิพพานแปลว่าเย็น เมื่อใดไม่มีร้อนเมื่อนั้นก็เย็น มันเย็นชนิดที่ไม่มีร้อน. ไม่ใช่เอาของเย็นๆ มากินเข้าไป เช่นว่าเอาน้ำแข็งมากินเข้าไปแล้วมันก็จะเย็น มันเย็นอย่างนี้ มันอีกความหมายหนึ่ง เย็นในนิพพานนั้น หมายความว่า มันไม่มีความร้อน ไม่ต้องเอาน้ำแข็งมากินหรืออะไรทำนองนั้น

ท่านจะต้องสนใจให้ดี ให้เข้าใจเรื่องของนิพพาน จึงจะไม่เสียทีที่เป็นพุทธบริษัท และพระพุทธศาสนาก็จะมีประโยชน์แก่ทุกคนหรือทุกท่าน มันเป็นสิ่งที่มีสำหรับทุกคน ไม่ใช่มีสำหรับสองสามคนหรือไม่กี่คน ถ้ามีได้เฉพาะแก่พระอรหันต์แล้ว พระอรหันต์ก็มีไม่กี่คน พุทธศาสนาก็ไม่มีประโยชน์แก่คนทั่วไป มีแก่คนไม่กี่คนอย่างนี้ มันไม่คุ้มค่า

พุทธศาสนาจะต้องเป็นประโยชน์แก่ทุกคนไม่มากก็น้อย เหมือนกับว่าสระน้ำใหญ่ สระน้ำใหญ่ที่ใครขุดไว้ มันก็มีประโยชน์แก่สัตว์ทุกชนิดและทุกขนาด สัตว์ตัวโตๆ เช่นช้าง มันก็ลงไปมันก็ลงไปกินไปอาบได้ สัตว์ตัวเล็กๆ เช่น กบเขียดหรือเล็กกว่าเขียด มันก็ลงไปกินไปอาบได้ มีประโยชน์แก่สัตว์ทุกชนิดหรือทุกขนาดดังนี้ มันก็คุ้มค่า พระนิพพานก็เหมือนกัน เหมือนกับเป็นสระที่พระพุทธเจ้าท่านขุดไว้ ก็เป็นประโยชน์ได้แก่ทุกคนตามมากตามน้อย โดยสมบูรณ์เต็มที่หรือโดยบางส่วนก็ตาม มันก็เรียกว่ามีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้นแหละ

พระนิพพานมีอยู่ทั่วไป

ฉะนั้นขอให้นึกให้ถูกต้องว่า ถ้าเป็นพุทธบริษัทต้องได้รับประโยชน์จากพระนิพพาน ตามมากตามน้อย และเพราะว่าพระนิพพานนั้นสามารถให้สำเร็จประโยชน์เช่นนั้นได้จริง ขอให้พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมันยังจะไปไกลถึงกับว่า แม้คนโง่ไม่รู้จักพระนิพพานเอาเสียเลย เขาก็ยังลงไปกินไปอาบในสระแห่งนิพพานนั้นได้โดยไม่รู้สึกตัว ข้อนี้ก็เพราะว่า พระนิพพานเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในที่ทั่วไป เมื่อบุคคลไม่มีความร้อนใดๆ ก็หมายความว่า กำลังดื่มกินพระนิพพาน

สิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้อนรน เผาไหม้จิตใจ

ทีนี้ก็จะพูดกันถึงความร้อน ความร้อนทั่วๆไป อย่างไฟอย่างนี้ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวนี้หมายถึง “ความร้อนในจิตใจ” ที่มันเกิดมาจากกิเลส เช่น “โลภะ โทสะ โมหะ” เป็นความร้อนแห่งไฟคือกิเลส ถ้าเมื่อใดความร้อนจากไฟคือกิเลสมันไม่มี เมื่อนั้นก็มีภาวะแห่งนิพพาน นี่เป็นหลักที่สำคัญที่สุดที่จะต้องกระทำไว้ในใจว่า เมื่อใด ไม่มีไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ โลภะไม่มี ก็มีความเย็นอย่างนิพพาน ถ้ามันไม่มีชั่วคราว มันก็เป็นความเย็นชั่วคราว ถ้ามันมีนิดหนึ่ง มันก็เป็นความเย็นนิดหนึ่ง และมันคงเป็นความเย็นนั่นเอง ถ้ามันเป็นความเย็นแล้ว ก็มีความหมายแห่งนิพพาน เป็นเรื่องความเย็นในทางจิตใจ

ขอให้สนใจดูให้ดีว่า เรามีความร้อนเมื่อไร มีความร้อนใจเมื่อไร มันก็หมายความว่า มีความร้อนที่เกิดมาจากกิเลสเมื่อนั้น เมื่อใดความร้อนชนิดนั้นไม่มี มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า นิพพานไม่มากก็น้อยอยู่ในจิตใจ.การที่ไฟนี้จะดับไป กิเลสจะดับไปนี้ มันมีได้ทั้งสองอย่างคือ

1. มันดับของมันเองได้

2. มีผู้ทำให้ดับก็ได้ คือว่า มีการประพฤติปฏิบัติทำให้กิเลสไม่เกิด หรือดับมันเสีย มันก็ดับเพราะมีผู้ทำให้ดับ แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังมีการดับของมันเอง เพราะมันหมดเหตุหมดปัจจัยของมันเอง ไม่ต้องมีใครมาทำให้ดับมันก็ดับ เพราะว่ากิเลสนี้มันก็เป็นสังขารธรรมตามธรรมดา คือสิ่งที่เกิดมาจากเหตุจากปัจจัย เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยหมดลงขาดลง มันก็ดับของมันเอง

ความจริงเกี่ยวกับการเกิดขึ้นและดับลง

มีความสำคัญที่จะต้องทราบไว้เป็นหลักว่า “สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการดับลงเป็นธรรมดา” เป็นบาลีก็ว่า ยงฺกิญจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ-สิ่งใดมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีความดับลงเป็นธรรมดา กิเลสก็มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ตามธรรมดาของสังขารที่มีเหตุมีปัจจัย และมันก็ดับลงเพราะหมดเหตุหมดปัจจัยตามธรรมดา เมื่อกิเลสนั้นดับลงไป มันก็มีความเย็น กิเลสไม่เกิดขึ้นรบกวน มันก็มีความเย็น

ดังนั้น ทุกคนไม่ใช่ว่าจะมีกิเลสเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มันมีเวลาที่กิเลสไม่เกิด หรือว่า กิเลสมันดับไปเองตามธรรมดา มันก็ต้องมีความเย็นในความหมายของนิพพาน ฉะนั้น จึงพูดได้เต็มปากว่า นิพพานสำหรับทุกคน และมีอยู่สำหรับทุกคน ในลักษณะที่มากบ้าง น้อยบ้าง ชั่วขณะบ้าง หรือ นานหน่อยบ้าง หรือถ้าดีถึงที่สุดก็ตลอดกาล.

นี่ขอให้เข้าใจเถิดว่า นิพพานมีสำหรับทุกคนตามมากตามน้อย เหมือนกับว่า สระใหญ่สระหนึ่ง สัตว์ชนิดไหนก็ลงไปอาบไปกินได้ เขียดตัวเล็กๆ ก็ลงไปอาบไปกินอยู่ได้ ช้างตัวโตๆ ก็ลงไปอาบไปกินอยู่ได้ มันจะแช่อยู่นานเท่าไร มันก็เย็นเท่านั้น มันอยู่ประจำในที่นั้นเลย แล้วมันก็เย็นตลอดเวลา นี่เรียกว่า กิเลสนั้นมันดับเมื่อไร ดับเท่าไร ดับที่ไหน มันก็มีความเย็นเท่านั้น ที่นั้น เมื่อนั้น. ฉะนั้นขอให้ทุกคนเห็นได้ชัดว่า มันเป็นของสำหรับทุกคนจริงๆ แต่ธรรมดาของคนไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ไม่ยอมเชื่อ พอได้ยินคำว่า นิพพานสำหรับทุกคน มันก็โห่ฮากันแล้ว โห่ฮาป่ากันแล้ว อาตมาก็ไม่กลัวที่จะถูกโห่ ฉะนั้นขอยืนยันว่า นิพพานสำหรับทุกคน อยู่นั่นเอง.

        ขอให้ทุกคนรู้จักพระนิพพานชนิดนี้ จำเป็นที่จะต้องรู้จัก เพราะว่ามันมีคุณค่าอย่างใหญ่หลวง หรือจะเรียกว่า เป็นหนี้บุญคุณของพระนิพพานอย่างนี้อยู่อย่างใหญ่หลวง พูดให้จำกัดชัดเจนลงไปว่า ภาวะที่การว่างจากกิเลส ที่ปรากฏแก่จิต เมื่อจิตว่างจากกิเลส นั่นแหละคือนิพพาน เมื่อใดจิตว่างจากกิเลส เมื่อนั้นก็เป็นนิพพาน. เดี๋ยวนี้ เวลานี้นั่งอยู่ที่นี่ จิตมีกิเลสหรือไม่? ถ้าใครมีกิเลส มันก็ไม่มีนิพพาน ถ้าใครไม่มีกิเลส มันก็มีภาวะแห่งนิพพาน คือความว่างจากกิเลส นั่งอยู่ที่นี่อาจจะมีความคิดนึกรักโกรธเกลียดกลัวอะไรก็ได้ สงสัยอะไรก็ได้ ไม่เชื่อผู้พูดผู้เทศน์ กำลังเกลียดน้ำหน้าผู้เทศน์ผู้พูดอยู่ก็ได้ มันก็ไม่ว่างจากกิเลส แต่ถ้ามันไม่มีกิเลสโดยประการใดๆ มันก็เป็นความว่างจากกิเลส หรือมีความเย็นแห่งนิพพาน.

        ท่านทั้งหลายจะต้องคิดดูเรื่องนี้ให้ดีๆ เพราะว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่ว่าจะทำให้พระพุทธศาสนาเป็นหมันไม่มีประโยชน์อะไร หรือว่าจะทำให้พระพุทธศาสนามีประโยชน์ที่สุด และตัวเองก็เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างยิ่งคนหนึ่งด้วย นั่นแหละจะต้องทำความรู้ความเข้าใจ ว่านิพพานคืออะไร อยู่ที่ไหน และเมื่อไร มีแก่ทุกๆ คนได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ดีจะต้องรู้จักข้อที่ว่า มันเป็นชั้นๆ ชั้นๆ อยู่มันไม่เท่ากัน นิพพานสำหรับพระอรหันต์ มันก็อย่างหนึ่งระดับหนึ่ง สำหรับ โสดาฯ สกิทาคาฯ อนาคาฯ มันก็ระดับหนึ่ง สำรับผู้ที่ยังไม่เป็นโสดาฯ ยังเป็นปุถุชนธรรมดามันก็อีกระดับหนึ่ง ปุถุชนชั้นดีมันก็ระดับหนึ่ง ปุถุชนชั้นเลวมันก็อีกระดับหนึ่ง มันไม่เท่ากัน ความว่างจากกิเลสนั้น มันมีลักษณะไม่เท่ากัน หรือต่างกัน แต่แล้วขอให้เข้าใจว่า ขึ้นชื่อว่า ความว่างจากกิเลสแล้ว มันก็เป็นนิพพานๆ ทั้งนั้น เพราะมันแปลว่า เย็นๆ

        แม้แต่ทางวัตถุก็ยังใช้คำว่า เย็นนี่ ถ้าเป็นภาษาบาลี เช่น ไฟดับนี่ ภาษาบาลีก็ใช้คำว่า นิพพานอยู่นั่นแหละ มีคำว่า ปชฺโช ตสฺเสว นิพุพานํ ดับเหมือนความดับแห่งไฟ ไฟที่หมดเชื้อมันก็ดับไป นี่ก็เหมือนความดับแห่งกิเลสที่หมดเชื้อ ของร้อนมีความร้อน ไม่เย็น ก็เรียกว่า ยังไม่นิพพาน ยังกินไม่ได้ เป็นคำพูดที่ใช้อยู่ในครัว ว่า แกงหรือข้าวต้มหรืออะไรมันยังไม่เย็นกินไม่ได้ แล้วต้องรอจนกว่ามันจะนิพพานพอสมควรแล้วจึงจะกิน นี่ยังใช้คำว่า นิพพานอยู่นั่นแหละ

        มีพระบาลีตอนหนึ่งมีข้อความว่า “ช่างทองเขาหลอมทอง หลอมแล้วเขาเอาออกมาจากที่ตัดไฟ ตัดไฟที่หลอมแล้วเอาน้ำรดให้มันเย็น” คำคำนี้เป็นพระบาลีก็ว่า ทำให้มันนิพพาน นิพพานเปยย ช่างทองทำกิริยานิพพาเปยย คือทำให้ทองที่หลอมร้อนนั่นน่ะเย็น แล้วเขาก็ทำเป็นรูปพรรณอย่างนั้นอย่างนี้ได้ตามความประสงค์ นี่คำว่า นิพพาน มันแปลว่า เย็น หรือทำให้เย็น มันไม่ได้แปลว่าตาย นี่เรารู้ความหมายของคำว่าเย็นนี้ มันมีได้ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ

        มีคำบาลีใช้กับการทำให้หมดพิษร้าย เช่นว่า สัตว์ป่าจับมาจากในป่า เช่นควายป่า ช้างป่า อะไรป่านี่ มันดุร้ายเหลือประมาณ อันตรายเหลือประมาณ เขาเอามาเข้าคอกเข้าที่ บังคับฝึกหัดไปจนสัตว์เหล่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว จนช้างป่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว ทำอะไรก็ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่า มันนิพพานเหมือนกัน มันหมดจากไฟคือไอ้ความป่าเถื่อนของมันแล้ว. นี่แม้กับสัตว์เดรัจฉาน

        ทีนี้ถ้าว่ามันเย็นทางจิตใจ มันก็ตั้งต้นๆ มาแต่ว่า อะไรทำให้ความอยากหิว ความอยากน่ะ หยุดเย็นลงไป ก็เรียกว่า นิพพาน ก่อนแต่พุทธกาลเขาก็เอาคำว่า นิพพานไปใช้กับเรื่องทางกามารมณ์นี่ เพราะว่า กามารมณ์นี้ ถ้าเกิดขึ้นแล้วมันร้อนเป็นไฟยิ่งกว่าไฟ ถ้าทำให้มันระงับไปมันก็ได้ความสุขสบายตามนั้น ก็เลยเรียกกามารมณ์ว่าเป็นพระนิพพานกันอยู่ในคนบางพวก ทีนี้คนบางพวกเห็นสูงไปกว่านั้น โอ้ นั่นมันเรื่องต่ำมาก ก็มาเห็นว่า ไอ้เรื่องกามนี่มันเป็นไฟร้อนเสียเอง มันต้องมีอะไรมาดับมัน ก็ทำจิตให้เป็นสมาธิ ประเภทรูปฌานในเบื้องต้นก่อน รูปฌานที่เป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานนี่ พอทำปฐมฌานได้ก็ละกามนั้นเสียได้ ละอกุศลเสียได้ มันก็เย็น ไอ้คนที่แรกพบครั้งแรกนี้ก็เอาปฐมฌานนั้นน่ะเป็นนิพพาน เอาสิ ละไฟคือกามเสียได้ ต่อมาก็รู้จักทำให้สูงขึ้นไปละเอียดขึ้นไปก็เป็นรูปฌานที่สูงขึ้นไป ก็ดับไฟนั้นได้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไปและก็พอใจๆ นี่เอาเรื่องรูปฌานเป็นนิพพาน เขามีอยู่ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง

        ทีนี้ต่อมาปฏิบัติสูงขึ้นไปว่า ไอ้หลงในรูปฌานนี้มันก็เป็นไฟ ไฟชนิดหนึ่ง เรียกเป็นไฟที่เกือบจะมองไม่เห็นตัว ก็ปฏิบัติได้ขึ้นไปถึงอรูปฌาน พระพุทธเจ้า (ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) เมื่อเสด็จไปศึกษาในสำนักอาจารย์ต่างๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก็เข้าไปศึกษาในสำนักอาจารย์ต่างๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก็เข้าไปศึกษาในสำนักของอุทกดาบส เขาบอกว่านี่เป็นนิพพาน พระพุทธองค์ว่าไม่ๆ ๆ ๆ ไม่พอ ไม่รับหรือไม่ยอมรับแล้วก็ลาออกไปศึกษาของพระองค์เอง จนในที่สุดก็พบว่า การทำให้กิเลสหมด ความสิ้นกิเลส นั้นน่ะเป็นนิพพาน ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นั่นแหละคือ นิพพาน แล้วก็ไม่มีใครหานิพพานให้ดีกว่านั้นได้ มันก็ยุติลงเพียงเท่านั้น คือความสิ้นไปแห่งกิเลสไม่มีไฟแห่งกิเลสเผาลนแต่ประการใด เป็นนิพพานที่สมบูรณ์

        แต่แล้วในที่สุดความหมายของนิพพาน ก็มิได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปทางไหน นอกจากหมายความอยู่อย่างเดียวไปตามเดิมว่า เย็น-เย็น-เย็น เย็นชนิดไหนก็เป็นนิพพานชนิดนั้น เย็นเท่าไรก็เป็นนิพพานเท่านั้น เย็นเมื่อใดก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น มันจึงเรียกว่าเป็นสันทิฎฐิโก คือรู้จักประจักษ์ชัดอยู่ในใจ มันเป็นอกาลิโก คือไม่ จำกัดเวลา มันไม่มีกิเลสเมื่อใด มันก็เย็นเมื่อนั้น มันไม่จำกัดเวลา แล้วก็เอหิปัสสิโก เรียกมาให้ดูได้ มันมีอยู่ มีอยู่อย่างนี้เอหิปัสสิโก และ โอปนยิโก เป็นสิ่งที่ควรมีควรน้อมเข้ามาให้อยู่ในตนเป็นอย่างยิ่ง นี่ถ้าพระนิพพานหมายถึงพระธรรมอย่างหนึ่ง จะใช้คำตามภาษาบาลีนะ ตามภาษาบาลีซึ่งมันมี

      รูปศัพท์เปลี่ยนไปตามลิงค์ว่า สันทิฎฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก นี่ แต่ถ้าใช้ศัพท์คำว่า นิพพาน นิพพานัง มันก็เปลี่ยนเป็น สันทิฎฐิกัง อกาลิกัง เอหิปัสสิกัง โอปนยิกัง ไอ้ อัง หรือโอ นี่ไม่สำคัญล่ะ ไอ้ความหมายมันคงเดิมแหละว่า เป็นสิ่งที่ต้องรู้สึกอยู่ในใจ เป็นสิ่งที่ไม่จำกัดเวลา ไม่ขึ้นกันอยู่กับเวลา หรือฤดูกาล หรือดินฟ้าอากาศ แล้วมันก็มีอยู่ชนิดที่เรียกมาดูได้ เรียกมาดูได้ว่ามีความเย็นอย่างนี้ๆ แล้วเป็นสิ่งที่เลิศประเสริฐที่สุดที่ควรจะนำเข้ามาให้มีอยู่ในตน นั่นเรียกว่า นิพพาน หมายความว่า เย็น-เย็น-เย็น

        เมื่อใดไม่มีกิเลสเกิดอยู่ในใจ มันเย็นชนิดหนึ่งซึ่งมันไม่ต้องกินน้ำแข็ง เอาน้ำแข็งมากิน มันก็ได้ความเย็นชนิดที่อำนาจของน้ำแข็ง แต่ถ้ามันไม่ร้อน ไม่ร้อนจนไม่ต้องกินน้ำแข็งน่ะ มันก็เย็นอีกชนิดหนึ่งซึ่งดีกว่า แน่นอนกว่า สนิทกว่า คือมันไม่กระวนกระวาย เพราะเอาเย็นชนิดที่ไม่มีไฟน่ะ เอาเย็นชนิดที่มันไม่มีของร้อนเป็นความหมายของนิพพาน เมื่อไม่มีกิเลสปรากฏอยู่ในจิตและภาวะแห่งจิตในเวลานั้น ก็เป็นจิตที่สัมผัสอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน คือความเย็นที่ปราศจากความร้อน. คนเรามันไม่รู้จัก มันรู้จักแต่ไอ้ความเย็นที่หลอกๆ จะต้องกินน้ำแข็งบ้าง จะต้องเอาพัดลมมาพัดบ้าง นี่มันเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น ถ้าเป็นเรื่องทางจิตแล้ว มันไม่ได้ทำได้ด้วยการใช้พัดลมหรือด้วยการกินน้ำแข็ง มันเป็นเรื่องที่ต้องมี เพราะว่ากิเลสมันไม่มี

        เอาล่ะ พูดเสียตั้งยืดยาว ก็เพื่อจะให้เข้าใจเพียงข้อเดียวเท่านั้นแหละว่า นิพพานแหละว่าเย็น ไม่ได้แปลว่า ตาย และไม่จำกัดอยู่ที่ว่า ความตายของพระอรหันต์ ถ้าความตายของพระอรหันต์เป็นนิพพาน ความตายของคนเหล่าอื่นมันก็จะไม่ใช่และมันก็เหลือน้อยเกินไป แต่ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้นโดยเด็ดขาด มันไม่ใช่ความตาย แต่มันเป็นความเย็น ถ้าจะเรียกว่าความตาย มันเป็นความตายของความร้อน ความร้อนตายไม่ใช่คนตาย ถ้าความร้อนตายมันก็มีสิ่งตรงกันข้ามคือความเย็น นี่ ขอให้มีความเย็น เพราะว่า ไม่มีความร้อน

        จำกันง่ายๆ ว่า มันเย็นเพราะว่ามันไม่มีความร้อน ความร้อนมันไม่เกิด หรือว่าเกิดแล้วมันถูกกระทำให้ดับลงไปก็ได้ทั้งสองอย่างแหละ ถ้าความร้อนคือกิเลสมันดับลง มันก็มีความเย็นเป็นนิพพาน เมื่อใดไม่มีความร้อน ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นมันก็อยู่ด้วยความเย็น มีความเย็นอกเย็นใจ ใครไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็ดูจะยังเป็นเด็กมาก ไม่รู้จักคำว่าความเย็นอกเย็นใจ ถ้ารู้จักคำว่าเย็นอกเย็นใจ ก็หมายความเขาเริ่มรู้ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน และคงจะพอใจในความปรารถนาความต้องการเพื่อจะอยู่ด้วยความเย็นอกเย็นใจ

        เย็นอกเย็นใจตามธรรมดาสามัญของบุคคลทั่วไปนี้ มีคำเรียกอีกคำหนึ่งว่า นิพพุติ นิพพุติ ก็แปลว่า ความเย็น ความดับเย็นเหมือนกัน แต่เอามาใช้ในระดับศีลธรรม ความเย็นในระดับศีลธรรมทั่วๆ ไป เรียกว่า นิพพุติ มีความหมายที่เย็นอกเย็นใจในระดับของชาวบ้านทั่วไป แต่ก็ดูให้ดีเถิดว่า จะเย็นอกเย็นใจไม่ได้หรอก ถ้ามันมีกิเลสรบกวน ดังนั้น มันก็หมายถึงว่า ความที่กิเลสมันไม่รบกวนในระดับหนึ่งของชาวบ้านทั่วๆ ไป เมื่อพระเขาบอกอานิสงส์ของศีลทุกคราวที่มีคนรับศีล ก็จะบอกว่า สีเลน ยนุติ สีเลน โภคสมฺปทาสีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย-ไปสุคติเพราะศีล สมบูรณ์ด้วยโภคะเพราะศีล ถึงนิพพุติเพราะศีล น่ะ มันสูงกว่าได้ทรัพย์สมบัติหรือสูงกว่าสุคติเสียอีกว่า นิพพุติน่ะหมายถึงเย็น เราได้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่า นิพพุติๆ ก็ไม่รู้ว่าอะไร นั้นแหละคือพระนิพพานในระดับศีลธรรมทั่วๆไป ในระดับวัฒนธรรมทั่วๆไป ก็ได้

        เป็นคำพูดที่ใช้กันมากในพุทธ พบข้อความในอรรถกถาหรือปกรณ์พิเศษอะไรนี่ มีอยู่ว่า หญิงสาวศากยะองค์หนึ่ง เมื่อได้เห็นพระสิทธัตถะเดินเข้ามาในที่ประชุมประกวดผู้หญิง หญิงสาวศากยะผู้นั้นก็ร้องออกมาว่า “บุรุษนี้เป็นลูกของมารดาคนใด มารดานั้นก็นิพพุตา คือ เย็น เป็นลูกของบิดาคนใด บิดาของเขาก็เป็นนิพพุโต คือเย็น เป็นภัสดาสามีของหญิงใด หญิงนั้นก็นิพพุตา คือ เย็น” เป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่ใช้กันอยู่ และก็มีความหมายเป็นที่รู้กันดีว่า เย็นอะไร เย็นอกเย็นใจ ไม่มีพิษร้าย ไม่มีโทษอะไรเกิดขึ้นคือ เป็นนิพพานกลางบ้าน นิพพานสำหรับคนทั่วไป เป็นระดับของศีลธรรมหรือวัฒนธรรมที่สูงเต็มที่

        ขอให้เรารู้จักนิพพานชนิดนี้กันไว้บ้าง ว่าเป็นที่ปรารถนาเป็นที่ต้องการของบุคคลผู้เจริญแล้ว เจริญด้วยวิชาความรู้ เจริญด้วยวัฒนธรรมและศีลธรรม คือเขาต้องการความเย็นชนิดนี้ ถ้าเราเป็นบุคคลที่มีศีลธรรมมีวัฒนธรรม เราก็ต้องรู้จักนิพพานชนิดนี้ เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า มีนิพพานระดับหนึ่ง สำหรับคนทุกคน ทุกคนไม่ยกเว้นใครสักคนเดียว ต้องการอย่างนี้ และก็มีได้อย่างนี้ ในส่วนลึกต่อ เมื่อใดไม่มีไฟคือกิเลส เมื่อนั้นก็เย็น

      ทีนี้เราก็มาพิจารณาดูต่อไปว่า กิเลสมันเกิดอยู่ตลอดเวลาไหม? เดี๋ยวนี้มีกิเลสไหม? ถ้ากิเลศมันเกิดอยู่ตลอดเวลา ราคะ โทสะ โมหะ เผาผลาญอยู่ตลอดเวลาไม่เว้นว่างเลยน่ะ คนมันอยู่ได้ไหม? ถ้าไม่บ้าก็ตาย ถ้าไม่ตายก็บ้า ถ้ากิเลสมันเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา เพราะโดยเนื้อแท้กิเลสไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งคืนหนึ่งในเวลาที่กิเลสเกิดนั้นน่ะกับมีน้อยกว่ากิเลสไม่เกิด คิดดูให้ดีนะ คิดดูให้ดี เวลาที่กิเลสไม่แผดเผาหัวใจ มันมีมากกว่าเวลาที่กิเลสแผดเผาหัวใจ ถ้ากิเลสแผดเผาหัวใจมากกว่าธรรมดา มันก็บ้า ถ้ากิเลสแผดเผาหัวใจอยู่ตลอดเวลามันก็ตายล่ะ มันไม่ได้มานั่งอยู่อย่างนี้

        เพราะฉะนั้นดูให้ดีว่า ไอ้ความที่ไม่มีกิเลสแผดเผาหัวใจนั้น มันก็มีอยู่เป็นพื้นฐาน สำหรับให้เราไม่บ้า ให้เราไม่ตาย เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายทุกคนเป็นบ้าไหม? ถ้าไม่เป็นบ้า มันก็เพราะมันมีเวลาที่มันว่างจากกิเลส รักษาไว้อย่างเดียว และมันก็จะไม่ตาย ถ้าตายก็ไม่ต้องมาพูดกัน เดี๋ยวนี้มันไม่ตาย เพราะว่ากิเลสมันไม่ได้แผดเผาอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงนั่นน่ะยังมีเวลาที่แผดเผาไม่เท่าไร บางทีจะไม่ถึงชั่วโมงกระมังรวมๆ กันแล้ว นี่มันจึงยังรอดอยู่ได้

        เหมือนกับว่าต้นไม้นี่ ถ้าเอาไฟลนอยู่ตลอดเวลามันก็ตาย ถ้าไฟมันลนบางเวลาและเป็นส่วนน้อย มันก็ไม่ตาย มันก็ไม่ตาย มันยังอยู่ได้ด้วยเวลาที่ไม่มีไฟมันลน คนทุกคนรอดตายอยู่ได้ ก็เพราะมีเวลาที่มันว่างจากไฟคือกิเลส ถ้าว่ากิเลสเกิดอยู่ตลอดเวลา มันนอนไม่หลับดอก มันนอนไม่หลับ มันตายแล้ว เดี๋ยวนี้มันยังมีเวลานอนหลับและสบาย รุ่งขึ้นก็สบาย หรือว่าเมื่ออยู่ธรรมดาๆ มันไม่ได้นอนหลับนี่ มันก็มีเวลาที่ปกติ ไม่กลัดกลุ้มเพราะไฟ มากกว่าเวลาที่มันกลัดกลุ้ม

      ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ไอ้ความเย็นเพราะไม่มีไฟเผานั่นน่ะมันมีอยู่ และมันเป็นเครื่องช่วยหล่อเลี้ยงไว้ไม่ให้คนเป็นบ้าหรือตาย เราก็เลยอยู่ได้และไม่ตาย เพราะมีพระนิพพานชนิดนี้หล่อเลี้ยงไว้ ทุกคนหรือไม่? ขอให้ดูให้ดีว่าทุกคนหรือไม่ ถ้าทุกคนไม่ตาย ไม่เป็นบ้า ก็ต้องมีอันนี้หล่อเลี้ยงไว้ ถ้าบางคนเป็นบ้าก็เพราะว่ามันมีไฟกิเลสนี่ห่อหุ้มเผาลนมากเกินไป มันก็ต้องเป็นบ้า ด้วยไฟโมหะ หรือไฟอะไรก็สุดแท้

        เดี๋ยวนี้ไม่เป็นบ้าและไม่ตายกันอยู่โดยทั่วๆ ไป เพราะว่าความเย็นแห่งพระนิพพาน ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี หล่อเลี้ยงเอาไว้. ทำไมไม่ขอบคุณพระนิพพานที่หล่อเลี้ยงไว้อย่างนี้? ทำไมจึงเป็นสัตว์ที่เนรคุณต่อพระนิพพานเกินไป คือไม่รู้จักหรือไม่สนใจเอาเสียเลย? ขอให้รู้จักพระนิพพานชนิดนี้ไว้บ้าง และขอบคุณๆ เมื่อขอบคุณก็จะต้องหล่อเลี้ยงไว้ หล่อเลี้ยงไว้ให้มีความเย็นอยู่ตลอดเวลา และเย็นยิ่งๆ ยิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าจะเย็นถึงที่สุดเหมือนกับพระอรหันต์ หรือเป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง

        ความเย็นมีอยู่เป็นพื้นฐาน ชีวิตนี้มันก็ต้องการความเย็นชนิดนี้หล่อเลี้ยงไว้ เราจึงแสวงหาความเย็น รู้จักแสวงหาความเย็นอยู่โดยสัญชาตญาณ สัญชาตญาณเป็นความรู้สึกที่เกิดอยู่เอง เกิดได้เอง มันก็รู้จักแสวงหาความเย็นเอง เช่น ความหิว มันเป็นความร้อน มันก็ต้องการจะระงับความหิว มันก็หาอาหารกิน มันก็รู้จักระงับความหิว ทารกมันก็รู้จักดูดนม ไม่ต้องมีใครสอน เพราะสัญชาตญาณที่ต้องการจะระงับความหิว ไม่โง่ไปกว่านั้นเป็นยุง ยุงมันก็รู้จักดูดเลือด รู้จักดูดเลือดคนเพื่อจะบรรเทาความหิวคือความร้อน จนตัวมันตาย จนคนตบมันตาย มันมีสัญชาตญาณที่จะกำจัดความหิว หรือความร้อน ให้ความหิวนั้นมันระงับไป นี่โดยสัญชาตญาณมันก็ต้องการอยู่อย่างนี้ มันต้องการความเย็น มันต้องการความหยุดแห่งความหิวหรือความร้อน

        กล่าวได้เลยว่า สัญชาตญาณมันต้องการที่จะหยุดความหิวหรือหยุดความร้อน มันจึงแสวงหากัน กระทำทุกๆ อย่างเพื่อจะหยุดเสียซึ่งความหิว และความร้อน อย่างนี้เป็นของทุกคนหรือหาไม่? ดังคำพูดว่า “พระนิพพานของทุกคน” นี่ ควรจะถูกโห่หรือไม่? นิพพานของทุกคน ใครพูดขึ้นมานี้ควรจะโห่ให้หรือไม่? ถ้ามันโห่ก็เรียกว่ามันยังไม่รู้ มันยังโง่อยู่ มันโง่เอง มันไม่รู้ว่า นิพพานนั้นมีได้สำหรับสิ่งที่มีชีวิต

        เพราะถ้ามีชีวิตมันต้องหล่อเลี้ยงไว้ด้วยความเย็นชนิดนี้ คือความที่กิเลสไม่แผดเผา ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ ก็รู้เสียว่า มันมีการหล่อเลี้ยงไว้ด้วยความเย็นที่กิเลสไม่แผดเผา จะเป็นคนนี้เห็นได้ง่าย แม้จะเป็นสัตว์ มันก็ยังต้องอยู่ในกฎเกณฑ์อันนี้ ถ้ากิเลสมันแผดเผา สัตว์นั้นมันก็ต้องตายเหมือนกันแหละ แต่ว่าสัตว์มันเกิดกิเลสได้ยาก เพราะมันโง่ มันคิดไม่เป็น มันจึงง่ายกว่าคนที่ว่ามันจะอยู่อย่างที่ไม่มีกิเลสแผดเผา อย่าอวดดีไปว่าคนมันจะดีกว่าสัตว์ไปเสียทุกอย่าง คนมันยังสู้สัตว์ไม่ได้ในบางแง่หรือบางอย่างนะ แต่มันจะเหนือกว่าในทางอื่นโน้น

        เป็นอันว่าเป็นชีวิตมีชีวิตแล้ว มันต้องมีพระนิพพานหล่อเลี้ยง เหมือนกับต้นไม้เหล่านี้ ต้นไม้ทุกต้นเหล่านี้ มันมีน้ำหล่อเลี้ยง ไม่อย่างนั้นมันตายนะ ถึงเราไม่ได้เห็นว่าเป็นน้ำ แต่ในดินมันมีน้ำ ต้นไม้มันดูดขึ้นไปหล่อเลี้ยง ดังนั้นถ้ามันยังเขียวอยู่อย่างนี้ ก็หมายความว่า มันมีน้ำที่หล่อเลี้ยงไว้ คือ ความเย็นของน้ำหล่อเลี้ยงไว้ นี่เป็นเรื่องทางวัตถุ

        เรื่องทางจิตใจก็เหมือนกันถ้ายังมีชีวิตเขียวสดอยู่ ก็หมายความว่า มันมีความเย็นแห่งพระนิพพานน่ะหล่อเลี้ยงไว้ ทุกคนเป็นอย่างนี้ ทุกคนอยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงของไอ้ความเย็นชนิดนี้ มันจึงไม่ตาย

      เพราะฉะนั้นขอให้มองเห็นข้อเท็จจริงที่ว่า นิพพานเป็นของทุกคน ทุกคนมีนิพพานเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต อย่าได้โห่ผู้ที่พูดว่า นิพพานเป็นของทุกคนเลย เดี๋ยวจะโง่เอง ถ้าเราจะไปพูดที่ในที่ชุมนุมนักศึกษาที่กรุงเทพฯ หรือที่ไหนก็ตาม พอเอ่ยขึ้นมาก็จะถูกโห่ เพราะเขาไม่ยอมเชื่อว่า นิพพานเป็นของทุกคน แต่ยกให้ว่าเป็นความโง่ของเขาเอง เพราะเขาไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะเขาได้ยินได้ฟังมาผิดๆ จากโรงเรียนที่สอนว่า นิพพานคือความตายของพระอรหันต์ และคงไม่เคยได้ยินได้ฟังว่า นิพพานนี้เป็นความเย็น

        นี่เป็นที่น่าหัวว่า ที่ไม่ได้สอนกันว่า นิพพานนั้นคือความเย็นเพราะไม่มีไฟกิเลสแผดเผา แต่กลับไปสอนลูกเด็กๆ ว่า นิพพานคือความตายของพระอรหันต์ มันเป็นเรื่องของภาษา พระราชาตายเรียกว่า สวรรคต วัวควายตายเรียกว่า ล้ม และก็มีการบัญญัติความตายหลายๆ อย่างเหมาะเป็นคนๆ ไป ถ้าพระอรหันต์ตายก็เรียกว่า นิพพาน นี่มันว่าเอาเอง มันไม่มีในพระบาลีในอรรถกถาและไม่มีในที่ไหน มันว่าเอาเอง นิพพานไม่ได้แปลว่าตาย แต่แปลว่า เย็น ถ้าให้นิพพานแปลว่า ตาย มันต้องตายของกิเลส คือ กิเลสตาย

        ในโรงเรียนไหนสอนบ้างว่า นิพพานแปลว่า เย็น? มีแต่สอนว่าตาย แต่แล้วก็ไม่บอกว่าตายของกิเลส แต่กลับไปบอกว่าตายของพระอรหันต์ นี่มันจะโง่ลึกลึกเข้าไปอีก เพราะว่า พระอรหันต์นั้นตายไม่ได้ เพราะว่าพระอรหันต์บรรลุถึงธรรมะที่ไม่ตาย ถึงความไม่ตาย คุณธรรมคือพระอรหันต์ พระอรหันต์นั้นตายไม่ได้ ที่มันตายได้มันก็เพียงร่างกาย ร่างกายที่เน่าเหม็นนี่มันตายได้ พูดผิดไปหมดแล้ว มาเข้าใจถูกกันเสียทีว่า นิพพานแปลว่าเย็น เมื่อไรไฟกิเลสไม่เกิดขึ้นมารบกวน เมื่อนั้นมันก็เย็น

        พระอาจารย์บนธรรมาสน์สมัยโบราณทั่วๆ ไปนะ เขาพูดจ้ออยู่บนธรรมาสน์ว่า นิพพานเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นนคร เรียกว่า ศิวโมกข์มหานคร เป็นนครแห่งพระนิพพาน เป็นบ้านเป็นเมืองอยู่ที่นั่น มีความสุขได้ตามอยากได้ตามต้องการทุกอย่าง เรียกว่า เป็นบ้านเป็นเมือง แต่ว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ให้อุตส่าห์ทำความดี ทำบุญ ทำอะไรต่างๆ ตายแล้วจะได้ไปเกิดในศิวโมกข์มหานครมหานิพพานนั้นน่ะ มันเป็นเสียอย่างนี้ พอผู้เทศน์เอ่ยชื่อว่า ศิวโมกข์มหานิพพาน คนที่นั่งอยู่ก็ยกมือท่วมหัวว่า สาธุๆ นี่เรียกว่ามีนิพพานไว้ร้องบอกและสาธุๆ ไม่ทำความเย็นหรืออะไรให้แก่จิตใจเลย เช่นเดียวกับเดี๋ยวนี้ พอได้ยินคำว่า พระพุทธเจ้า คำเทศน์ออกชื่อพระพุทธเจ้า ยกมือท่วมหัว สาธุ คำเทศน์เอ่ยมาว่า นิพพาน ก็ยกมือท่วมหัว สาธุ แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร เป็นธรรมเนียมให้ยกมือท่วมหัวแล้วร้องว่า สาธุ เมื่อได้ยินพระเทศน์ว่า พระพุทธเจ้าบ้าง นิพพานบ้าง หรือคำอะไรบางคำที่มีความสำคัญ

        นี้เพราะไม่รู้ตามที่เป็นจริง ว่านิพพานนั้นคืออะไร มันก็มีนิพพานกันแต่ปากนิพพานตามธรรมเนียม ว่าจะไปถึงต่อตายแล้ว แล้วก็รออยู่หลายหมื่นชาติกว่าจะบรรลุถึงนิพพาน อีกหลายหมื่นชาติกว่าจะถึงนิพพาน แล้วถึงต่อตายแล้ว ทั้งนั้น ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ตายแล้วจึงจะถึงน่ะ จะเอาไปทำอะไร ดังนั้นถ้าว่าจะมีประโยชน์โดยแท้จริง มันต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ มีความเย็นมากขึ้น เย็นมากขึ้น จนไม่มีความร้อนเหลืออยู่เลย นี่นิพพานที่ถูกต้อง ไม่ใช่นิพพานตามธรรมเนียม

        ขอให้พวกเรารู้จักว่า นิพพานเป็นอย่างไร และจะมีได้สำหรับทุกคนอย่างไร และยิ่งกว่านั้นอีก ขอให้ฟังดีๆ ว่ามันได้มีแล้ว มันได้มีแล้ว มีแล้วแก่ทุกคนอย่างไร มันได้หล่อเลี้ยงชีวิตของคนทุกคนอยู่อย่างไร นี่นิพพานของทุกคนมันเป็นอย่างนี้ นิพพานสำหรับทุกคนนั้นมันเป็นอย่างนี้ มีความหมายว่า เย็นๆ เย็นทางวัตถุ ทางวัตถุสิ่งของ ทางเนื้อหนัง ก็เอาคำว่านิพพาน เย็นทางจิตทางใจก็ใช้คำว่า นิพพาน เพราะมันแปลว่าเย็น เป็นคำพูดที่ใช้มาแต่โบราณกาล หมายถึง เย็น

        เพราะฉะนั้นเราจึงตั้งต้นตั้งแต่ว่าเย็นทางวัตถุนี่ พอเอาน้ำแข็งมากินเข้าไป ก็ให้ระลึกนึกถึงว่าเย็น ซึ่งเป็นความหมายของพระนิพพาน อย่าให้เสียเปล่า เย็นเมื่อไร เย็นด้วยอะไร ก็ขอให้นึกถึงนิพพาน เพราะคำว่านิพพานเป็นเจ้าของความหมายของคำว่าเย็น พอไปนั่งในที่บางแห่งลมพัดเย็นสบาย เพราะว่าเย็น อย่างนี้ ก็นึกถึงนิพพาน ตั้งความหมายเย็นเป็นนิพพาน เรื่อยๆ ไป และเย็นขึ้นไป เย็นขึ้นไป จนเย็นทางจิตใจ แล้วมารู้ว่าตลอดเวลาที่ไม่มีความร้อนเกิดขึ้นในใจก็เย็นเป็นนิพพาน เย็นเป็นนิพพาน หรือทำอะไรให้ถูกต้องอยู่เสมอ กิเลสเกิดไม่ได้ก็มีความเย็นเป็นนิพพาน มีความเย็นสำหรับทุกคน มีความเย็นสำหรับในที่ทุกหนทุกแห่ง มีความเย็นตลอดเวลา ตลอดกาล ทุกๆ กาล เย็นอย่างนี้คือความหมายของนิพพาน

        จงปรับปรุงจิตใจให้ดีอยู่เสมอ อย่าให้กิเลสเกิดขึ้นมา ก็จะพบความเย็นที่นี่และเดี๋ยวนี้ ทำสมาธิให้ถูกต้อง กิเลสเกิดไม่ได้ ก็เย็นๆ หายใจเข้าก็เย็น หายใจออกก็เย็น หายใจเข้าก็เย็น หายในออกก็เย็น อยู่กับพระนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ หายใจออก หายใจเข้า หายใจออกด้วยความรู้สึกว่าเย็น-เย็น-เย็น เพราะไม่มีกิเลส มีนิพพานกันที่นี่ อย่างนี้ แม้จะเป็นนิพพานน้อยๆ อย่างนี้ ก็ให้ทำไปเถอะ มันจะได้ค่อยๆ มากขึ้น จะค่อยๆ รู้จักมากขึ้น รู้จักทำให้มีมากขึ้นๆ จนกว่า จะสมบูรณ์หรือเต็มเปี่ยมแห่งความเย็น

        เขาไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา ปริญญายาวเป็นหาง เขาจะไม่ยอมฟังว่า นิพพานสำหรับทุกคน เขาจะโห่ด้วย เขาจะหัวเราะเยาะด้วย ก็ตามใจเขาเถอะ เราพูดกันในป่าสำหรับคนโง่ตามสมมติของเขา เราก็ยืนยันว่า นิพพานคือความเย็น มีอยู่สำหรับทุกคน และได้หล่อเลี้ยงชีวิตทุกคน อยู่ไม่ให้เป็นบ้า ไม่ให้ตายว่า นิพพานคือความเย็น มีอยู่สำหรับทุกคน และได้หล่อเลี้ยงชีวิตทุกคน อยู่ไม่ให้เป็นบ้า ไม่ให้ตาย. ขอให้ขอบคุณพระนิพพาน ขอบคุณพระนิพพาน ก็เท่ากับขอบคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าท่านค้นพบเรื่องพระนิพพานเรื่องความเย็นนี้ ก็ขอบพระคุณท่าน คำสอนของท่านเป็นความรู้เป็นการปฏิบัติเรียกว่า พระธรรม ก็เรื่องความเย็น ก็ขอบคุณพระธรรม พระสงฆ์ได้ศึกษาได้เล่าเรียนปฏิบัติเรื่องความเย็นนี้ไว้สืบต่อๆ กันมา มาสอนให้เรา ก็ขอบคุณพระสงฆ์ แต่เสร็จแล้วรวมกันทีเดียวทั้งหมดดีกว่า ขอบคุณพระนิพพาน ขอบคุณความเย็น ความเย็น ที่หล่อเลี้ยงชีวิตไว้ ปราศจากนิพพานคือความเย็นเสียแล้ว มันก็เหี่ยวแห้งตาย อย่างดีที่สุดก็เป็นบ้า เพราะว่ามันถูกเผาลนอยู่ด้วยความร้อนคือกิเลส

        เอาล่ะ เดี๋ยวนี้มันเข้ามาหลายปีแล้วใช่ไหม มันหลายสิบปีแล้วใช่ไหม มันหลายสิบปีแล้วใช่ไหม ไม่กี่ปีมันจะตายแล้วใช่ไหม ไม่กี่ปี มันจะตายใช่ไหม รีบสนใจ รีบเข้าใจ รีบรู้จักพระนิพพาน คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตไว้ให้สงบเย็นเป็นปกติ คุณคงจะมีเวลาล่ะถ้ายังมีชีวิตเหลืออยู่สัก 30-40 ปี ก็พอถมไป อย่าโง่เหมือนเดิม อย่าปักหลักลงเสีย ไม่เคลื่อนไหว ไม่เขยื้อน จงพยายามให้มันเคลื่อนไหว ให้ความรู้มันเคลื่อนไหวๆๆ รู้จักพระนิพพานยิ่งขึ้นๆ โดยทำให้มันเย็นมากขึ้น เย็นมากขึ้น ทุกๆ วัน ทุกๆ เดือน ทุกๆ ปี เป็นผู้เจริญงอกงามด้วยพระธรรม ที่เรียกว่า พระนิพพาน

        เอ้อ ตอนนี้ก็มีคำประหลาดอยู่คำหนึ่ง ซึ่งจะต้องรู้ไว้ คือคำว่า เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน ซึ่งชอบพูดกันนัก ทำอะไรสักหน่อยก็ว่า ขอให้เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานเถิด คำนี้มีความหมายลึกและเข้าใจผิดกันอยู่ พูดว่าเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานนี่ มันไม่ถูกดอก เพราะพระนิพพานนี่ไม่ต้องการปัจจัย พระนิพพานอยู่ที่ความหมดเหตุหมดปัจจัย ไม่ต้องการปัจจัย จะทำอะไรให้เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานนั่นมันเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าเป็นปัจจัยแก่การบรรลุพระนิพพาน เป็นปัจจัยแก่การปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อการบรรลุพระนิพพาน ทำความดีความงามความอะไรก็ตาม ขอให้มันเป็นปัจจัยแก่การบรรลุพระนิพพาน อย่าใช้คำว่า เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน มันผิดหลัก ผิดหลักธรรมะ เพราะนิพพานไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรแก่พระนิพพาน

        แต่ว่าสำหรับเราที่จะบรรลุหรือเข้าถึงพระนิพพานนี้ มันมีเหตุมีปัจจัย จงทำอะไรๆ ให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่การที่จะก้าวหน้าไปสู่พระนิพพาน เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่จิต หรือ แก่นามรูปอันนี้ ที่มันจะเจริญจะพัฒนาจนกว่าจะบรรลุพระนิพพาน ถ้าอย่างนี้มันต้องการเหตุ ต้องการปัจจัยที่ถูกต้องและเพียงพอ ทำบุญทำทานทำความดีความงาม อะไรทุกๆ อย่าง ทุกๆ ประการ อธิษฐานให้เป็นปัจจัยแก่การบรรลุพระนิพพาน อย่างนี้มันถูกต้อง ถ้าพูดว่าเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานน่ะ มันผิดความจริง มันผิดความหมาย มันผิดหลักพระธรรม เพราะว่า พระนิพพานเป็นความสิ้นปัจจัย เป็นความหมดแห่งปัจจัย อยู่เหนือเหตุเหนือปัจจัย ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้

        เดี๋ยวนี้ ถ้าว่ายังเป็นพระนิพพานน้อยๆ เป็นพระนิพพานอันที่เยอะก็พอจะเป็นไปได้แหละ เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำหรับบรรลุพระนิพพานน้อยๆ อย่างนี้ แต่เราจะมีพระนิพพานน้อยๆ อย่างนี้มันก็ไม่ไหวเหมือนกัน มันก็ต้องมุ่งพระนิพพานที่หมดเหตุหมดปัจจัย เอาล่ะ แม้พระนิพพานน้อยๆ ที่นี่แหละเดี๋ยวนี้ มันก็ต้องรู้ว่าไฟมันดับเพราะมันหมดเหตุหมดปัจจัย ไฟกิเลสมันดับเพราะมันหมดเหตุหมดปัจจัย เพราะฉะนั้น เราไม่ให้เหตุไม่ให้ปัจจัยแก่ไฟกิเลส แต่ให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่การที่จะช่วยให้ไฟกิเลสนี้มันดับ ช่วยในการดับไฟกิเลสนั้นก็ได้ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานนั้นน่ะ ไม่มีความหมาย

        นี่เป็นปัจจัยเพื่อการบรรลุถึงพระนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่มีได้ จึงขอเตือนว่า ให้รู้จักคุณของพระนิพพาน ซึ่งเป็นคุณที่รวมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาซักซ้อมอยู่ในใจเสมอไป และให้จิตใจระลึกถึงคุณค่าของความเย็นอยู่ทุกๆ เรื่อง ทุกๆ เวลา ทุกๆ สถานที่ จึงได้พูดว่า เมื่อไรมีความรู้สึกว่าเย็นแล้ว ขอให้นึกถึงพระนิพพาน เถอะ แม้จะเย็นหนาวกลางคืนก็ตามเถอะ ให้นึกถึงพระนิพพานเมื่อไม่มีความร้อน นี่เป็นการฝึกฝนไว้ตลอดเวลาว่า จะติดต่อกับพระนิพพาน สนใจในพระนิพพาน สัมพันธ์กันกับพระนิพพาน ในความหมายของพระนิพพานว่าเย็นๆ เอาน้ำแข็งมากิน นึกถึงพระนิพพาน เอาพัดลมมาพัดก็นึกถึงพระนิพพาน นั่งตากลมอยู่ที่ลมพัด ก็นึกถึงพระนิพพาน ว่าแหมนี่มันเป็นอย่างนี้นะ นี้มันควรจะมีมากกว่านี้ เย็นมากกว่านี้ นั่นคือซักซ้อม พระนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ พระนิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นการปลูกๆ ปลูกฝังน่ะ ปลูกต้นไม้เพื่อให้มันเจริญงอกงาม คือปลูกโพธิ ปลูกต้นโพธิ์ในจิตใจให้เจริญงอกงาม มันก็ได้รู้จักพระนิพพานมากยิ่งๆ ขึ้นไป เราก็จะได้บรรลุถึงระดับสูงสุดของพระนิพพานเข้าสักวันหนึ่งเป็นแน่นอน ถ้าทำได้มาก มันก็เร็ว ทำได้จริง มันก็เร็ว ทำอยู่เสมอๆ มันก็เร็ว มันเย็น-เย็น-เย็น-เย็น เย็นยิ่งขึ้นๆ นี่เป็นการทำกับพระนิพพานในฐานะที่ยอมรับว่า พระนิพพานเป็นของทุกคน พระนิพพานนั้น สำหรับทุกคน หรือจะพูดว่า สำหรับชีวิตทุกชีวิต ก็ได้เหมือนกัน

        ขอให้สนใจพระนิพพาน อย่าได้เกลียดชังพระนิพพาน เหมือนกับที่เขาเกลียดชังกันว่า ไม่มีรสชาติอะไร ไม่อยากไปนิพพาน บางทีเป็นเอามาก มากถึงกับว่า พระนิพพานนี่เป็นอุปสรรคแห่งการพัฒนา พวกแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง พัฒนาแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เขาเกลียดพระนิพพาน ว่า พระนิพพานขวางความเจริญ ไม่เอาเรื่องพระนิพพานมาพูดในการพัฒนาแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง นั่นแหละมันไม่รู้ว่า จะพัฒนาไปทางไหน มันไม่รู้ว่า จะพัฒนาไปทางไหน มันไม่ได้พัฒนาไปในทางเย็น หรือในทางหยุดแห่งความร้อน น่าสงสารพวกคนที่เกลียดพระนิพพาน โดยที่ไม่รู้ว่านิพพานนั้นคืออะไร.

        เราอย่ารวมอยู่ในบุคคลพวกนั้นเลย จงเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธิจ้า รู้จักพระนิพพานโดยแท้จริงว่า เป็นจุดปลายทาง ชีวิตนี้มีปลายทางอยู่ที่นิพพาน ถ้ายังไม่บรรลุนิพพานอยู่เพียงใด มันยังไม่หยุด มันจะดิ้นรนกระวนกระวายกระเสือกกระสนอยู่นั่นเอง จนกว่าจะพบพระนิพพาน เหมือนปลาที่มันดิ้นไปบนบกก็แถกๆ กระเสือกกระไสไปจนกว่ามันจะพบน้ำน่ะ คือ นิพพาน มันจึงจะหยุด เราก็เหมือนกัน ดิ้นรนกันอยู่บนแผ่นดินอันร้อนของกิเลส ดิ้นรนไปจนกว่าจะพบน้ำที่ถึงที่สุดคือ พระนิพพาน

        เดี๋ยวนี้ก็มีความเย็นบางอย่างบางประการหล่อเลี้ยงอยู่ไม่ให้ตาย ไม่ให้ตาย ยังส่งเสริมไอ้ความเย็นนั้นให้มากขึ้นๆ ๆ แล้วจะเป็นความเย็นที่สูงสุด มันก็รอด. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ปริญญาๆ หรือ ความรอบรู้ในพระพุทธศาสนานี้ คือ ความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ” เพราะว่า ความรู้ของมนุษย์เราน่ะ สูงสุดอยู่ที่ความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ เมื่อได้รู้ความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ นั่นแหละคือ ความรู้ที่แท้จริง หรือเรียกว่า ปริญญาๆ ไม่ต้องรับด้วยแผ่นกระดาษ หรือมอบให้ ทุกคนทำให้ปรากฏขึ้นมาว่า มันหมดไฟแห่งราคะ หมดไฟแห่งโทสะ หมดไฟแห่งโมหะ รู้ประจักษ์ชัดอยู่ในใจนั่นคือ ปริญญา ปริญญาแปลว่า ความรอบรู้ ปริ แปลว่า รอบ ญา แปลว่า รู้ ปริญญา แปลว่า รอบรู้ รู้รอบ รู้หมดจด รู้ถึงที่สุด ไม่มีอะไรที่ต้องรู้อีกต่อไป นั่นคือ ความรู้ ว่า สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ

        ขอให้ทุกคนได้รับปริญญาของพระพุทธองค์เถิด ถ้าเป็นพุทธบริษัทแล้ว จงดิ้นรนพยายามให้ได้รับปริญญาของพระพุทธเจ้า คือ สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ ปริญญานี้ มีไว้สำหรับทุกคน รออยู่เบื้องหน้า รออยู่เบื้องหน้า ขอให้มีพระนิพพานเป็นที่ไป ลุถึงบรรลุถึงในเบื้องหน้าคือการรับปริญญา โดยยืนยันอีกทีหนึ่งว่า นิพพานเป็นของทุกคน เป็นของสำหรับทุกคน ขอให้ทุกคนได้บรรลุถึงวัตถุประสงค์อันนี้ โดยถือว่า พระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต เมื่อถามว่า ชีวิตนี้จะไปไหนกันโว้ย ก็ต้องบอกว่า ไปสู่ที่สิ้นสุดของความร้อน คือ นิพพาน มีสติปัญญารอบรู้ ดำเนินชีวิตให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นไปสู่ทิศทางของจุดหมายปลายทางคือพระนิพพาน อย่าให้โง่จนถึงกับไม่รู้ว่า เกิดมาทำไมและอะไรจะพาไป

        จะเล่านิทานสั้นๆ สักนาทีหนึ่งว่า มีคนคนหนึ่งมันขึ้นม้าขี่ แล้วมันก็บังคับม้าไม่ได้ ม้ามันก็พาวิ่งไปๆ ๆ ม้าก็ควบใหญ่ วิ่งไปๆ ๆ เพื่อนร้องถามว่า “แกจะไปไหนโว้ย” มันก็บอกว่า “กูไม่รู้ แล้วแต่ม้าโว้ย” นี่ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว มันก็จะเหมือนกับพวกเราที่ไม่รู้ว่า จะเกิดมาทำไม ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ไม่รู้ว่าจะไปไหน แล้วแต่ม้ามันจะพาไป คือมันแล้วแต่ความโง่ มันจะพาไป

        ขอให้เป็นที่แน่นอนว่ สิตปัญญา จะพาไป จะพาไปสู่จุดหมายปลายทางคือความสิ้นสุดแห่งกิเลส ไปรับปริญญาของพระพุทธิเจ้า คือหมดราคะ หมดโทสะ หมดโมหะ ลุถึงนิพพาน สิ้นสุดแห่งการเวียนว่าย

        เอาล่ะ ขอให้มองเห็นชัดว่า นิพพานเป็นของทุกคน เป็นของสำหรับทุกคน โดยไม่ยกเว้นใคร แล้วพยายามให้ได้รับประโยชน์ถึงที่สุดด้วยกันทุกคนเถิด

        การบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมเป็นคณะสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของท่านทั้งหลาย ให้มีความเชื่อ มีความแน่ใจ มีความมานะ พยายาม บากบั่น เพื่อจะให้บรรลุถึงพระนิพพาน อันเป็นขั้นจุดหมายปลายทาง ให้พระนิพพานที่หล่อเลี้ยงอยู่ทุกวันนี้ เจริญงอกงามเป็นนิพพานโดยสมบูรณ์ โดยเร็วๆ เถิด

ขอยุติการบรรยาย ณ กาลบัดนี้.

(คัดจาก หนังสือ นิพพานสำหรับทุกคน โดย พุทธทาส ภิกขุ พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 25545

โดยธรรมทานมูลนิธิ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ)